วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

ความรักของพระคริสต์คืออะไร?


ความรักของพระคริสต์คืออะไร?


ความรักของพระองค์คือพระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะกระทำเพื่อผลดีที่สุดแก่เรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสนองความต้องการมากที่สุดของเรา แม้ว่ามันจะทำให้พระองค์ทรงสูญเสียทุกอย่าง และแม้ว่าเราไม่คู่ควรกับความรักของพระองค์เลย แม้ว่าพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าในธรรมชาติ ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่ปฐมกาลกับพระเจ้าพระบิดา (ยอห์น1:1) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่สละพระบัลลังก์ของพระ องค์ เพื่อมาเป็นคนธรรมดา พระองค์ทรงยอมชดใช้ค่าปรับแทนความผิดบาปของเรา เพื่อว่าเราจะไม่ต้องรับโทษนิรันดร์ในบึงไฟนรก

ดังนั้น ความรักของพระคริสต์ ที่ได้ทรงสำแดงโดยพระองค์ทรงออกจากสวรรค์สถาน สถานที่ทรงได้รับการนมัสการสรรเสริญตามที่ทรงสมควรได้รับ เสด็จเข้ามาในโลกนี้ ที่ซึ่งทรงถูกเยาะเย้ย ทรยศ เฆี่ยนตีและตรึงบนกางเขน ต้องทรงชดใช้ความบาปของเรา ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม ทรงเห็นว่าเราจำเป็นต้องมีพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของเราและพ้นจากการลงโทษ ทรงนับว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าชีวิตสุขสบายของพระองค์เอง


ความรักแบบนี้ซึ่งทรงสำแดงต่อเราบนกางเขนเป็นเพียงการเริ่มต้น เมื่อเราไว้วางใจในพระองค์ว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงรับเราให้เป็นบุตรของพระองค์ ได้รับมรดกร่วมกันกับพระองค์ ทรงเสด็จมาประทับภายในเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ทรงสัญญาว่าจะไม่ทรงละจากเราหรือทอดทิ้งเรา


ฮีบรู 13:5-6 “ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า”


แต่เมื่อพระองค์ทรงครองด้วยความชอบธรรม เป็นกษัตริย์ที่เมตตากรุณาในสวรรค์ เราควรเชิญให้พระองค์ทรงประทับในชีวิตของเราด้วย นั่นคือเราจะได้สัมผัสกับชีวิตที่ทรงปรารถนา และอยู่ในความรักที่บริบูรณ์ของพระองค์


ยอห์น 10:10 “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์”
gotquestions.org


พระเยซูทรงกางแขนออก และทรงถูกตรึงที่กางเขน พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา และทรงฟื้นคืนพระชนม์ นี่เป็นความจริงอันล้ำค่าสำหรับทั้งคนวัยเยาว์และวัยชราอย่างเราควรจำไว้ห้ามลืมเด็ดขาด



วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พระเจ้ารักเราอย่างไร?



คงปฎิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนต้องการที่จะได้รับความรัก ไม่ว่าเราจะยอมรับมันหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนมีความปรารถนานี้เป็นธรรมชาติที่จะรู้สึกถูกรักและได้รับการชื่นชมจากคนอื่น ๆ. พวกเราหลายคนใช้ชีวิตของเราทั้งหมดค้นหาสำหรับคนที่รักเราด้วยความหวังว่าใครสักคน- ใคร ๆ- จะตอบสนองความปรารถนานี้ภายใน.


จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น - 1 ยอห์น 3:1





พระเจ้ารักเราอย่างไร?

 16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น 18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า19หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาเลวทราม 20เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ 21แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง เพื่อให้เห็นว่า การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า (ยอห์น 3:16 -21)

6ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม 7ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้ 8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา (โรม 5:6 -8)

  
อย่าจำกัดความรักของพระเจ้าตามความจำกัดของความคิดของสมอง เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่ ความรักของพระองค์ก็มหาศาล จะบรรจุหรือกำหนดไว้เพียงเท่าความคิดเห็นเป็นไปได้ของสมองเท่านั้นไม่ได้หรอก...

พระเจ้ารักเราเท่าๆ กัน พระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเป็นค่าไถ่ของบางคนแต่ทรงตายเพื่อจ่ายหนี้ของทุกคน แต่การตอบสนองของแต่ละคนต่อความรักของพระเจ้าก็แตกต่าง.


วันนี้ขอให้คุณฟังข่าวดีนี้ พระเจ้าทรงรักคุณยิ่งนัก รักมากพอที่จะประทานพระบุตรองค์เดียวเพื่อเป็นค่าไถ่ชีวิตเราจากบึงไฟนรก รักมากพอที่จะลบล้างความบาปที่เราทำต่อพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข ทุกวันพระเจ้าเสาะหาบุตรน้อยของพระองค์ ไม่ว่าบุตรน้อยที่หายไป หรือบุตรที่กำลังร้องไห้ด้วยความทุกข์ พระหัตถ์ที่เปิดออกที่กางเขน ยังคงเปิดออกอยู่ทุกวัน...ไม่ใช่เพื่อคนอื่นนะ แต่เพื่อเรา วิ่งเข้าไปเลย วิ่งเข้าไปรับการสวมกอด กอดพระองค์ไว้ให้แน่น....


ในทุกๆวัน จงมอบหัวใจของเราให้กับพระองค์. เราไม่ต้องมองหารักใดมาเพิ่มเติม   เพราะความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรานั้น หาที่เปรียบมิได้เลย และสำหรับคนที่ยังไร้คู่ ก็จงอยู่อย่างเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระเจ้าจะทรงมีแผนการเตรียมไว้สำหรับเราแน่นอน

ชวนคิดสะกิดใจ

    น่าแปลกไหมที่การคิดถึงแต่ความทุกข์ของตนเองกลับยิ่งทำให้เราจมอยู่ในความทุกข์และมีความทุกข์มากขึ้น แต่การแบ่งปันความรัก ความดี ความสุขให้แก่ผู้อื่น กลับทำให้เรามีความทุกข์น้อยลงและมีความสุขมากขึ้น

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน
KC Love God





วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมพระเยซูถึงรักเด็ก


ผู้ที่ถ่อมใจมีหัวใจเชื่อฟังแบบเด็ก แผ่นดินสวรรค์ก็จะเป็นของคนเหล่านั้น

พระเยซูทรงเปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้ามาหาพระองค์เพราะทรงเห็นคุณค่าเด็ก และต้องการให้สาวกของพระองค์เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ เพราะพวกสาวกมองว่าเด็กๆ รบกวนเวลาของพระองค์ แต่พระองค์กลับเห็นความสำคัญของการให้เวลาแก่เด็ก แม้พระองค์จะมีภารกิจที่ต้องทำมากมายก็ตาม การให้เวลาแก่เด็กเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งอื่นๆ

เราทุกคนจึงควรเห็นคุณค่าของเด็กอย่างจริงจัง อย่ามองเด็กเป็นเด็ก มีคำสุภาษิตที่ว่า "อย่าคบเด็กสร้างบ้าน" ทำให้ผู้ใหญ่จึงมองเด็กทำตัวไร้สาระ แต่ถ้าบ้านขาดเด็กก็ไม่มีสีสัน เพราะเด็กจะทำให้เรามีรอยยิ้มเสมอ เมื่อเราเห็นความสามารถที่พวกเขาแสดงออกมา

เราควรจะต้องมีเวลาการแสดงความสามารถให้กับพวกเขาแสดง ไม่อย่างนั้นความสามารถของเขาจะถูกละเลย และนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกที่ควร เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น เช่น เด็กที่ไปเขียนฝาผนังที่สาธารณะ หรือ ไปแข่งรถ เป็นเด็กแว้นซ์บอย และสก๊อยเกิร์ล สร้างปัญหาในสังคม
ในครอบครัวของเราควรต้องให้เวลาและสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณของเด็กด้วย ในชุมชน ในคริสตจักรและในทุกส่วนต้องจัดสรรคนที่ดีมีคุณภาพเพื่อสร้างเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของอาณาจักรพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ใช้เด็กเป็นตัวอย่างในการสอนพวกสาวกให้มีความเชื่อและถ่อมใจเรียนรู้จากเด็ก เพราะผู้ที่ถ่อมใจมีหัวใจเชื่อฟังแบบเด็ก แผ่นดินสวรรค์ก็จะเป็นของคนเหล่านั้น

แท้จริงเด็กมีสิ่งดีมากมายที่เราสามารถเลียนแบบได้ เราไม่ควรเป็นผู้ใหญ่ที่หยิ่ง ไม่รับฟังหรือยอมรับสิ่งที่ดีจากผู้ที่อายุน้อยกว่า

ผู้นำสามารถเรียนรู้สิ่งดีจากผู้ที่อยู่ในการอภิบาลของตนได้เช่นกัน อย่าคิดว่าเราอาบน้ำร้อนมาก่อน รับบัพติศมาในน้ำมาก่อนพวกเขา

ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีความคิดความอ่านที่ดี เราควรจะเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและนำสิ่งที่ดีของเขามาปรับใช้ได้

ในปีใหม่นี้ขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้มีความคิดแบบผู้ใหญ่ ที่มีความรับผิดชอบ และมีหัวใจแบบเด็กๆที่เชื่อฟังพระองค์ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ ที่ผู้ปกครองนำเด็กมาหาพระเยซูเพื่อให้พระองค์วางมืออวยพรเด็ก แต่สาวกกีดกันไม่ให้มาหาพระเยซูเพราะเกรงว่าจะมารบกวนพระองค์ พระเยซูทรงไม่พอพระทัยที่สาวกมีทัศนคติในเรื่องของเด็กไม่ถูกต้อง พระองค์จึงทรงสอนให้ผู้ใหญ่ให้เรียนรู้จากเด็ก โดยปรับมุมมองใหม่ให้โดยมีความคิดแบบผู้ใหญ่ หัวใจแบบเด็กๆ

เราควรจะมองเด็กแบบพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ได้ให้สิ่งที่ดีแก่เด็ก(ข้อ 16) นั่นคือ พระองค์ทรงอุ้มให้ความใกล้ชิดที่สุด และทรงวางมือให้พรอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

เด็กควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากผู้ใหญ่ ถ้าเด็กได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เขาก็จะมีรากฐานชีวิตที่ดีที่สุดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีที่สุด สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากพระคัมภีร์ตอนนี้  

คำสอนของพระเยซูคริสต์ในมาระโกบทที่10:13-16


13 ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆมาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ทรงถูกต้องตัวเด็กนั้น แต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้

14 เมื่อพระเยซูทรงเห็นดังนั้นก็ไม่พอพระทัย จึงตรัสแก่เหล่าสาวกว่า "จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น

15 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้"

16 แล้วพระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆเหล่านั้นวางพระหัตถ์บนเขา แล้วทรงอวยพรให้

“พระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้”  
เป็นธรรมเนียมของพ่อแม่ชาวยิวที่จะนำเด็กมาให้รับบีผู้มีชื่อเสียงอวยพรเนื่องในโอกาสครอบรอบวันเกิด 1 ขวบ
   แต่สถานการณ์ในขณะนั้นคือ พระเยซูเจ้ากำลังมุ่งหน้าลงใต้สู่แคว้นยูเดีย โดยมีการทรมานและความตายบนไม้กางเขนรอคอยพระองค์อยู่เบื้องหน้า
แน่นอนว่าพระองค์ทรงเครียดและเต็มไปด้วยความกดดัน  พวกอัครสาวกเองก็ทราบดีและพยายามปกป้องพระองค์จากสิ่งกวนใจต่าง ๆ นานา จนถึงขั้นต้องดุพ่อแม่เด็กในครั้งนี้
    แต่พระองค์กลับตรัสว่า “ปล่อยให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย” (ข้อ 14) แล้วทรงอุ้มและอวยพรเด็กเหล่านั้น
    ช่างเป็นภาพและเสียงที่น่าประทับใจสักเพียงใด !!!
    เด็กเล็ก ๆ มีคุณลักษณะอะไรหรือ พระเยซูเจ้าจึงรักและให้ความสำคัญมากถึงกับตรัสว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้” ?
    1.    เด็กมีความสุภาพ  จริงอยู่มีเด็กบางคนชอบแสดงออก แต่ก็มีจำนวนน้อยและส่วนใหญ่เป็นเพราะการอบรมหรือได้เห็นแบบอย่างผิด ๆ จากผู้ใหญ่
         โดยทั่วไปเด็กไม่ชอบออกงาน ไม่ชอบเด่น ไม่ชอบออกหน้า แต่ชอบหลบอยู่หลังผู้ใหญ่  นั่นเป็นเพราะพวกเขายังไม่รู้จักความหยิ่งจองหอง ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
        และที่สำคัญคือ พวกเขายังไม่รู้จักค้นพบ “ความสำคัญของตนเอง” !
    2.    เด็กมีความนบนอบ ภายนอก เด็กอาจดูเหมือนซุกซน ดื้อดึง แต่จริง ๆ แล้วสัญชาติญาณของเด็กคือความนบนอบ  เหตุผลคือเด็กยังไม่รู้จักหยิ่งจองหองจนไม่ยอมขึ้นกับผู้อื่นแบบไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งรังแต่จะทำให้ตัวเองแยกจากพ่อแม่ เพื่อน ๆ หรือแม้แต่พระเจ้า
    3.    เด็กมีความวางใจ เห็นได้จาก
        3.1 เด็กยอมรับผู้ที่เหนือกว่า  เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าตนด้อยปัญญา ช่วยเหลือตนเองไม่ได้  จึงยอมรับและวางใจผู้ที่รู้มากกว่า มีความสามารถมากกว่า ดังเช่นพ่อแม่ และครูบาอาจารย์ เป็นต้น
        3.2 เด็กไว้ใจคนอื่นแม้แต่คนแปลกหน้า ซึ่งหลายครั้งนำไปสู่การล่อลวงและอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง
         กระนั้นก็ตาม ความวางใจของเด็กยังเป็นสิ่งที่น่ารักและไม่ควรมีผู้ใดฉกฉวยโอกาสจากความน่ารักนี้.... เพราะเด็ก “เชื่อในความดีของคนอื่นเสมอ” !
    4.    เด็กไม่จดจำความผิด เพราะเด็กไม่รู้จักสะสมความขมขื่นและความเคียดแค้น  แม้เมื่อเด็กได้รับการปฏิบัติอย่างอยุติธรรม เขาก็ลืม...
         ลืมจนไม่คิดว่าต้องให้อภัย !

 ความรักของพระเยซูที่มีต่อเด็กๆ ตอนที่ผู้คนไม่ได้ใส่ใจเป็นคำเตือนที่ดีเยี่ยมมาก เป็นการเตือนให้เห็นความรักของพระเจ้าในสิ่งที่โลกมักจะละเมิดหรือทอดทิ้ง พระองค์เรียกเรามาให้รักคนที่ไม่มีใครรัก คนที่ถูกลืม คนที่ถูกทำร้ายและถูกทอดทิ้ง ทำไมน่ะหรือ? เพราะอิสราเอลก็เป็นแบบนั้นตอนอยู่ในอียิปต์ และเป็นสิ่งที่ทำให้พระเยซูอยู่ที่กางเขน และนั่นคือสิ่งที่เราเป็น หากเราไม่ได้รับพระคุณ (โรม 5:6-11) เราจะอ้างได้อย่างไรว่าเรารู้จักความรอด ถ้าเราไม่แบ่งปันกับผู้อื่นที่ต้องการพระคุณ? เราจะอ้างได้อย่างไรว่าเราเป็นลูกศิษย์ของพระเยซู ถ้าเราไม่แสดงความรักต่อผู้ที่โลกไม่สนใจ

คำอธิษฐาน
พระบิดา ข้าพระองค์อยากจะมีความเป็นพ่อแม่มากขึ้นเช่นเดียวกับพระองค์ — เป็นพ่อแม่ที่แสดงความบริสุทธิ์และมีความรักให้กับลูกๆ ของตัวเอง และเป็นพ่อแม่ผู้อ่อนโยน สำหรับเด็กๆ ที่ถูกลืม ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ไม่เพียงแต่จะตื่นตัวเมื่อรู้เกี่ยวกับเด็กที่ถูกละเลยหรือการละเมิดเด็กในโลกนี้ แต่ขอที่จะทรงให้ข้าพระองค์ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการอวยพรเด็กๆ เหล่านั้น อธิษฐานในพระนามของพระเยซู ผู้ที่รักเด็กๆ ทุกคน อาเมน

KC Love GOD



วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี


การขอบคุณพระเจ้า
จะมีสักกี่คนที่ขอบคุณพระเจ้าได้สำหรับทุกเรื่องของชีวิต คงไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายหรือวิกฤตชีวิตเราจะขอบคุณพระเจ้าได้ไหม?

หลายคนขอบคุณพระเจ้าได้โดยง่ายดาย  เมื่อทุกอย่างราบรื่นดี

แต่เมื่อสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น  ก็ยากที่จะขอบคุณพระเจ้า

เมื่อร่างกายเกิดความเจ็บป่วย  เขากลับลืมวันเวลาที่มีสุขภาพดีไปอย่างสิ้นเชิง

หรือเมื่อเกิดความเจ็บป่วยได้ไม่นาน  เขาลืมเดือนปีแห่งเสรีภาพไปอย่างง่ายดาย

เมื่อการขอบคุณพระเจ้าเลือนหาย  ความเข้มแข็งก็ถดถอยไป

อย่ายอมให้วิญญาณแห่งการขอบเราสูญหายไป  พระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งเรา

ความรักของพระองค์ไม่ทำให้เราผิดหวัง

พระเจ้ามีความปรารถนาจะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เรา

ไม่ว่าเราจะเข้าใจมากน้อยเพียงใด

ในเวลานี้  จงลืมสิ่งที่เราสูญเสียไป

แต่จงเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้า  ในสิ่งที่เรามีอยู่

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้าตลอดไป  คำสรรเสริญพระองค์อยู่ที่ปากข้าพเจ้าเรื่อยไป  จิตใจของข้าพเจ้าโอ้อวดในพระเจ้า  ให้คนที่เสงี่ยมเจียมตัวได้ฟังและยินดี  เชิญยอพระเกียรติพระเจ้าพร้อมกับข้าพเจ้า  ให้เราสรรเสริญพระนามของพระองค์ด้วยกัน (สดุดี 34:1-3)

แม้ต้นมะเดื่อไม่มีดอกบาน  หรือเถาองุ่นไม่มีผล  ผลมะกอกเทศก็ขาดหายไป  ทุ่งนามิได้เกิดอาหาร  ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก  และไม่มีฝูงวัวในโรง  ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า  ข้าพเจ้าจะเปรมปรีด์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า (ฮาบากุก 3:17-18)

ชีวิตที่รู้จักขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี
 "จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับพวกท่านในพระเยซูคริสต์" (1เธสะโลนิกา 5:18 ThaiTSV2002) 

ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี หมายความว่า ขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะดีหรือไม่ดี นี่คือความหมายในพระคัมภีร์ที่ต้องการบอกกับเราว่า ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรา เราจะชอบหรือไม่ชอบ สมหวังหรือผิดหวัง ดีหรือไม่ดี ให้เราสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี

ชีวิตคริสตชน เรามีความมั่นใจว่าชีวิตของเราอยู่ในแผนการของพระเจ้าแล้ว เรามีพระเจ้าเป็นผู้ทรงนำพาชีวิตเรา สถิตกับเรา ปกป้องรักษาเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะฉะนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นกับเราทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดจึงจะเกิดขึ้นได้ พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยที่ดียอดเยี่ยมกับเราทุกคน เพียงแต่ว่าในขณะนี้เราจะยังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่ให้เรามั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงมีแผนการที่ดีให้กับผู้ที่รักพระองค์
"เรารู้ว่า เหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์" (โรม 8:28 ThaiTSV 2002)

ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ตลอดเวลา ได้ทุกเรื่อง ได้ในทุกกรณี

"จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา" (เอเฟซัส 5:20)

มัทธิว เฮ็นรี นักเทศน์ผู้มีชื่อเสียง ขณะเดินทางไปเทศนาก็ถูกโจรวิ่งราวเอาสิ่งของไป คนที่ผ่านมาก็บอกว่า "ไม่น่าเกิดขึ้นเลย" แต่ท่านกลับบอกว่าในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ท่านมีถึง 4 เรื่องที่ท่านจะขอบพระคุณพระเจ้า

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้มีประสบการณ์ถูกวิ่งราว 

คนที่ขโมยเอากระเป๋าไปเท่านั้น ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเลย

แม้ว่าขโมยเอากระเป๋าทั้งกระเป๋าไป แต่ข้างในมีเงินอยู่ไม่มาก

ข้าพเจ้าเป็นคนที่ถูกวิ่งราว ข้าพเจ้าไม่ได้ยากไร้จนต้องไปวิ่งราวเอาของของคนอื่น

พี่น้องที่รัก เมื่อเรารู้จักขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าเรื่องใด ๆ เราก็จะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้

ตรงข้ามกับการขอบคุณพระเจ้า ก็คือ เสียงบ่น เสียงว่า 

น้ำชาในแก้วหนึ่ง มีเพียงครึ่งแก้ว คนที่มักบ่น จะมองว่ามีแค่ครึ่งแก้ว แต่สำหรับคนที่รู้จักของพระคุณพระเจ้าจะมองว่ามีตั้งครึ่งแก้ว แค่นี้ก็พอใจแล้ว

มีน้ำถ้วยหนึ่ง เต็มอยู่ คนที่ขี้บ่นเมื่อหยิบขึ้นมา ก็บอกว่า ทำไมใส่จนล้นขนาดนี้ล่ะ ทำให้มือเปียก แต่คนที่รู้จักขอบคุณพระเจ้าก็จะบอกว่า ถ้วยน้ำนี้เต็มล้น ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้

คนที่รู้จักขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เขาก็ขอบคุณพระเจ้าได้ แม้พบปัญหาหรืออุปสรรค เขาก็จะสามารถขอบคุณพระเจ้า แล้วเขาก็จะบอกว่าอุปสรรคหรือปัญหาที่พบนั้น ไม่มากจนเกินไป

แต่คนที่ไม่รู้จักขอบคุณพระเจ้า แม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้พระเจ้าอย่างเต็มล้น แต่เขาก็จะบ่นว่า น้ำล้นอย่างนี้ มือถือถ้วยก็จะเปียกไปด้วย

"ขอขอบพระคุณพระเจ้า เพราะของประทานที่เกินความคาดคิดซึ่งพระองค์ประทานนั้น" (2โครินธ์ 9:15 ThaiTSV2002)

followhissteps.com





วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พระองค์ดี และทรงทันเวลาเสมอ

ในวันที่อ่อนล้า ด้วยภาระหน้าที่มากมาย


เหมือนชีวิตจะหลอมละลาย สลายไปกับความทดท้อ

ในนาทีสุดท้าย  ที่เหมือนย่างก้าวจะหยุดก้าวต่อ

ก็มีพระหัตถ์ยื่นมารอ  ผลักดันให้ก้าวต่ออย่าท้อใจ”

จวบจนนาทีสุดท้าย....ทุกอย่างทันเวลาเสมอ

 “...ในวันที่อ่อนล้า และทรงทันเวลาเสมอ...”

พระเยซูทรงห้ามพายุ (มาระโก 4:35-41)
35 เย็นวันนั้นพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ให้เราข้ามไปอีกฟากหนึ่งเถิด” 36 พวกเขาก็พาพระองค์ไปในเรือที่ประทับอยู่นั้น โดยละฝูงชนไว้ข้างหลังและมีเรืออื่นๆ หลายลำตามพระองค์ไปด้วย 37 เกิดพายุร้าย คลื่นซัดท่วมจนเรือจวนจะจมแล้ว 38 พระเยซูทรงหนุนหมอนบรรทมอยู่ท้ายเรือ เหล่าสาวกมาปลุกพระองค์และทูลว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงห่วงว่าเราจะจมน้ำตายหรือ?”  39 พระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและคลื่นว่า “เงียบ! จงสงบนิ่งเดี๋ยวนี้!” แล้วลมก็หยุดพัด ทุกอย่างก็สงบนิ่งอย่างสิ้นเชิง   40 พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ทำไมจึงกลัวนัก? พวกท่านยังไม่มีความเชื่ออีกหรือ?”

41 เหล่าสาวกแตกตื่นตกใจ ต่างถามกันว่า “พระองค์ทรงเป็นใครหนอ? แม้แต่ลมและคลื่นก็ยังเชื่อฟังพระองค์!”

พระเจ้าทรงให้การเยียวยารักษาแก่เรา
พระเจ้าทรงสร้างเราอย่างอัศจรรย์

แม้ความเจ็บป่วยและความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นกับเราจะฟื้นกลับคืนมาเองได้

บางครั้งพระเจ้าทรงรักษาเราโดยการใช้ยา หรือการผ่าตัด หรือการบำบัดพิเศษจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บางครั้งพระเจ้าทรงรักษาโดยตรง  โดยตอบคำอธิษฐานของเรา

อย่างไรก็ดี  มันเป็นไปได้ที่เราจะหายเป็นปกติในกรณีใดก็ตาม

พระเจ้าทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ  เป็นผู้รักษาเราให้หาย

ฉะนั้นเมื่อเราหายเป็นปกติแล้ว  จงแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่ได้ช่วยเหลือเรามาทุกคน  ในเวลาเจ็บไข้

อย่าลืม!  ที่จะขอบคุณแพทย์ผู้ประเสริฐยิ่งใหญ่ก่อนสิ่งอื่นใด

จงยอมมอบกายของเราถวายให้แด่พระองค์  ด้วยความยินดีเพื่อรับใช้พระองค์

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
เป็นการดีที่จะโมทนาพระคุณพระเจ้า ข้าแต่องค์ผู้สูงสุด
ที่จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
ที่จะประกาศความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า
และความสัตย์สุจริตของพระองค์ในกลางคืน
ข้าแต่พระเจ้า เพราะพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ยินดีด้วยพระราชกิจของพระองค์
ข้าพระองค์ร้องเพลงด้วยความชื่นบาน เนื่องในพระราชกิจของพระองค์
(สดุดี 92:1,2,4)

พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง แม้คนหนุ่มๆจะอ่อนเปลี้ยและเหน็ดเหนื่อย และชายฉกรรจ์จะล้มลงทีเดียว แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย (อิสยาห์ 40:29-31)

ให้เราเชื่อมั่นในพระองค์
ความหวังเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้า

ตลอดเวลาที่มีลมหายใจ  เราจะไม่ผิดหวัง  เมื่อเรามอบการถวายชีวิตของเราแด่พระบิดา

ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้านั้นไม่จำกัด

ความประเสริฐของพระองค์มิอาจจะวัดได้

พระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด

เราสามารถรับสถานการณ์นั้นได้  ด้วยความเชื่อมั่น  เพราะไม่มีอะไรจะอุบัติขึ้นเกินความควบคุมของพระบิดาแห่งความรัก

พระบิดาของเรา  ทรงเฝ้าคุ้มครองเราอยู่

ไม่มีแม้เส้นผมสักเส้นเดียวที่จะตกลงบนพื้นดิน  โดยพระองค์ไม่ทรงอนุญาต

เรามีความมั่นใจสำหรับอนาคตของเรา

เพราะเราตั้งอยู่บนฐานที่มั่นคงของพระองค์

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
บัดนี้ พระเจ้าผู้ได้สร้างท่านยาโคบ พระองค์ผู้ได้ทรงปั้นท่าน อิสราเอลตรัสดังนี้ว่า "อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา" (อิสยาห์ 43:1)

บรรดาผู้ที่วางใจในพระเจ้าก็เหมือนภูเขาศิโยน ซึ่งไม่หวั่นไหว แต่ดำรงอยู่เป็นนิตย์ ภูเขาอยู่รอบเยรูซาเล็มฉันใด พระเจ้าทรงอยู่รอบประชากรของพระองค์ ตั้งแต่เวลานี้สืบต่อไปเป็นนิตย์ฉันนั้น (สดุดี 125:1,2)

นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้ ถึงผมของท่านทั้งหลาย ก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว (มัทธิว 10:29-31)

พระเจ้าทรงปลอบโยนและช่วยเหลือเรา
ข้าพเจ้ารู้ว่า โดยชีวิตหรือความตาย  ข้าพเจ้ามิได้เป็นของตนเองอีกต่อไป  แต่พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้ช่วยให้รอดต่างหาก  ทรงเป็นเจ้าของชีวิตและจิตวิญญาณของข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น  ท่านจะพำนักอยู่ในสันติสุขของพระเจ้า

ไม่ว่าจะหายดีโดยเร็วหรือช้า หรือจะหายเป็นปกติโดยสิ้นเชิง หรือเพียงแต่บางส่วน

แม้ว่าเราอาจจะไม่หายจากความเจ็บป่วย  เราก็ยังจะพึ่งอยู่ในสันติสุขของพระเจ้า

การยอมมอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงยอมรับเรา

ทรงยกโทษความบาปผิดของเรา

ทรงรักษาอย่างมากมาย

นี่คือการปลอบโยนของพระเจ้าเพื่อเรา

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย (ยอห์น 14:27)

เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว'' (ยอห์น 16:33)

ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ (อิสยาห์ 26:3)

.followhissteps.com

ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...