วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประวัติพระแม่มารี



ประวัติพระแม่มารี ท่านนักบุญอากิม(Saint Joachim) และนักบุญอันนา(Saint Anna) เป็นบิดาและมารดาของพระนางมารีอา เดิมไม่มีบุตร เนื่องจากนักบุญอันนาเป็นหมัน ท่านทั้งสองภาวนาต่อพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงฟังคำภาวนาของท่านทั้งสอง จึงได้ให้นักบุญอันนาบังเกิดบุตรี ชื่อว่า มารีอา (แปลว่า "ผู้มีพระคุณอานิสงส์")พระนางมารีอาถวายตัวแด่พระเป็นเจ้า โดยตั้งใจจะถือพรหมจรรย์ เมื่อถึงเวลาอันควรก็ต้องแต่งงานกับชายคนหนึ่งเพื่อเป็นคู่อุปถัมภ์ พระนางมารีอาได้หมั้นกับนักบุญยอเซฟ ซึ่งเป็นเวลาที่เทวดาคาเบรียลมาแจ้งแก่พระนางว่าจะตั้งครรภ์ เมื่อนักบุญยอเซฟทราบท่านก็ไม่เข้าใจ และคิดจะถอนหมั้นเงียบๆเพราะท่านเป็นคนชอบธรรม แต่เทวดาได้มาแจ้งแก่ท่านในฝันว่า ให้รับพระนางมารีอาไว้เป็นภรรยา เพราะบุตรที่เกิดมาคือองค์พระมหาไถ่ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นไปโดยอาศัยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า
บทความต่อๆไป จะทำให้เราเห็นถึงความรักต่อพระเป็นเจ้าที่พระนางมารีอาแสดงออกในชีวิตอันเป็นแบบอย่างดีแก่เรา ในการรับใช้พระเป็นเจ้าด้วยการทำตามน้ำพระทัยของพระในชีวิตของเรา แม้ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก
"แม่พระมหาทุกข์ 7 ประการ" คือวันฉลองวันหนึ่งในพิธีกรรมคาทอลิกที่พิจารณาถึงความทุกข์ในชีวิตของแม่พระ อันมีเหตุการณ์ยากลำบาก 7 ประการใหญ่ คริสตชนใช้รำพึง และใคร่ครวญถึงชีวิตที่รักพระ ด้วยการร่วมทุกข์ในแผนไถ่บาปอย่างที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ไถ่บาปมนุษย์ หากเราเข้าใจความทุกข์ในแง่นี้ เราก็จะสามารถมีชีวิตและบรรลุถึงเมืองสวรรค์ได้ การยอมรับน้ำพระทัยของพระเพื่อเข้าร่วมส่วนในมหาทรมานของพระเยซูเจ้าชดเชยบาป และไถ่บาปมนุษย์ทุกคน หัวใจของแม่พระผู้เสด็จขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ เป็นหัวใจที่มีกระบี่เสียบแทงถึง 7 เล่ม หัวใจของแม่พระเป็นหัวใจของผู้ทุกข์ทนอย่างแท้จริง แม่พระมีค่านิยมของพระนางในการเป็นพรหมจารีตลอดชีวิต ค่านิยมนี้ได้รับการปฏิเสธจากพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบน แม่พระก็รับทันทีเพียงเพราะรู้ว่าเป็นน้ำพระทัย พระนางยอมสละสิ่งที่นางนิยมที่สุด ทั้งๆที่เป็นสิ่งดีงามถวายแก่พระอยู่แล้ว แต่ไม่ตรงกับพระประสงค์….
เมื่อยอมแล้วพระบอกกับพระนางว่า เรื่องการตั้งครรภ์นั้น มิใช่แบบมนุษย์ แต่เป็นไปด้วยฤทธิ์เดชของพระจิต… ฉะนั้นพระนางได้รับความเป็นพรหมจารีคืนจากพระ แต่นั่นหลังจากได้ตัดสินใจยอมรับแล้ว พระเยซูตรัสว่า
"ก่อนอื่นท่านจงแสวงหาพระราชัยของพระเจ้า อย่างอื่นพระองค์จะแถมให้" แม่พระยอมทนเสียงนินทาว่าตั้งครรภ์ก่อนจะแต่งงานกับนักบุญยอแซฟ และยอแซฟก็พยายามให้แม่พระพ้นจากความอับอาย ไม่ทำลายชื่อเสียงโดยการป่าวประกาศที่โน่นทีที่นี่ทีให้แม่พระเสียชื่อ และรับเป็นสามีตามบัญชาของเทวดาอีกด้วย ทั้ง 2 ท่านร่วมมือในความดีจากพระอย่างเข้าใจ ใช้ความเชื่อก่อนใช้ปาก ใช้สมองก่อนใช้สัญชาตญาณ ทั้ง 2 ท่านเป็นคนยากจน พระเยซูเจ้าตรัสว่า
"บุญลาภแก่ผู้มีจิตใจยากจน เหตุว่าเมืองสวรรค์เป็นของเขาแล้ว, ผู้ใดปรารถนาทำตามพระประสงค์ของพระเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็เป็นสุข, พระเป็นเจ้าจะทรงให้เขาสมปรารถนา, เมื่อคนทั้งหลายเกลียดชังพวกท่าน ดูหมิ่นเหยียดหยาม และหาว่าท่านชั่วช้าสารเลว เพราะท่านจงรักภักดีต่อบุตรแห่งมนุษย์ จงชื่นใจเถิด เพราะพระเป็นเจ้าทรงเก็บบำเหน็จรางวัลไว้ให้ท่านในสวรรค์แล้ว" แม่พระขณะตั้งครรภ์ลำบากเพียงใด ยังคิดถึงคนอื่นที่ลำบากกว่า เดินทางผ่านหุบเขาหลายลูกไปเยี่ยมและเอาใจใส่นางเอลีซาเบ็ธ ซึ่งตั้งครรภ์แก่กว่า ก่อนจะให้กำเนิดนักบุญยวง บัปติสตา ที่นั่นแม่พระได้สวดบทภาวนาแห่งผู้รับใช้พระ พระได้เหลียวแลความต่ำต้อยแห่งข้ารับใช้ ถึงกับยกให้เป็นแม่ของพระบุตร พระเยซูตรัสว่า
"เราผู้ที่ท่านเรียกว่าอาจารย์และเจ้านาย ยังล้างเท้าให้ท่าน ท่านก็จงล้างเท้าให้แก่กันและกัน ผู้ใดสำแดงความเมตตาต่อผู้อื่นก็เป็นสุข พระเป็นเจ้าทรงเมตตาเขา" แม่พระออกเดินทางขณะจะคลอดพระบุตรไปเบธเลแฮม เพื่อจดทะเบียนสำมะโนครัว ความยากจนทำให้ไม่ได้รับการเอื้อเฟื้อต้อนรับ เพราะที่พักเต็มหมดสำหรับคนยากจน ความยินดีในสิ่งที่มีที่ทั้งสองแสดงออกในค่ำคืนที่ถูกลืมนั้นเอง พระบุตรได้บังเกิดมาอย่างสงบใต้ดวงดาวอันยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แม่พระมีเพียงผ้า 1 ผืน และฟางหญ้าแก่ลูกน้อยของเธอเป็นของขวัญ แต่พระกุมารน้อยคงพึงพอใจในรอยยิ้มของคนยากจนอย่างแม่พระมากกว่า พระองค์ตรัสว่า
"ถึงพวกท่านยากจนก็มีความสุข เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงเข้าปกครองใจท่านแล้ว จะมีประโยชน์อะไรหากท่านได้โลกทั้งโลกมาเป็นกรรมสิทธิ์ แต่สุดท้ายต้องเสียวิญญาณไป ,ท่านสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด, มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยขนมปังเท่านั้น" แม่พระถวายพระกุมารในพระวิหารผู้เฒ่าซีเมโอนได้พูดถึงกระบี่ที่จะเสียบแทงดวงหทัยของพระนาง ทำให้แม่พระต้องคิดวิตก เมื่อมีคนศักดิ์สิทธิ์มาทักเช่นนี้ หัวใจของหญิงตัวเล็กๆยังคงโอบอ้อม และสองแขนของเธอยังคงกอดลูกน้อยแนบอกไม่ยอมปล่อย กระบี่สักกี่เล่มก็ได้ แต่นี่ลูกของฉัน ฉันทนได้ทั้งนั้น พระองค์ตรัสว่า
"ผู้ใดทุกข์ทรมานใจ เพราะสภาพของโลกก็เป็นสุข พระเป็นเจ้าจะทรงปลอบโยนเขา" แม่พระระหกระเหินหนีเพชฌฆาตเฮร้อดไปเมืองอียิปต์ ภาษาพูดใหม่ก็ไม่รู้ ขนบธรรมเนียมต่างแดนก็ไม่คุ้น ฐานะคนต่างด้าวต่างเมืองของตนกับครอบครัว อาชีพช่างไม้ของสามีก็เท่านั้น เด็กน้อยเยซูจะวิ่งเล่นที่ไหนได้กับเด็กๆชาวอียิปต์ พระเจ้าตรัสใน สดด. 121 ว่า
"ยามเมื่อข้าทอดสายตาแลดูภูผา ความอุปถัมภ์มาจากไหน จากพระเจ้าผู้ทรงฤทธิไกรสร้างโลกกว้างใหญ่ รวมหล้าทั้งหมดจรดสวรรค์ ทั้งทรงคุ้มครองป้องกัน มิเคยเคลิ้มฝัน หรือทรงเผลอสนิทนิทร์ไป พระองค์ปกป้องผองภัยแก่อิสราแอลอย่างไร แก่ท่านก็เช่นเดียวกัน พระอาทิตย์ไร้พิษกลางวัน ถึงแม้พระจันทร์ไม่ทำร้ายยามค่ำคืน ปลอดภัยทั้งหลับและตื่น ท่านจะสดชื่น ในยามดำเนินไปมา พระเจ้าทรงพิทักษ์รักษา ด้วยพระทัยเมตตา บัดนี้เบื้องหน้านิรันดร"
แม่พระได้ข่าวว่าลูกชายถูกจับ และทรมาน จะถูกตรึงไม้กางเขน พระนางไปแสดงตัวเป็นแม่ โดยไม่ลังเลด้วยความห่วงสุดชีวิต ในขณะที่เพื่อนๆของพระองค์หนีหมด แม่พระปรากฎออกมาในขณะที่ไม่มีใครเหลียวแลลูกของพระนาง ในขณะที่คนห้อมล้อมพระองค์มากมายไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลย เป็นแม่ที่รับศพลูกมาพิจารณาบนตักของตน เป็นแม่ที่นอบน้อมคำสุดท้ายของพระบุตร ให้รับทุกคนเป็นลูกของพระนาง แม่พระอยู่ท่ามกลางเหล่าสานุศิษย์ตั้งแต่นั้น แม้ในวันรับพระจิต "ใครที่เป็นพี่น้องพ่อและแม่ของเรา ก็คือบุคคลที่กระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา เป็นญาติพี่น้อง พ่อและแม่ของเรา"
คริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก มีความศรัทธาภักดีต่อพระนางมารี หรือคริสตชนเรียกว่า "แม่พระ" คำว่า "แม่พระ" เป็นคำที่ยกย่องพระนางมารีอามาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรกๆ บรรดาคริสตชนถึงกับถวายพระนามว่า "มารดาพระเจ้า" (Mater Dei) นักเทววิทยาได้อธิบาย และอ้างข้อความในพระคัมภีร์ สนับสนุนข้อความเชื่อนี้ และข้อความเชื่ออื่นๆอีกหลายประการเกี่ยวกับพระนางมารีอา เช่น "แม่พระเป็นผู้ปฏิสนธินิรมล"
หมายถึงพระนางมารีอาบังเกิดมาในโลกโดยปราศจากบาปกำเนิด, ได้รับการยกเว้นจากพระเป็นเจ้า มิให้ต้องแปดเปื้อนด้วยบาปความผิดพลาด ที่ตกทอดมาจากอาดัมและเอวา "แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ" เป็นความเชื่อว่าเมื่อพระนางมารีอาสิ้นใจ ได้รับเกียรติจากพระเป็นเจ้าให้ออกจากโลกนี้พร้อมทั้งร่างกายและวิญญาณไปสู่สวรรค์ คริสตชนยุคแรกๆเชื่อกันมาดังนี้เป็นเวลายาวนาน.. ก่อนที่พระสันตะปาปาจะประกาศเป็นข้อความเชื่อที่คริสตชนต้องเชื่อเสียอีก "พระนางมารีอามารดาแห่งสากลโลก" ฯลฯ
แต่ที่คริสตชนมีความศรัทธาภักดีต่อแม่พระ ก็เนื่องจากชีวิตและฤทธิ์กุศลความดีงามต่างๆในชีวิตของพระนาง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เราในการดำเนินชีวิตคริสตชน ฤทธิ์กุศลที่สำคัญในชีวิตแม่พระคือ
ความบริสุทธิ์ หมายถึงพระนางมารีอาบังเกิดมาไม่มีบาปกำเนิด และยังดำเนินชีวิตถือพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าอย่างครบถ้วน ไม่กระทำบาป อีกทั้งได้ถวายตัวแด่พระเป็นเจ้าตั้งแต่ยังเด็ก โดยตั้งใจว่าจะถือ พรหมจรรย์
แต่พระเป็นเจ้าก็ทรงมีแผนการโดยการใช้ให้เทวดาคาเบรียลมาแจ้งแก่แม่พระว่า พระนางจะตั้งครรภ์และกำเนิดบุตรชาย และให้ตั้งชื่อว่า "เยซู" พระนางมารีอาถามว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะพระนางยังเป็นพรหมจารีอยู่ เทวดาตอบว่าการตั้งครรภ์นั้นมิได้เกิดตามธรรมชาติฝ่ายเนื้อหนัง แต่เกิดจากฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า เด็กที่เกิดมาจะเป็นพระผู้ไถ่โลก พระนางมารีจึงตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้า จงเป็นไปแก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่าน" (ลก. 1:38) แล้วนั้นพระวจนาตถ์ก็ทรงรับเอากาย และมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา (ยน. 1:14) ความสุภาพนอบน้อมเชื่อฟัง พระนางมารีอามีความสุภาพนอบน้อมเชื่อฟังน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า อันเป็นฤทธิ์กุศลที่บรรดาคริสตชนพึงมี พระเยซูเจ้าสอนเราให้แสวงหาน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าก่อนอื่นใดแล้วที่เหลือพระเป็นเจ้าจะแถมให้แก่เราเอง หมายถึงจัดการทุกสิ่งทุกอย่างแก่เราเอง คริสตชนยินดีรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยความนอบน้อมราบเรียบ ด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า ความรัก การยินดีเสียสละน้ำใจตนเอง เพื่อรับน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า เพราะรักพระของพระนางมารีอา เป็นตัวอย่างในเรื่องการเลือกเอาพระเป็นเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่งในชีวิตคริสตชน เพราะรักพระเป็นเจ้า พระนางจึงยอมรับทุกอย่าง เพื่อให้สำเร็จตามแผนการณ์ไถ่บาปมนุษย์ของพระเป็นเจ้า
คริสตชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการกอบกู้มนุษยชาติให้กลับมาเป็นลูกของพระ พระนางมารีอาได้ร่วมมือกับพระเป็นเจ้าในการให้กำเนิดพระมหาไถ่ คือพระเยซูเจ้า ไม่ว่าจะมีความยากลำบากสักเพียงใดอยู่ในเหตุการณ์นี้ ฯลฯ ความดีและฤทธิ์กุศลที่พระนางมารีอาเสียสละ พระเยซูเจ้าทรงตอบแทน และคืนความดีทุกอย่างแด่แม่ของพระองค์ นั่นคือ โดยการยกเอาพระนางมารีอาไปสวรรค์ทั้งร่างกายและวิญญาณ บัดนี้เราเชื่อว่า พระนางมารีอาประทับอยู่บนสวรรค์กับพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระนาง แต่พระนางก็ยังรักและเมตตาพวกเราทุกคน, ลูกๆของพระนาง ด้วยว่าแทบเชิงกางเขน ก่อนพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ บรรดาสานุศิษย์ต่างกลัว และหนีไปหมด แต่พระแม่กลับยืนอยู่ที่แทบเชิงกางเขนกับนักบุญยอห์น ณ ที่นั่น พระเยซูเจ้ามองลงมาจากกางเขน แล้วตรัสว่า "สตรีเอ๋ย นี่แน่ะ ลูกของท่าน" และตรัสแก่ศิษย์นั้นว่า "นี่แน่ะ แม่ของเจ้า" ตั้งแต่นั้นมาศิษย์ผู้นั้นก็รับพระนางไปอยู่ที่บ้านของตน เป็นเสมือนคำที่พระเยซูเจ้า มอบชาวเราทุกคนให้เป็นลูกของแม่พระ และให้แม่พระดูแลรักเราเป็นลูกของพระนาง เป็นผู้เสนอวิงวอนตามคำภาวนาของเราที่มีต่อพระเป็นเจ้า
แท้จริงคริสตชนมิได้นมัสการพระนางมารีอาแทนพระเป็นเจ้า แต่ใช้คำว่า "ศรัทธาภักดี" ด้วยความเชื่อเก่าแก่ที่สืบทอดมาทางธรรมประเพณี (Tradition) ว่าพระนางเป็นผู้นำคำภาวนาของเราไปทูลขอต่อพระเป็นเจ้าเพื่อเรา ด้วยว่าคริสตชนรำลึกถึงความต่ำต้อย และไม่สมควรของเรา คำภาวนาอาศัยพระนางมารีอาย่อมสมควรกว่า ความศรัทธาภักดีต่อพระนางมารีอาที่ถูกต้องก็คือ พระนางจะพาลูกๆของพระนางทุกคนไปหาพระเป็นเจ้า "เข้าหาพระเยซูเจ้าผ่านทางแม่พระ" เป็นคำพูดเตือนใจเราคริสตชนอยู่เสมอ การแสดงความศรัทธาภักดีต่อพระนางมารีอาสมารถแสดงออกได้หลายอย่าง เช่น
  1. การสวดสายประคำ เป็นการสวดภาวนาบทข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย และบทวันทามารีอาหลายๆครั้ง บทหนึ่งก็นับตามจำนวนเม็ดประคำที่กำหนดไว้ ขณะสวดก็รำพึงพระชีวประวัติแต่ละขั้นตอนของพระเยซูเจ้า และพระนางมารีอา ตั้งแต่เทวดาคาเบรียลมาแจ้งสารแด่แม่พระ จนกระทั่งแม่พระเสด็จรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ และได้รับมงกุฎในเมืองสวรรค์ ทั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการคิดถึงประวัติแบบธรรมดา แต่เป็นการรำพึงแผนการณ์ไถ่บาปของพระเป็นเจ้า, รหัสธรรมการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า (Incarnation) รหัสธรรมการสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของพระเยซูเจ้า (Salvation) ตลอดจนการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า ฯลฯ การสวดสายประคำเป็นการสวดที่ง่าย และช่วยผู้ที่สามารถอ่านพระคัมภีร์ได้ เช่น ผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ผู้ที่ไม่เข้าใจพระคัมภีร์ก็สาสรถใคร่ครวญถึงเรื่องราวของพระเป็นเจ้าได้ อีกทั้งยังสามารถสวดได้ทุกเวลา
  2. การทำนพวารพระมารดานิจจานุเคราะห์
  3. การแห่พระรูปแม่พระ
  4. การประพฤติเลียนแบบฤทธิ์กุศลอันดีงามต่างๆของแม่พระ
baanjomyut.com

พระนามหลากหลายของพระเยซูเจ้า

Image result for รูปพระเยซู

พระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

          การฉลองพระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล หรือกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลายนั้นได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ในปี ค.ศ. 1925 (86 ปีมาแล้ว)

พระนามหลากหลายของพระเยซูเจ้า
            คนเราแต่ละคนมักจะมีหลายชื่อ ทั้งชื่อจริง ชื่อเล่น ชื่อนักบุญ ชื่อนามสกุล ชื่อที่โรงเรียน ชื่อที่บ้าน ชื่อที่โรงเรียน ฯลฯ ทั้งนี้โดยอาจจะตั้งชื่อตามบุคลิกลักษณะหรือหน้าที่การงานก็ได้ พระเยซูเจ้าก็เช่นกัน พระองค์ทรงมีชื่อหลายชื่อด้วยกัน ทั้งนี้เพราะชื่อแต่ละชื่อเป็นการบรรยายถึงพระคุณลักษณ์ของพระองค์ พระนามหรือชื่อที่สำคัญๆที่ใช้เรียกพระเยซูเจ้า เช่น องค์พระผู้เป็นเจ้า(ยอห์น 20:28) พระวจนาตถ์(ยอห์น 1:1,14) พระเมสสิยาห์(ยอห์น 4:25) อัลฟาและโอเมก้า(วิวิรณ์ 1:8) ผู้ไถ่หรือสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์(มาระโก 10:45) แสงสว่างส่องโลก(ยอห์น 8:12) คนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์(1ทิโมธี 2:5)ลูกแกะของพระเจ้า(ยอห์น 1:29) และยังมีพระนามอื่นๆอีกมากมาย แต่ในวันนี้เราฉลองพระคุณลักษณะพิเศษประการหนึ่งของพระเยซูเจ้าในพระนามว่า พระเยซูเจ้า-กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล(The King of Kings)

พระนาม “กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” มีความหมายว่าอย่างไร
             คำว่า “กษัตริย์” เป็นคำสัญลักษณ์ที่หมายถึงบุคคลที่เป็นเจ้าของอำนาจอันสูงสุด ซึ่งในทางศาสนานั้นหมายถึงองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเอง “พระเจ้าผู้ทรงเป็นความสุขแท้จริงและผู้ทรงสรรพานุภาพแต่พระองค์เดียว ทรงเป็นจอมกษัตริย์และเจ้านายสูงสุด”(1ทิโมธี 6:15) และอีกตอนหนึ่งที่ว่า “พระองค์มีพระนามเขียนไว้บนเสื้อคลุมและที่หลังพระชงฆ์ว่า ‘กษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลายและเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งหลาย’” (วิวรณ์ 19:16) พระวาจาตอนนี้พูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อจัดตั้งพระอาณาจักรของพระเจ้าที่แท้จริงในโลกซึ่งในเวลานั้น ทุกคนจะพากันยอมรับและเรียกพระองค์ว่า “พระเยซูกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” อย่างพร้อมเพรียงกัน

           กษัตริย์แห่งสากลจักรวาลหรือกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลายนี้เป็นพระนามที่หมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ กล่าวคือพระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจปกครองที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่ากษัตริย์ใดๆในโลกนี้ มนุษย์ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์

             พระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์นั้น พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นกษัตริย์ตามความหมายของโลก ที่ต้องมีอำนาจทางการเมือง การทหาร มีอาณาเขตการปกครอง ฯลฯ แต่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์แห่งจิตใจ อำนาจของพระองค์มีไว้เพื่อทำลายความชั่วร้ายแห่งบาปและความมืดบอดฝ่ายจิตใจ พระองค์ทรงเป็นผู้นำต่อสู้กับความเลวร้ายของมนุษย์ ทรงเอาชนะพลังอำนาจของปีศาจและความตาย และชี้ทางนำความสุขอันแท้จริงมาสู่โลกของเรา  งานของพระองค์จึงเป็นงานฝ่ายจิตใจอย่างแท้จริง

เราทุกคนจะต้องไปปรากฏตัวต่อหน้ากษัตริย์เพื่อฟังคำพิพากษา
             วันแห่งการพิพากษา ความจริงแท้ในชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคนก็คือ “ความตายและการพิพากษา” พระวรสารในวันนี้ได้พูดถึงความยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เราทุกคนจะต้องไปปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพระองค์ในวันสุดท้ายของชีวิตนั้น การกระทำทุกอย่างที่เราได้กระทำไว้ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นั้นจะปรากฏแจ้งอย่างที่เราไม่สามารถปิดบังอะไรได้ ในการพิพากษาในครั้งนี้ เราจะไม่มีโอกาสแก้ตัวอะไรได้อีกแล้ว พระเยซูเจ้าในฐานะกษัตริย์ผู้พระทัยดี แต่พระองค์ไม่ทรงลืมเรื่องความยุติธรรม ท่านพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพระเยซูเจ้าหรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อง อะไรที่ท่านคิดว่าเป็นอุปสรรค อะไรเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องปรับเปลี่ยนตนเอง เพื่อจะได้พร้อมที่จะเข้ารับฟังการพิพากษาจากพระองค์

ท่านเป็นแกะหรือเป็นแพะ
             “แกะ” ที่อยู่เบื้องขวาของพระเจ้าได้รับความรอดก็คือบุคคลที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น คนที่ไม่ปฏิเสธความช่วยเหลือให้คนอื่น ในยามเดือนร้อนหรือมีความต้องการ พระเจ้าไม่ได้ทรงให้ความชมเชยเพราะว่าพวกเขาสวดภาวนามากกว่าคนอื่น การสวดภาวนาก็มีความจำเป็นและสำคัญ แต่การภาวนาเท่านั้นยังไม่เป็นการเพียงพอ และการช่วยเหลือหรือการมีใจเมตตาต่อคนอื่นนั้น พระเยซูเจ้าทรงสอนเราด้วยพระวาจาที่ต้องจดจำว่า “ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเราเอง” ดังนั้นเราจึงทำดีต่อทุกคนโดยไม่เลือกหน้า และควรเน้นไปยังคนที่ต่ำต้อยโดยเฉพาะ

             “แพะ” ที่อยู่เบื้องซ้ายของพระเจ้าไม่ได้รับความรอด คำพิพากษาถูกตัดสินออกมาเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาไปทำสงคราม ก่อการร้าย ค้าขายสิ่งเสพติด หรือความผิดร้ายแรงอื่นๆ แต่เป็น “การละเลย” ในการแสดงความเมตตาต่อผู้อื่นในชีวิตประจำวัน พวกเขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาสามารถกระทำได้อย่างง่ายๆในชีวิต “เราหิว ท่านไม่ให้อะไรเรากิน..เราไม่เสื้อผ้า ท่านก็ไม่ให้เสื้อผ้า...” เราอาจจะคิดว่าเราเป็นคริสตชนที่ดีแล้ว เพราะเรามาวัดวันอาทิตย์ เราไม่ได้โกงใคร เราเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่เราลืมทำอะไรที่สำคัญไปกว่าหรือเปล่า
  
            ขณะที่เราฉลองพระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล เราที่เป็นประชากรของพระองค์นั้นจะต้องเป็นประชากรที่ดีของพระองค์ เจริญรอยตามพระแบบฉบับและคำสั่งสอนของพระองค์ พระวาจาที่เราต้องจดจำและนำไปเป็นหลักในการดำเนินชีวิตคือ “ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเราเอง”


ข้อตั้งใจที่อยากให้ทุกคนนำไปปฏิบัติ คือให้แสดงความรักและกิจเมตตาต่อเพื่อนพี่น้องอย่างน้อยวันละ 1 ประการ

ratchaburidio.or.th

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์


สมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

ข่าวดี    มัทธิว 28:16-20
(16)บรรดาศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนได้ไปยังแคว้นกาลิลี ถึงภูเขาที่พระเยซูเจ้าทรงกำหนดไว้  (17)เมื่อเขาเห็นพระองค์ ก็กราบนมัสการ แต่บางคนยังสงสัยอยู่  (18)พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า “พระเจ้าทรงมอบอำนาจอาชญาสิทธิ์ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินให้แก่เรา (19) เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต (20) จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน แล้วจงรู้เถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวันตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ”

นักบุญลูกาบันทึกไว้ว่า “เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าเขาทั้งหลาย เมฆบังพระองค์จากสายตาของเขา  เขายังคงจ้องมองท้องฟ้าขณะที่พระองค์ทรงจากไป  ทันใดนั้นมีชายสองคนสวมเสื้อขาวปรากฏกับเขากล่าวว่า ‘ชาวกาลิลีเอ๋ย ท่านทั้งหลายยืนแหงนมองท้องฟ้าอยู่ทำไม พระเยซูเจ้าพระองค์นี้ที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จะเสด็จกลับมาเช่นเดียวกับที่ท่านทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงจากไปสู่สวรรค์’” (กจ 1:9-11)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้หมู่บ้านเบธานี (ลก 24:50) ทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม บนภูเขามะกอกเทศ (กจ 1:12)

อย่างไรก็ตาม “การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้า” มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อสองพันปีก่อนที่ลูกาบันทึกไว้เท่านั้น แต่ยังมีความหมายสำคัญและเป็นปัจจุบันทั้งสำหรับพระเยซูเจ้าเองและสำหรับเราคริสตชนทุกคนด้วย....

สำหรับพระเยซูเจ้า การเสด็จขึ้นสวรรค์เป็นสิ่งจำเป็นในการเข้าสู่พระสิริรุ่งโรจน์ที่พระเจ้าตรัสสัญญาไว้ว่า “จงประทับทางขวาของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของท่านเป็นดังแท่นวางเท้าของท่าน” (สดด 110:1) ซึ่งเป็นข้อความจากพระธรรมเก่าที่ได้รับการอ้างอิงถึงมากที่สุดในพระธรรมใหม่

นอกจากนั้น การเสด็จขึ้นสวรรค์ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนเหนือบรรดาวีรบุรุษในพระธรรมเก่าอย่างเช่นกษัตริย์ดาวิดซึ่ง “ยังไม่เคยเสด็จขึ้นสวรรค์” (กจ 2:34) และทรงอยู่เหนือทูตสวรรค์ดังที่ผู้นิพนธ์จดหมายถึงชาวฮีบรูตั้งคำถามว่า “พระเจ้าตรัสกับทูตสวรรค์องค์ใดบ้างว่า 'เชิญมาประทับ ณ เบื้องขวาของเราเถิด จนกว่าเราจะปราบศัตรูทั้งหมดให้เป็นที่วางเท้าของท่าน'” (ฮบ 1:13) และนักบุญเปโตรเสริมว่า “ทั้งทูตสวรรค์ ทั้งศักดิเทพ และทั้งอิทธิเทพทั้งหลายล้วนอยู่ใต้พระอำนาจของพระองค์ผู้เสด็จสู่สวรรค์และประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้า” (1 ปต 3:22)

รวมความว่า อาศัยการเสด็จขึ้นสวรรค์ พระเยซูเจ้าทรง “ครอบครองทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์" (อฟ 4:10) และได้รับ “พระนามที่ประเสริฐกว่านามอื่นใดทั้งสิ้น  เพื่อทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดิน รวมทั้งใต้พื้นพิภพ จะย่อเข่าลงนมัสการพระนาม ‘เยซู’ นี้  และเพื่อชนทุกภาษาจะได้ร้องประกาศว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ฟป 2:9-11)

ทั้งหมดนี้พระองค์ทรงสรุปให้บรรดาอัครสาวกฟังสั้น ๆ ว่า “พระเจ้าทรงมอบอำนาจอาชญาสิทธิ์ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินให้แก่เรา” (มธ 28:18)

บางคนอาจส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง ที่พระองค์ทรงลงเอยด้วยน้ำเน่าเหมือนมนุษย์ทั่วไป คือทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อ “อำนาจ” นี่เอง

แต่อำนาจของพระองค์แตกต่างจากอำนาจที่มนุษย์แสวงหาอย่างสิ้นเชิง !

ตัวอย่างที่เราพบเห็นจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้วก็คือพวกนักการเมืองซึ่งพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้าสู่วงจรอำนาจ  เริ่มตั้งแต่โกงเลือกตั้ง ซื้อตำแหน่ง แก้กฎหมายเพื่อเพิ่มและคงไว้ซึ่งอำนาจ ฯลฯ เพราะอำนาจทำให้ตัวเขาและพวกพ้อง “ได้รับผลประโยชน์”

แต่อำนาจของพระเยซูเจ้าเป็น “อำนาจเหนือความตาย” และพระองค์ทรงใช้อำนาจนี้มิใช่เพื่อพระองค์เอง แต่ “เพื่อช่วยเราทุกคน” ให้เอาชนะความตายและมีชีวิตนิรันดรดุจเดียวกับพระองค์
ในเมื่อความตายพระองค์ยังสามารถพิชิตได้  ยังจะมีอะไรอีกหรือที่อยู่นอกเหนือความสามารถและอำนาจของพระองค์ ไม่ว่าในสวรรค์หรือบนแผ่นดินก็ตาม ?

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะต้องกลัวอะไรอีกเพราะเจ้านายของเราทรงมีอำนาจชนิดปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น ?!

สำหรับคริสตชน การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้ามีความสำคัญต่อเราอย่างยิ่งยวด

1.    ทำให้เราได้รับพระจิตเจ้า ดังที่ทรงตรัสว่า “ถ้าเราไม่ไป พระผู้ช่วยเหลือก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน  แต่ถ้าเราไป เราจะส่งพระองค์มาหาท่าน” (ยน 16:7)

หากพระองค์ไม่เสด็จขึ้นสวรรค์ ร่างกายของพระองค์ก็ประทับอยู่เพียงที่เดียวในปาเลสไตน์เมื่อสองพันปีก่อน  แต่เมื่อเสด็จขึ้นสวรรค์ พระจิตของพระองค์สามารถประทับอยู่ทุกแห่งที่ “มีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของพระองค์” (มธ 18:20) ตลอดไป

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงกล้าสัญญากับบรรดาอัครสาวกว่า “จงรู้เถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวันตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ” (มธ 28:20)

แปลว่าเรามีพระองค์ประทับอยู่เคียงข้างเราเสมอไม่ว่ายามสุขหรือทุกข์ก็ตาม

นับจากนี้ไป เราไม่ต้องหวั่นกลัวอะไรอีกเพราะ เรามีพระเยซูเจ้าผู้มีอำนาจเต็มทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดิน อยู่กับเราและช่วยเหลือเราตลอดไป ตราบจนสิ้นพิภพ.........

2.    ทำให้เรามีความหวัง  ในเมื่อพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์แท้ยังเสด็จขึ้นสวรรค์ได้ เราย่อมหวังว่าจะขึ้นสวรรค์ได้เช่นเดียวกับพระองค์  ยิ่งพระองค์ตรัสว่า “เรากำลังไปเตรียมที่ให้ท่าน” (ยน 14:2) เรายิ่งมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า “เมื่อกระโจมที่เราอาศัยอยู่ในโลกนี้ถูกเก็บไปแล้ว เรายังมีบ้านซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้สำหรับเรา เป็นบ้านที่ไม่ได้สร้างด้วยมือมนุษย์ แต่เป็นบ้านถาวรนิรันดรอยู่ในสวรรค์” (2 คร 5:1)

3.    ทำให้เครื่องบูชาของเราเป็นที่พอพระทัย  เพราะพระเยซูเจ้าคือ “มหาสมณะยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งผ่านเข้าสู่สวรรค์” (ฮบ 4:14) และเสด็จล่วงหน้าเข้าไปถึงห้องภายในพระวิหาร (ฮบ 6:19-20) ซึ่งเป็นพระวิหารแท้โดยมีพระวิหารที่น้ำมือมนุษย์สร้างขึ้นในโลกนี้เป็นเพียงภาพจำลอง (ฮบ 9:24)  นอกจากนี้พระองค์ “ทรงถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปเพียงครั้งเดียว แล้วจึงเสด็จเข้าประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าตลอดไป” (ฮบ 1:3; 10:12; 12:2)

การเสด็จขึ้นสวรรค์เข้าสู่ห้องภายในซึ่งมีแต่มหาสมณะเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้และประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าตลอดไปคือเครื่องพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยและยอมรับเครื่องบูชาลบล้างมลทินแห่งบาปที่พระองค์ทรงถวายบนไม้กางเขน และไม่จำเป็นต้อง “ถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า” (ฮบ 10:11)

4.    ทำให้เรามีทนายแก้ต่าง ดังที่นักบุญยอห์นกล่าวว่า “ถ้าใครทำบาป เรายังมีทนายแก้ต่างให้เฉพาะพระพักตร์ของพระบิดา คือพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงเที่ยงธรรม” (1 ยน 2:1)

ที่สำคัญคือพระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกับเราทุกประการ ทรงประสบกับทุกสิ่งที่เราประสบไม่ว่าจะเป็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และ “ทรงผ่านการทดลองทุกอย่างเหมือนกับเรา ยกเว้นบาป” (ฮบ 4:15) ด้วยเหตุนี้พระองค์จึง “ติดต่อกับพระเจ้าเพื่อไถ่โทษชดเชยบาปของประชากร” (ฮบ 2:17) และ “บันดาลความรอดพ้นนิรันดรแก่ทุกคนที่ยอมนอบน้อมเชื่อฟังพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงแต่งตั้งพระองค์ให้ทรงเป็นมหาสมณะตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค” (ฮบ 5:9-10)

การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้าจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า “พระเจ้าทรงเข้าใจมนุษย์อย่างถ่องแท้” เราจึง “วอนขอพระหรรษทานได้ด้วยความมั่นใจ และพบพระหรรษทานเกื้อกูลในยามที่เราต้องการ” (ฮบ 4:16)ในเมื่อพระองค์สามารถบันดาลความรอดพ้นนิรันดรให้แก่ทุกคนที่นอบน้อมเชื่อฟังพระองค์ พระองค์จึงตรัสสั่งบรรดาอัครสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มธ 28:19)
นี่คือสุดยอดภารกิจที่ทรงมอบหมายแก่สาวกและเราทุกคน !

ภารกิจนี้คือ “ทำให้โลกเป็นศิษย์และนอบน้อมเชื่อฟังพระองค์”

พระองค์ต้องการศิษย์มิใช่เพื่อชื่อเสียงหรือเกียรติยศของพระองค์เอง แต่เพื่อช่วยศิษย์ให้รอดและ “มีชีวิตเหมือนพระองค์”
พระบิดาทรงส่งพระองค์มา และพระองค์ทรงส่งเราไป ก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้เอง !



kamsonbkk.com 

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คำว่า INRI ที่ติดอยู่บนกางเขน มีความหมายว่า


    The Cross / กางเขน

    คำว่า "INRI" ที่อยู่เหนือกางเขนของพระเยซูคริสต์ เป็นอักษรตัวแรกของคำสี่คำในภาษาละตินว่า "Jesus Nazarenus Rex Judaeorum" (อ่านว่า เยซุส นาซารีนุส เรกซ์ ยูเดโอรุม) มีความหมายว่า "Jesus of Nazareth, King of the Jews" หรือ "เยซูแห่งนาซาเรธ กษัตริย์แห่งยิว"ปิลาต เป็นผู้สั่งให้เขียนอักษรนี้ เนื่องจากเป็นข้อกล่าวหาที่บรรดาหัวหน้าปุโรหิตของชาวยิว ได้กล่าวร้ายต่อพระองค์ ป้ายดังกล่าวเขียนเป็นภาษาฮีบรู (อาราเมอิค) สำหรับชาวยิวพื้นเมือง ภาษาลาติน สำหรับชาวโรมันในแถบนั้น และภาษากรีก สำหรับชาวต่างชาติ และพวกยิวซึ่งมาจากที่อื่น 

    ๑.ความหมายของกางเขน  ( ใครที่ดูหนัง “พระมหาทรมาน/The Passion Of the Christ  จะเข้าใจภาพเหล่านี้ชัดเจน )
    เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตัดสินให้ประหารด้วยการตรึงบนไม้กางเขน เขาก็นำพระองค์ไปโบยตีด้วยแส้หนังตามวิธีลงโทษนักโทษประหาร แส้นี้ทำด้วยหนังเป็นเส้นๆ คล้ายหางม้า และมีตะกั่ว กระดูกสัตว์หรือของมีคมอื่นๆ ผูกเป็นปมๆ ติดอยู่ เพื่อเพิ่มความเจ็บปวดและสร้างบาดแผลให้มากยิ่งขึ้น นักโทษบางคนถึงกับเสียชีวิตด้วยการโบยด้วยแส้นี้ บางคนถึงกับตาบอดก็มี หลังจากเฆี่ยนแล้วเขาก็นำพระองค์มาล้อเลียน เยาะเย้ย ทั้งเอาหนามมาสานเป็นมงกุฎสวมให้ด้วย พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ให้พระองค์แบกกางเขนอันใหญ่และหนักไปตามถนนทั้งๆ ที่พระองค์บอบช้ำและอดนอนมาตลอดทั้งคืนแล้ว ขบวนแห่นักโทษนี้จะมีทหารคุมไป 4 คนอยู่คนละมุมเป็นรูปสี่เหลี่ยม ข้างหน้ามีป้ายประจานความผิดของนักโทษเขียนเป็น 3 ภาษาคือ กรีก ลาติน และฮีบรู เพราะภาษากรีกเป็นภาษาที่ใช้ในทางการค้า ภาษาลาตินเป็นภาษาทางราชการ ส่วนภาษาฮีบรูเป็นภาษาท้องถิ่น เขาจะนำป้ายอันนี้มาติดไว้ที่ยอดกางเขนเมื่อตรึงแล้วด้วย นักโทษจะถูกแห่ประจานไปรอบๆ เมือง ก่อนที่จะนำไปประหาร โดยใช้เส้นทางที่ยาวและคดเคี้ยวที่สุด ด้วยเหตุผลสองประการคือ หนึ่งเป็นการประจาน และสองถ้าในขณะที่เดินไปมีผู้ใดจะคัดค้านและขอเป็นพยานในความบริสุทธิ์ของนักโทษก็จะประท้วงคำพิพากษานี้ได้ คดีนี้จะต้องรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ น่าสลดใจที่ไม่มีผู้ใดคัดค้านเพื่อพระเยซูกันเลยแม้แต่คนเดียว

    กางเขนที่พระเยซูแบกไปนั้นเข้าใจกันว่าเป็นกางเขนที่เราเห็นอยู่ในโบสถ์ทั่วๆ ไปซึ่งเรียกกันว่ากางเขนแบบลาติน กางเขนในสมัยนั้นไม่ได้มีอยู่แบบเดียวเท่านั้น ยังมีกางเขนรูปตัว X เรียกว่ากางเขนของนักบุญอันดรูว์ เพราะเชื่อว่าอัครสาวกอันดรูว์ถูกตรึงด้วยกางเขนชนิดนี้ แบบที่ 3 ก็เป็นรูปตัว T มีชื่อว่ากางเขนของนักบุญแอนโทนี และแบบที่ 4 ก็คือแบบของกรีกที่เป็นรูปกากบาท + คือแบบสัญลักษณ์ของกาชาดนั่นเอง

    ความเป็นมาของกางเขนนั้นเดิมทีเกิดขึ้นในหมู่ชาวเปอร์เซีย พวกเขามีความเชื่อว่าแผ่นดินนั้นบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ยอมให้ร่างกายของผู้ทำผิดหรือร่างกายที่ชั่วร้ายนั้นมาเกลือกกลั้ว เมื่อจะประหารก็จัดการตรึงไว้ด้วยตะปูนแขวนห้อยเหนือพื้นดิน เมื่อตายแล้วก็ให้แร้งหรือสุนัขป่ามาฉีกกินจนสิ้นซาก วิธีการเช่นนี้พวกคาเธจซึ่งอยู่ใกล้อิตาลีหรือโรมจดจำมาใช้และทางโรมันก็นำมาใช้อีกต่อหนึ่ง แต่การนำกางเขนมาใช้นี้มิได้ใช้กับชาวโรมัน แต่จะใช้กับพวกทาสหรือพวกกบฏที่เป็นชาวต่างชาติ เพราะเขาถือว่าชาวโรมันเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าคนชาติอื่นๆ จะถูกทำทารุณกรรมอย่างนั้นไม่ได้ ซิเซโร นักปรัชญาเป็นเอกที่มีชื่อเสียงในสมัยก่อนคริสตศตวรรษแสดงความเห็นไว้ว่า สำหรับประชาชนชาวโรมันแล้ว "การถูกจับมัดก็เป็นอาชญากรรม ถ้าถูกเฆี่ยนตีก็ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นอีก คือถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างที่สุด แต่ถ้าถูกตรึงบนกางเขนละก็ไม่ทราบว่าจะเปรียบกับอะไรอีกได้" ด้วยเหตุนี้การประหารด้วยการตรึงบนกางเขนจึงไม่มีในหมู่ชาวโรมัน พระเยซูคริสต์ของเราถูกประหารอย่างทารุณที่สุด ต่ำต้อยที่สุดและน่าอับอายที่สุดที่มนุษย์จะคิดขึ้นได้ในสมัยนั้น


      Image result for photo jesus on the cross

      ๒.การตรึงบนไม้กางเขน 
      พระเยซูคริสต์ โดนตี/โบย กี่ครั้ง คริสตศวรรษ 14 นักบุญบริดจิท บอกว่า 5,480 ครั้ง เขาทราบได้อย่างไร คือขณะที่ท่านอธิษฐานอย่างลึกซึ้งด้วยหัวใจ เรียกว่า “ภาวนาด้วยหัวใจ” เขาได้สนทนากับพระเยซูคริสต์เขาได้ถามพระองค์เรื่องนี้ 

      เป็นวิธีการทำให้เจ็บปวดรวดร้าว เป็นวิธีการประหารชีวิตซึ่งพวกโรมันใช้ ไม่ใช่เป็นวิธีการของพวกยิว พวกยิวในสมัยพระคัมภีร์เดิมใช้วิธีประหารชีวิตพวก อาชญากรโดยใช้หินขว้างให้ตาย และเอาศพแขวนไว้บนต้นไม้เป็นเครื่องแสดงว่าคนถูกประหารชีวิตเหล่านั้นอยู่ภายใต้การสาปแช่งของพระเจ้า (ฉธบ. 21:22-23) พวกยิวในสมัยพระเยซูอยู่ภายใต้การปกครองของโรมไม่มีอำนาจจัดการประหารชีวิต เขาต้องยอมให้ทางโรมทำ อย่างไรก็ตามพวกชาวยิวไม่ขอให้โรมเอาหินขว้างพระเยซูให้ตาย เขาเห็นว่าจับพระองค์ตรึงบนกางเขนให้ตายมันง่ายดีกว่า (มธ. 27:22-23)

      สำหรับพวกยิวถือกันว่ากางเขนของพระเยซูเป็นเสมือนต้นไม้ เพราะพระองค์ถูกแขวนไว้บนท่อนไม้รูปกางเขนนั้น พวกเขาจึงถือว่าพระองค์ตกอยู่ภายใต้การสาปแช่งของพระเจ้า แท้ที่จริงพระเยซูคริสต์ได้ทรงแบกการสาปแช่งของพระเจ้าไว้กับพระองค์อย่างที่เขาคิด พระองค์กระทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะพระองค์เองกระทำผิด พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความบาป แต่พระองค์ทรงรับการสาปแช่งแทนคนบาป เพราะเหตุความเข้าใจผิดเรื่องการสาปแช่งแห่งการเขนจึงทำให้การตรึงพระเยซูบนไม้กางเขนเป็นหินสะดุดพวกชาวยิว พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมเชื่อพระเยซู เพราะฉะนั้นกางเขนจึงเป็นเครื่องกีดกันพวกเขา ไม่ให้รับความรอดจากพระเจ้า ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ถือว่าการที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนี้เป็นรากฐานแห่งพันธกิจการช่วยให้รอดของพระเจ้า ดังนั้นไม้กางเขนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความรอด ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดให้ผู้เชื่อทุกคนพ้นจากความผิดบาป ข่าวประเสริฐก็คือข่าวเรื่องไม้กางเขนนั่นเอง กางเขนจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอับอาย และความตายด้วย พระเยซูคริสต์ได้ทรงชี้แจงด้วยพระองค์เองว่า คนเหล่านั้นที่ต้องการจะเป็นสาวกของพระองค์ ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความอับอาย ความทุกข์ทรมานและความตาย ถ้าหากพวกเขาเป็นสาวกที่แท้จริงของพระองค์

    ขอบคุณข้อูลจากคุณ : โปรดปราน พีพี 

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เหตุใดพระเยซูเจ้าจึงทรงถูกตรึงกางเขน?

เหตุใดพระเยซูเจ้าจึงทรงถูกตรึงกางเขน?


    แม้แต่ยูดาส อิสคาริโอท ลูกศิษย์หนึ่งในสิบสองของพระเยซูเจ้าก็ไม่แตกต่างจากบรรดาประชาชนที่มั่นใจว่าสถานการณ์คับขันพระองค์จะทรงจับอาวุธเข้าสู้หรือทำอะไรสักอย่าง จะได้เริ่มการปฏิวัติพวกโรมันจึงวางแผนขายพระอาจารย์เจ้าของตน    โดยไปบอกสถานที่ที่จะพบพระเยซูเจ้าได้ ณ ที่ใดแก่พวกสมณะเพื่อจะพาทหารมาจับกุม ยูดาสได้ค่าบอกสถานที่ที่จะพบเพื่อจับกุมพระเยซูเจ้าเป็นเงิน 30 เหรียญ

    ปิลาต ผู้ว่าราชการชาวโรมันไม่รู้จักพระเยซูเจ้า ไม่รู้จักพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับพระมหาไถ่และการสถาปนาอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ออกจะขำเสียด้วยซ้ำเมื่อเห็นพระเยซูเจ้าทรงแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายที่แสนจะธรรมดา จะทำอะไรได้เพื่อเป็นกษัตริย์ดังที่ถูกกล่าวหา มีเพียงสิ่งเดียวที่ปิลาตพบก็คือ พระองค์มีบุคลิกที่ไม่ธรรมดา    ปิลาตต้องการปล่อยพระเยซูเจ้าเพราะไม่พบความผิดที่สมควรต้องโทษถึงตาย เพื่อเอาใจชาวยิวจึงสั่งให้ทหารเฆี่ยนและปล่อยตัวไป    พวกทหารนำพระเยซูเจ้าไปเยาะเย้ยล้อเลียน โดยเอาหนามมาสานเป็นมงกุฎและสวมที่พระเศียร    เอาไม้อ้อมาฟาดลงที่พระเศียรแล้วให้ถือไม้อ้อเหมือนกษัตริย์ทรงคฑา    บ้างก็ถ่มน้ำลายรดพระพักตร์และเฆี่ยนพระองค์ตามคำสั่งของปิลาต

    ที่สุดปิลาตหาทางที่จะปล่อยตัวของพระเยซูเจ้าเพราะไม่พบว่าพระองค์มีความผิดแต่ประการใด    ขณะนั้นในกรุงเยรูซาเล็มมีเทศกาลฉลองวันปัสกาหรือวันกู้ชาติของชาวยิว มีธรรมเนียมให้ปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระได้ 1 คน โดยให้ประชาชนเป็นผู้เลือกว่าจะปล่อยพระเยซูเจ้าหรือบารบัสผู้ร้ายฆ่าคน    และประชาชนต่างพากันตะโกนให้เอาพระเยซูเจ้าไปตรึงกางเขน    พระเยซูเจ้าทรงถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อหา “เป็นกษัตริย์ของชาวยิว” แผ่นป้ายข้อหาของผู้ถูกประหารจะติดอยู่ที่เหนือศีรษะของผู้ถูกประหารบนไม้กางเขน

    แต่การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้ามิใช่เป็นเหตุการณ์ธรรมดา มิเช่นนั้นเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงสำหรับการพยายามจะสถาปนาอาณาจักรของพระเป็นเจ้าไม่ล้มเหลวไปกับการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าหรือ...? คำตอบก็คือ “ไม่” เพราะว่าการบังเกิดมาและยอมรับการทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า เป็นหนทางสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ พระเยซูเจ้าเสด็จกลับคืนชีพหลังจากสิ้นพระชนม์ไปแล้วสามวัน         เช้าวันอาทิตย์ปัสกาตามเทศกาลฉลองของชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จกลับคืนชีพเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะมีได้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินั่นคือ พระเยซูเจ้าทรงชนะความตายเป็นบุคคลแรก และต่อมาก็ชาวเราทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์    เมื่อเราจบชีวิตจากโลกนี้ เราจะกลับคืนชีพอีกครั้งหนึ่งแบบพระเยซูเจ้าเพื่อกลับไปอยู่กับพระเป็นเจ้า

    เมื่อเริ่มบทความเราได้พบว่า มนุษย์ได้ทำบาป เลือกที่จะไม่รักพระเป็นเจ้าและปฏิเสธที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เรื่องราวของอาดัมและเอวามนุษย์คู่แรกที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างในหนังสือพระคัมภีร์สะท้อนความจริงที่ว่า เมื่อแรกที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์มา มนุษย์เองเลือกที่จะละทิ้งพระเป็นเจ้า ปฏิเสธและตัดสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า ผลร้ายในชีวิตก็ตามมา การเกิด แก่ เจ็บและที่สุด ต้องตาย (ปฐก 3 : 19) ความตายเป็นผลร้ายของบาปที่เจ็บปวดที่สุด มนุษย์ต้องตาย เราไม่เห็นความร้ายกาจของความตายจนกว่าจะพบว่าใครสักคนในครอบครัวของเราตายจากเราไป คนรักหรือพ่อแม่ พระเป็นเจ้ารักเราเหมือนลูก และพระองค์ปรารถนาจะให้เราได้มีชีวิตกับพระองค์ตลอดไปเช่นกัน

    พระเยซูเจ้าต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและเสด็จคืนพระชนม์ชีพ    เป็นผลแรกแห่งการไถ่บาปกอบกู้ของมนุษยชาติทั้งมวลประวัติศาสตร์แห่งความรอดเริ่มต้นที่อับราฮัม และดำเนินเรื่อยมาทางเชื้อสายของท่าน คือ ชนชาติอิสราเอล หรือ ชาวยิว จนกระทั่งมาสำเร็จบริบูรณ์ในองค์พระเยซูเจ้า

 พระวาจาของพระเป็นเจ้าที่ตรัสสัญญากับอับราฮัมว่ามนุษยชาติจะได้รับพระพรผ่านทางเชื้อสายของเขาบัดนี้ พระเยซูเจ้า พระบุตรพระบุคคลที่สองในพระตรีเอกภาพทรงทำให้สำเร็จไปด้วยการสิ้นพระชนม์และเสด็จคืนพระชนม์ชีพ และทรงกอบกู้มนุษยชาติทั้งมวลกลับคืนมาสู่พระเป็นเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

   การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าจึงมิใช่เหตุบังเอิญ ที่สถานการณ์บ้านเมืองของชาวยิวในสมัยนั้นส่งให้พระองค์ต้องถูกตรึงกางเขน แต่เป็นแผนการอันลึกลับยากที่จะเขาใจดังที่คริสตชนเรียกว่า “พระธรรมล้ำลึก” (MYSTERY)  เป็นแผนการความรอดที่พระเป็นเจ้าทรงจัดเตรียมไว้แล้วแต่วินาที่แรกที่มนุษย์ทำบาปและถอยห่างออกไปจากพระองค์ ธรรมล้ำลึกนี้ก็คือ พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเป็นเจ้าเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์เหมือนเราทุกอย่าง เว้นแต่บาป    ทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์โดยถูกตรึงไว้กับกางเขน ทรงถูกฝังไว้ในพระคูหา 3 วัน เสด็จกลับคืนชีพและเสด็จสู่สวรรค์เพื่อทรงส่งพระจิตลงมาในโลกคอยช่วยเหลือเราในการพยายามดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ในโลกนี้จนกว่าเราจะสิ้นใจและกลับเป็นขึ้นมาอีกครั้งเช่นเดียวกับพระองค์    ธรรมล้ำลึกนี้บรรดาอัครสาวกเริ่มเข้าใจมากขึ้นเมื่อเขากลับไปศึกษาพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (THE OLD TESTATMENT) โดยเฉพาะหนังสือของบรรดาประกาศกที่พูดถึงองค์พระมหาไถ่ที่จะเสด็จมาไว้ก่อนแล้ว โดยเฉพาะประกาศกอิสยาห์ ว่าผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้าจะมีลักษณะต้องรับทรมานเหมือนอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงได้รับ (อสย 42/49/50 : 13-53 : 12)

อาณาจักรของพระเป็นเจ้าบนโลกนี้ในความหมายของพระเยซูเจ้ามาถึงแล้ว พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นด้วยชีวิตของพระองค์ นั่นคือ ความรัก แต่อาณาจักรนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่กำลังดำเนินไปโดยมีจุดมุ่งหมายมุ่งสู่ความสมบูรณ์ในวันสิ้นพิภพ

    ใครเข้าใจเรื่องความรักและลงมือปฏิบัติ อาณาจักรของพระเป็นเจ้าได้มาตั้งอยู่ในจิตใจของเขาแล้ว พระอาณาจักรนี้เป็นจริงได้ในโลกเมื่อเราศึกษาคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าและปฏิบัติ เราจะพบว่าพระเป็นเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางเราจริงๆ และจะสมบูรณ์ในวันที่เรากลับคืนชีพพร้อมกันทุกคนในวันสิ้นพิภพ    วันนั้นเราจะอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ที่แท้จริงกับพระเป็นเจ้า ได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า มีร่างกายที่กลับคืนชีพใหม่ร่วมกับวิญญาณอย่างสมบูรณ์ (1 คร 15 : 51-57)

การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า จึงเป็นการกอบกู้มนุษยชาติอันยิ่งใหญ่และเตือนเราทุกคนว่า หนทางแห่งการกลับเป็นลูกแห่งพระเป็นเจ้า มีชีวิตนิรันดรกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ต้องผ่านหนทางแห่งการเสียสละด้วยความรักในชีวิตจริงของเรา แบบเดียวกับที่พระเยซูเจ้าทรงผ่านหนทางแห่งการทรมานและกางเขนเพื่อเข้าสู่เกียรติมงคล

เคยมีคนที่ไม่ใช่คริสตชนกล่าวกับผู้เขียนว่า    พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนไม่เห็นสวยเลย ไม่มีเสื้อผ้าใส่ มีผ้าผืนเดียวพันกาย มีเลือดไหลน่ากลัวมีหนามแหลมแทงศีรษะ    ทำไมคริสตชนต้องไหว้รูปพระเยซูบนกางเขนแบบนี้ด้วย?    หลังจากที่เราได้อ่านและพิจารณาเรื่องราวตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ ว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงถูกตรึงกางเขน จึงรู้ว่า เครื่องหมายกางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก เมื่อคริสตชนเห็นรูปกางเขนก็จำได้ว่า ถ้าหากโลกนี้ไม่มีใครรักเราเลย ก็ยังคงมีองค์พระเยซูเจ้าผู้เป็นพระเป็นเจ้าของเรา รักเราอยู่คนหนึ่งอย่างที่สุด เพราะทรงมอบพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปบนไม้กางเขนให้แก่มนุษย์ทุกคนจนหมดสิ้น ไม่เหลืออะไรอีก    เราแลดูสะอาดบริสุทธิ์และสวยงามก็เพราะบาปและความน่าเกลียดของเราไปตกอยู่กับพระองค์จนหมดสิ้น พระองค์ทรงรับมันเอาไว้แทนเรา (อสย 53 : 1-12)

    และเพราะกางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งความรักอันหาขอบเขตไม่ได้ คริสตชนจึงทำเครื่องหมาย “สำคัญมหากางเขน” ลงบนตัวเราพร้อมกับกล่าวว่า “เดชะพระนามพระบิดา และพระบุตร และพระจิต อาแมน” ก็เพื่อขอพระทรงรักเราและทรงอวยพรลงบนชีวิตเราเลยทีเดียว ก่อนจะทำกิจการสำคัญอันใด คริสตชนจึงทำเครื่องหมายกางเขนลงบนตัวดังที่เราได้เห็นอยู่เสมอ    เมื่อคริสตชนจะเริ่มสวด รับประทานอาหาร ตื่นนอน ก่อนเข้านอน เดินทาง เริ่มเรียนหนังสือ ฯลฯ การทำ “สำคัญมหากางเขน” ก็เป็นหนึ่งในกิจศรัทธาที่ต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันทั้งพิธีกรรมอื่นๆ ดังจะได้กล่าวในหัวข้อเรื่อง “ศาสนกิจในชีวิตประจำวัน”

kamsonbkk.com

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การถูกตรึงที่กางเขน



"ขณะเมื่อเรายังอ่อนกำลัง พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรมในเวลาที่เหมาะสม อันที่จริง มีน้อยคนนักจะยอมตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนยอมตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพราะฉะนั้นเมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์ เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อกลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์" - โรม 5:6-10

การตรึงที่กางเขนและการเสด็จขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ 

Image result for photo jesus on the cross

พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ ระบุว่า พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขนตั้งแต่เช้า "เมื่อเขาตรึงพระองค์ไว้นั้นเป็นเวลาเช้าสามโมง" และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนในเวลาบ่าย "เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง ก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดิน จนถึงบ่ายสามโมง ดวงอาทิตย์ก็มืดไป ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า 'พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์' ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์"


หลังจากนั้นพระองค์ทรงเสด็จกลับฟื้นคืนพระชนม์ในวันที่ 3 "แต่เช้ามืดในวันต้นสัปดาห์ ผู้หญิงเหล่านั้นจึงนำเครื่องหอมที่เขาได้จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์ เขาเหล่านั้นเห็นก้อนหินกลิ้งพ้นจากปากอุโมงค์แล้ว และเมื่อเข้าไปมิได้เห็นพระศพของพระเยซูเจ้า" "หญิงเหล่านั้นก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็ว ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก วิ่งไปบอกพวกสาวกของพระองค์ ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า 'จงจำเริญเถิด' หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์ พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า 'อย่ากลัวเลย จงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังกาลิลี จะได้พบเราที่นั่น'" บุคคลที่พระเยซูทรงปรากฏให้เห็นก่อนที่จะเสด็จขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ได้แก่ มารีย์ชาวมักดาลา, เคลโอปัสและศิษย์อีกคนหนึ่งซึ่งในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุชื่อ, สาวกทั้งสิบเอ็ดคน, สาวกเจ็ดคน พระเยซูทรงประทับอยู่กับเหล่าสาวกราว40วัน และเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าพวกเขา "เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา"
baanjomyut.com


ชวนคิดสะกิดใจ
    นักบุญเปาโลหลังจากได้ผ่านประสบการณ์ในชีวิตมาอย่างมากมาย ท่านได้สอนเราว่า “พวกเราที่กำลังจะรอดพ้นเห็นว่าไม้กางเขนเป็นพระอานุภาพของพระเจ้า” (1คร 1:18)  เมื่อเรามองไม้กางเขนเราพบความรักและพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้า พระมหาทรมานที่พระองค์ทรงยอมรับเพื่อกอบกู้มนุษย์ให้พ้นบาป เป็นอานุภาพและพลังแก่เราเมื่อเราต้องเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบากในชีวิต

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงต้องเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงต้องเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์


          มีหลายคนถามว่า... ทำไมต้องเป็นพระเยซูด้วย?

 พระเยซูมีความสำคัญอย่างไรพระเยซูเกิดมาทำไมใน “บทข้าพเจ้าเชื่อ” เวลาที่เราสวดในพิธีบูชามิสซาฯตอบยืนยันเราว่า “เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ และเพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์จึงเสด็จจากสวรรค์ พระองค์ทรงรับเอากายจากพระนางมารีพรหมจารี ด้วยอานุภาพของพระจิต และมาบังเกิดเป็นมนุษย์”


 จากข้อความเชื่อนี้ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกได้สรุปถึงความสำคัญของการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้าไว้ดังนี้

  
1.         พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อช่วยเราให้รอด โดยให้เรามนุษย์ได้คืนดีกับพระบิดาเจ้า หลังจากที่บิดามารดาเดิมของเรา(อาดัมและเอวา)ได้ทำบาปกำเนิด ซึ่งผลของบาปกำเนิดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยชาติกับพระเจ้าขาดสะบั้นลง ดังนั้นการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้าจึงเป็นเครื่องบูชาชดเชยความผิดบาปของมนุษย์ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้ากลับมีความสัมพันธ์อันดีคืนมา “พระองค์ได้ปรากฏมาเพื่อยกบาปให้หมดสิ้นไป”(1ยน.3:5)

  
2.       การเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้าทำให้เราได้รับรู้ถึงความรักของพระเจ้า ตามที่นักบุญยอห์นได้เขียนสอนเราว่า พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อว่าผู้ใดเชื่อในพระองค์ ก็จะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร์(ยน.3:16)

  
3.       พระเยซูทรงบังเกิดมาเพื่อเป็นแบบอย่างแห่งความศักดิ์สิทธิ์สำหรับเรา ทรงเป็นหนทางให้เราได้เดินตาม ทรงเป็นความจริงให้เรายึดถือ และทรงเป็นชีวิตที่ทำให้เรามีชีวิต ถ้าเราต้องการทราบว่าเราจะต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรให้เราศึกษาแบบอย่างชีวิตของพระองค์แล้วเราก็จะได้รับคำตอบ “จงเรียนรู้จากเรา..”(มธ.11:29) “เราเป็นหนทาง ความจริงและชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากผ่านทางเรา”(ยน.14:6)

  
4.       พระเยซูทรงรับเอากายมาเป็นมนุษย์เพื่อให้เรามนุษย์ “มีส่วนในพระธรรมชาติของพระเจ้า” (2 ปต.1:4) พระเยซูเจ้าทรงยกฐานะของมนุษย์ให้สามารถเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ตามที่นักบุญอาธานาเซียสอนว่า “เพราะว่าพระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ เพื่อทำให้เราเป็นพระเจ้า” และนักบุญโทมัสได้อธิบายว่า “พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ด้วยความปรารถนาที่จะให้เรามีส่วนในพระเทวภาพของพระองค์ ก็ได้รับเอาธรรมชาติของเรามนุษย์ เพื่อว่าเมื่อพระองค์ทรงเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์จะได้ทรงทำให้มนุษย์เป็นพระเจ้า”

  
                นี่คือบุญวาสนาของเรามนุษย์ที่ได้รู้จักพระเยซูเจ้า และรับพระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้าประจำชีวิตของเรา ไม่มีอะไรที่จะมีคุณค่าเท่ากับชีวิตของพระเยซูเจ้า การบังเกิดมาเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นนำศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่มามอบให้กับเรามนุษย์ ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม เราก็สามารถเข้ามามีชีวิตร่วมกับพระองค์ได้ เพียงแต่ขอให้เราเปิดใจต้อนรับพระองค์เท่านั้น เรามนุษย์คนบาปธรรมดาๆคนหนึ่งก็จะกลับเป็นบุตรของพระเจ้าได้เพียงพริบตา


kamsonbkk.com



ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...