วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประทีปของร่างกายคือดวงตา


ปัญหาอยู่กับเราไม่ยาวนาน
แต่รางวัลจากพระเจ้าที่เราจะรับนั้น
จะอยู่กับเรานิจนิรันดร์กาล...

จงอย่าจดจ่ออยู่กับชีวิตชั่วคราว
แต่จงจดจ่อที่ "ชีวิตนิรันดร์"

.................................

จงให้ความคิดของท่านจดจ่อ...
อยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก

โคโลสี 3:2




มธ 6.22-23 ประทีปของร่างกาย 

ประทีปของร่างกายคือดวงตา ดังนั้น ถ้าดวงตาของท่านเป็นปรกติดี สรรพางค์กายของท่านก็จะสว่างไปด้วย  แต่ถ้าดวงตาของท่านไม่ดี สรรพางค์กายของท่านก็จะมืดไปด้วย ฉะนั้น ถ้าความสว่างในท่านมืดไปแล้ว ความมืดจะยิ่งมืดมิดสักเพียงใด (มธ 6:22-23)

ความหมาย
ตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของบ้าน

คุณภาพและปริมาณของแสงที่ส่องเข้ามาในบ้าน ย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระจกหน้าต่าง

แสงสว่างที่ส่องจิตใจและวิญญาณของเรา ย่อมขึ้นอยู่กับดวงตาฝ่ายจิตของเราแต่ละคนเช่นเดียวกัน
  
สถานะฝ่ายจิตที่ดีของดวงตา
“ถ้าดวงตาของท่านเป็นปรกติดี สรรพางค์กายของท่านก็จะสว่างไปด้วย”

คำ “ปรกติดี” ตรงกับภาษากรีก a`plou/j (haplous หรือคำนาม haplotēs )

[UBS] a`plou/j, h/, ou/n = sound, healthy; generous  (ใจกว้าง, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

 ตัวอย่างการใช้คำ haplous ในพระคัมภีร์
ท่านใดขาดปรีชาญาณ จงขอปรีชาญาณนั้นจากพระเจ้าเถิด พระองค์ประทานให้ทุกคนด้วยพระทัยกว้าง (a`plw/j) ยากอบ 1:5

ผู้ที่ได้รับพระพรที่จะตักเตือน ก็จงตักเตือน ผู้ที่บริจาค ก็จงบริจาคด้วยความเอื้อเฟื้ออย่างจริงใจ (a`plo,thti) โรม 12:8

ท่านจะมั่งคั่งบริบูรณ์ทุกประการ เพื่อจะแจกจ่ายได้อย่างใจกว้าง (a`plo,thta) ทานบริจาคของท่านซึ่งเราจะจัดแจกนี้จะทำให้มีการขอบพระคุณพระเจ้า 2 คร. 9:11

เราจะเพิ่มสมรรถภาพของดวงตาได้อย่างไร?

1. ใจกว้างในการตัดสินผู้อื่น
ธรรมชาติของมนุษย์คือชอบคิดถึงผู้อื่นในทางร้าย
ชอบซ้ำเติมความผิดพลาดของผู้อื่น
กี่ครั้งที่เราทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นในแต่ละวัน
โลกจะน่าอยู่มากกว่านี้สักเพียงใด หากเราช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของกันและกันด้วยการคิดถึงผู้อื่นและตัดสินการกระทำของเขาในทางที่ดี

2. ใจกว้างในการกระทำ
ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สมบัติของโลกนี้ และเห็นพี่น้องของตนขาดแคลน แต่ยังมีใจแคบต่อเขา ความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่ในผู้นั้นได้อย่างไร (1 ยน. 3:17)

เขาขายที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ แบ่งเงินให้ทุกคนตามความต้องการ(กจ. 2:45)

ตัวอย่างของพระศาสนจักรเริ่มแรก
ในกลุ่มของเขาไม่มีใครขัดสน ผู้ใดมีที่ดินหรือบ้านก็ขายและมอบเงินที่ได้ให้บรรดาอัครสาวก เพื่อแจกจ่ายให้ผู้มีความเชื่อแต่ละคนตามความต้องการ (กจ. 4:34-35)

ชาวมาซีโดเนียและชาวอาคายาต้องการทำบุญช่วยเหลือคนยากจนในกลุ่มคริสตชนที่กรุงเยรูซาเล็ม (รม. 15:26)

สถานะฝ่ายจิตที่ไม่ดีของดวงตา
“ถ้าดวงตาของท่านไม่ดี สรรพางค์กายของท่านก็จะมืดไปด้วย”
คำว่า “ไม่ดี” ตรงกับ ponhro.j (ponēros)
[UBS] ponhro,j, a,, o,n evil, bad, wicked, sinful; (noun evil person; Evil One [of the Devil]; to. pÅ what is evil, evil); guilty (of conscience); unsound (eye); bad, worthless (of fruit); malignant or painful (of sores); ovfqalmo.j pÅ envy, jealousy (Mk 7.22)

สาเหตุที่ทำให้ดวงตาไม่ดี
1. อคติ
 เป็นอันตรายต่อการ “ตัดสินใจ” มากที่สุด
ทำให้มองไม่เห็นข้อเท็จจริง  หรือถ้าเห็นก็ไม่เข้าใจ
ฉันทาคติ – ลำเอียงเพราะรัก
โทสาคติ – ลำเอียงเพราะโกรธ
ภยาคติ – ลำเอียงเพราะกลัว
โมหาคติ – ลำเอียงเพราะเขลา
หนทางแก้คือหมั่นพิจารณาตนเอง

2. อิจฉา
ความอิจฉาทำให้ความเป็นมนุษย์สับสนอลหม่าน และเป็นการปลดปล่อยสัตว์ร้ายในตัวมนุษย์ออกมา
ที่ใดมีความอิจฉาริษยาและความทะเยอทะยาน ที่นั่นย่อมมีแต่ความวุ่นวายและความชั่วร้ายนานาชนิด (ยากอบ 3:16)

ตัวอย่างเช่น คาอินฆ่าอาแบล เพราะ “พระเจ้าทรงพอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา แต่คาอินกับเครื่องบูชาของเขานั้น  พระองค์ไม่พอพระทัย” (ปฐก. 4:4-5)

3. ทะนงตน
ก่อให้เกิดความเสียหายเป็น 2 เท่า

มองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
มองไม่เห็นคนอื่นอย่างที่เขาเป็น
อันตรายของคนขี้อิจฉา หรือขี้เหนียว
อยู่ร่วมกับตัวเองไม่ได้
อยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้
อยู่ร่วมกับพระเป็นเจ้าไม่ได้
ถ้าความสว่าง (ความใจกว้าง) ในท่านมืดไปแล้ว ความมืดจะยิ่งมืดมิดสักเพียงใด
kamsonbkk.com

ชีวิตอาจจะยาก น่าสับสน เจ็บปวด และท้อแท้ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่า แสงสว่างของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์จะส่องผ่านความสับสน ความเจ็บปวด และความมืดมน ไม่ว่ามาในรูปแบบกระทันหันน่าทึ่งหรือในขั้นตอนที่อ่อนโยน พลังอำนาจทางวิญญาณที่รุ่งโรจน์จะให้การรักษาด้วยความรักและการปลอบโยนสู่การกลับใจ จิตวิญญาณที่บาดเจ็บ ขจัดความมืดด้วยความสว่างแห่งความจริง และขับไล่ความท้อแท้สิ้นหวังด้วยความหวังในพระคริสต์ เราจะเห็นพรเหล่านี้ และเราจะรู้จากการเป็นพยานของพระวิญญาณว่า พระเจ้าพระเยซูคริสต์กำลังทำงานในชีวิตเรา ภาระของเราจะถูก “กลืนเข้าไปในปีติของ [พระผู้ไถ่ของเรา]” อย่างแท้จริง19

ข้าพเจ้ารู้ว่าหากเรารับพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา และดำเนินชีวิตตามความจริงที่แจ้งชัดและเรียบง่ายของพระกิตติคุณของพระองค์ เราจะได้ความสุขในการเป็นเพื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะมีของขวัญล้ำค่าของตาที่มองเห็นและหูที่ได้ยิน ข้าพเจ้าเป็นพยานในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน
(โดยเอ็ลเดอร์คิม บี. คลาร์ก)






วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

การมีเงินมากไม่ใช่ปัญหา...
แต่การโลภหลงเงินต่างหากที่เป็นปัญหา

จงบอกตัวเองเสมอว่า...
คนเรานั้นเข้ามาในโลกตัวเปล่า
ก็จะต้องกลับไปตัวเปล่าด้วยเช่นกัน

สิ่งใด ๆ ที่เราทำในโลกแม้จะมากขนาดไหน
แต่ก็เอาไปไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

เตือนตัวเองไว้เสมอว่า...
ไม่ใช่คนร่ำรวยทุกคนที่จะมีความสุข
สันติสุขที่พระเยซูให้ย่อมยิ่งใหญ่กว่า...
ความสุขที่คุณจะสามารถหาได้จากโลกนี้

ใจที่รู้จักพอ มือที่รู้จักแจกจ่าย...
ทำให้ความสุขถูกแบ่งปันกันไปมา
ตรงกันข้ามกับการกักเก็บไว้คนเดียว

ชีวิตในโลกนี้...สั้นนัก
อย่าจมปลักแต่กับการสะสมทรัพย์ในโลก
จนลืมที่จะสะสมทรัพย์เอาไว้ในสวรรค์
      //////////////////////////////////////
อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ สำหรับตัวในโลก…
แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์
– มัทธิว 6:19-20

เจิม ซัม


พระเจ้าและเงินทอง

มธ. 6:24
 ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

เพื่อจะเข้าใจพระวรสารตอนนี้ได้อย่างลึกซึ้ง  เราควรเข้าใจความหมายของคำศัพท์บางคำที่ใช้ในสมัยของพระเยซูเจ้า คำว่า “ข้า” ตรงกับภาษากรีก douleu,ein (ดูแลวเอน) ซึ่งหมายถึงการ “การรับใช้เยี่ยงทาส” ในทางกฎหมาย “ทาส” ไม่ใช่ “คน” แต่เป็น “สิ่งของ”  เพราะฉะนั้น นายจะขาย  จะเฆี่ยนตี จะทิ้ง  หรือจะฆ่าก็ได้  พูดง่าย ๆ คือ นายทำอะไรกับทรัพย์สมบัติของตนได้ ก็กระทำกับทาสของตนได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้น “ทาส” ยังไม่มีเวลาเป็นของตัวเองแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  ซึ่งต่างจากเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว  เรายังมีอิสระที่จะหางานพิเศษทำนอกเวลา หรือจะไปพักผ่อน หรือทำอะไรก็ได้ตามใจเรา แต่ทาสในสมัยพระเยซูเจ้าต้องขึ้นกับนายทั้งวันและทั้งคืน

คำว่า “นาย” ตรงกับภาษากรีก kuri,oij (คูรีออส) หมายถึง “ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เหนือผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” พูดง่าย ๆ คือเป็น “เจ้าของ” มากกว่าเป็น “เจ้านาย”

คำว่า “เงินทอง” ตรงกับภาษากรีก mamwna (มาโมนา) ซึ่งมาจากภาษาอาราไมอิก an"Amm' ตามรากศัพท์หมายถึง การไว้ใจ การมอบหมาย เพราะฉะนั้นมาโมนาจึงหมายถึงสิ่งที่เราไว้ใจผู้อื่นให้ดูแล เช่น นายธนาคาร รปภ. ฯลฯ และในตัวมันเองถือว่าเป็นสิ่งดี เป็นพระพรของพระเจ้าที่ประทานแก่ผู้มีความประพฤติดี

ต่อมาความหมายเพี้ยนเป็น สิ่งที่ตัวเราเองมอบความไว้วางใจให้ทั้งหมด เมื่อเราไว้วางใจว่าเงินทองมีอำนาจที่จะช่วยเหลือเราให้พ้นทุกข์และมีความสุขได้  คำว่าเงินทองในภาษากรีกจึงเขียนนำด้วยอักษรตัวใหญ่  Mamon (มาโมน) ซึ่งหมายถึงพระเจ้านั่นเอง  และชาวซีเรียก็ใช้ชื่อนี้เรียกเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยของตน

จากคำศัพท์ทั้ง 3 คำ บ่งบอกว่า เราต้องเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าทุกลมหายใจ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดเหนือชีวิตของเรา

การรับใช้พระเจ้าแบบ part-time เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้ายินยอมไม่ได้  หรือการเป็นคริสตชนเฉพาะเวลาฟังมิสซาวันอาทิตย์  ส่วนเวลาที่เหลือถือว่าเป็นเวลาอิสระจากการดำเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชน ก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้เช่นกัน
  
การมีเงินทองไม่ใช่สิ่งผิด  แต่การไว้วางใจในเงินทองแทนพระเจ้าเป็นสิ่งที่ผิดอย่างแน่นอน  และเพื่อช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของพระเจ้าและเงินทองได้อย่างถูกต้อง พระเยซูเจ้าทรงให้หลักไว้ยึดปฏิบัติ 3 ประการด้วย กล่าวคือ
  
1.     ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นของพระเจ้า

ความคิดที่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นของพระเจ้า มีอยู่ทั่วไปในพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น

“เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด เรารู้จักบรรดานกแห่งภูเขาทั้งหลาย และบรรดาสัตว์ในนาเป็นของเรา ถ้าเราหิว  เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่อยู่ในนั้นเป็นของเรา”  (สดด. 50:10, 12)

หรือในพระธรรมใหม่ เป็นพระเจ้าเองที่ทรงมอบทรัพย์สมบัติ ความสามารถ หรือแม้แต่สวนองุ่นให้แก่เราหรือให้เราเช่าใช้ เช่น

“ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว   ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป” (มัทธิว 25:15)

“จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า  ยังมีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่นแล้วล้อมรั้วไว้รอบ  เขาได้สกัดบ่อย่ำองุ่นในสวน  และสร้างหอเฝ้า  ให้ชาวสวนเช่า  แล้วก็ไปต่างประเทศเสีย” (มัทธิว 21:33)

เมื่อทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงให้เรา “ยืม” ใช้ เราจึงต้องพยายามใช้ทรัพย์สมบัติและเงินทองตามที่เจ้าของ คือพระองค์ทรงปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การแลกเปลี่ยน การแก้ไขดัดแปลง หรือการปรับปรุงต่าง ๆ ก็ตาม
  
2.    มนุษย์สำคัญกว่าสิ่งของ

ในหนังสือปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ตรัสแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ  กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน” (ปฐก 1:26-28)

จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มสร้างโลก พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับมนุษย์จนถึงกับสร้างมนุษย์ตามฉายาของพระองค์เอง และให้มีอำนาจปกครองทุกสิ่ง

เมื่อมนุษย์มีความสำคัญเช่นนี้ การใช้แรงงานมนุษย์ราวกับว่าพวกเขาเป็นสิ่งของ เครื่องมือ หรือเครื่องจักรเพื่อให้ได้มาซื่อผลผลิตและความมั่งคั่ง จึงเป็นสิ่งที่ขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และเป็นสิ่งที่ผิด

ตรงกันข้าม เราควรใช้เงินทองและทรัพย์สมบัติที่ได้มา  เพื่อผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้สมกับความสำคัญที่พระองค์ทรงสร้างมา
  
3.    เงินทองต้องเป็นรองจากพระเจ้า

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเงินทองเป็นของชั่วร้าย แต่ “การรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย” (1 ทธ 6:10)

การรักเงินทองทำให้เราหลงผิดคิดว่า เงินคือพระเจ้าที่สามารถดลบันดาลทุกสิ่งให้แก่เราได้  เมื่อเรารักเงินทอง เราก็โลภอย่างได้เงินทองมากขึ้น  ที่สุดเงินทองจะเข้ามาบงการชีวิตของเราทั้งหมด ซึ่งจะนำเราไปสู่ความชั่วร้ายและความทุกข์อีกมากมาย

ผู้เดียวที่สามารถดลบันดาลความสุขแท้จริงแก่เราได้คือพระเจ้า  เราจะปล่อยให้เงินทองก้าวขึ้นมาเป็น “คู่ปรับ” กับความรอดในองค์พระเจ้าไม่ได้เด็ดขาด
  
เมื่อเราวางตำแหน่งของเงินทองและทรัพย์สมบัติได้อย่างถูกต้อง เราจะรู้จักใช้ความมั่งคั่งที่พระเจ้าประทานให้อย่าง “พอเพียง” และ “เพื่อผู้อื่น” เพื่อเราจะได้ครอบครองสมบัติสวรรค์ที่คงอยู่ชั่วนิรันดร
  
และเมื่อเรารู้บทบาทของเงินทองและทรัพย์สมบัติแล้ว เราควรคิดคำนึงถึงวิธีการได้มาของทรัพย์สมบัติด้วย

เราอาจได้เงินทองมาโดยแลกกับความซื่อสัตย์หรือศักดิ์ศรีของเรา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ โกงเขามา  ถ้าเราทำเช่นนี้ เราอาจมีสมบัติมั่งคั่งขึ้น แต่วิญญาณของเรายิ่งวันยิ่งจนลง และคงถึงขั้นล้มละลายในที่สุด

บางคนอาจได้เงินทองมาโดยการกำจัดคู่แข่งที่อ่อนแอกว่า  ซึ่งในทางธุรกิจอาจถือว่าประสบความสำเร็จที่ไม่มีคู่แข่ง  แต่เราจะนอนเสวยความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างไร

บางคนอาจสะสมทรัพย์สมบัติบนภาระของผู้อื่น เช่น ผ่อนรถยนต์ราคาแพงเกินฐานะ จนลูก ๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ เป็นต้น

จะมีประโยชน์อะไรหากเราได้ทรัพย์สมบัติมาด้วยต้นทุนราคาแพงเช่นนี้ ?
  
นอกจากนี้ เรายังต้องคำนึงถึงวิธีการใช้ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอีกด้วย

บางคนเก็บรักษาสมบัติที่ได้มาไว้เฉย ๆ โดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น  และเราได้ยินคำสอนของพระเยซูเจ้าหลายครั้งที่ตรัสว่า สิ่งที่ไม่มีประโยชน์จะถูกตัดทิ้งและโยนใส่กองไฟ

บางคนใช้ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอย่างเห็นแก่ตัว เช่น เพื่อจะได้มีทีวีเครื่องใหม่ มีบ้านหลังใหม่ ฯลฯ โดยที่ไม่เคยคิดถึงพระประสงค์ของพระเจ้าแต่ประการใด

บางคนซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีก คือใช้สมบัติที่ได้มาในทางที่ผิด เช่น ใช้เพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่ ใช้เพื่อซื้อบริการที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ
  
วิธีที่ดีที่สุดในการใช้ทรัพย์สมบัติและเงินทองที่พระเจ้าประทานให้คือ

-    ใช้อย่างพอเพียง ใช้เท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

-    ส่วนที่เหลือเราต้องแบ่งปันให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา

ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าแสดงให้ท่านเห็นเสมอมาว่า เราต้องทำงานเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอโดยระลึกถึงพระวาจาของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ 20:35)

ตราบใดที่เราใช้ทรัพย์สมบัติเพื่อความดีของ “ผู้อื่น” เรากำลังใช้ทรัพย์สมบัติ และกำลังรับใช้พระเป็นเจ้าอย่างถูกต้อง
 .kamsonbkk.com




วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

วิธีการ กลับใจจากบาป



วิธีการ กลับใจจากบาป


3 ส่วนประกอบ:


1.ยอมรับว่าตนทำบาป


2.มุ่งมั่นแก้ไขสิ่งผิด


3.เปิดใจรับการให้อภัย


 ชีวิตของคุณนั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจจากการกระทำผิดบาปหรือไม่ การกลับใจเป็นสัญญาณว่าคุณต้องการรู้จักพระเจ้า ลืมสิ่งผิดพลาดและเข้าถึงความสันติสุขที่แท้จริง บทความนี้จะสอนถึงการกลับใจและนำสันติสุขสู่จิตวิญญาณของคุณ

  
1.ยอมรับว่าตนทำบาป คือ

 จงถ่อมใจ. คุณอาจโกหกตัวเองและผู้อื่นว่าไม่ได้ทำบาปแต่คุณโกหกพระเจ้าไม่ได้ จุดเริ่มต้นของการกลับใจคือคุณต้องกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนชอบธรรมตลอดเวลา มีโอกาสพลาดพลั้งออกจากลู่ทาง จงถ่อมใจต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า ยอมรับด้วยหัวใจว่าคุณควรทำตามพระวจนะของพระองค์

  
เชื่อพระเจ้าสุดจิตใจ. เชื่อว่าพระเจ้าให้อภัยและโดยผ่านการทรงนำคุณสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ หากขาดความเชื่อเช่นนี้คุณก็มีแนวโน้มจะหมดกำลังแก้ไขปัญหา การกำจัดนิสัยแย่ๆ และทำให้สิ่งผิดถูกต้องเป็นเรื่องจากแต่คุณต้องเชื่อว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วย มิฉะนั้นคุณอาจล้มลง[1]

  
ไตร่ตรองถึงการกระทำ. นึกถึงบาปหรือความผิดที่ได้กระทำ อย่ามองว่าความบาปต้องเป็นเรื่องใหญ่เสมอไปเช่น คดโกงหรือลักขโมย ในสายพระเนตรของพระเจ้าบาปทุกชนิดมีน้ำหนักเท่ากัน เขียนความบาปของคุณลงในสมุดอาจช่วยกระตุ้นให้คิดได้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องเขียนให้ได้หมดภายในครั้งเดียว ใช้เวลาไตร่ตรองช้าๆ

  
ใคร่ครวญหาเหตุผลว่าทำผิดเพราะอะไร. การใคร่ครวญถึงเหตุผลที่การกระทำผิดนั้นสำคัญมากก่อนกลับใจ การกลับใจตามพิธีกรรมโดยไม่คิดว่าจริงๆ แล้วทำผิดอะไรยิ่งแสดงให้พระเจ้าเห็นว่าคุณไม่ได้ใส่ใจกับความผิดเลย คิดถึงคนที่ต้องรับผลจากความบาปของคุณเมื่อคิดจะทำบาปและ คิดให้ดีว่าแท้จริงแล้วความบาปส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณเราอย่างไร (บอกให้ว่าไม่ใช่เรื่องดี!) ไตร่ตรองถึงสิ่งเลวร้ายที่ความบาปนั้นนำคุณให้ทำ คิดให้ดีนั้นสำคัญไฉน!

  
กลับใจด้วยท่าทีถูกต้อง. กลับใจด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเท่านั้น หากคิดว่าการกลับใจอาจทำให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานในเรื่องที่ปรารถนา คุณกำลังคิดผิดมหันต์ จงกลับใจเพราะเห็นว่าดีต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณและเพื่อให้ชีวิตมีความชื่นชมยินดีและคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่เพราะหวังเรื่องฝ่ายเนื้อหนังเช่น ทรัพย์สมบัติ ความร่ำรวย ลาภยศต่างๆ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่แก่นแท้ในการนับถือพระเจ้า

  
อ่านพระคัมภีร์. ให้เริ่มด้วยการอ่านพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคุณก่อนกลับใจ (พระคัมภีร์ไบเบิ้ลอัลกุรอานพระไตรปิฎก ฯลฯ) หาข้อความในคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการกลับตัวกลับใจ รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ของคัมภีร์เพื่อให้สาส์นแห่งความดีเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงจิตใจและนำทางคุณไปสู่การทำความดี เราทำบาปเพราะได้หลงจากทางของพระเจ้า คุณต้องแสวงหาทางของพระเจ้าเพื่อชีวิตจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง


พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวถึงเรื่องการกลับใจไว้หลายตอน เช่น มัทธิว 4:17 และ กิจการ 2:38 และ 3:19

  
2.มุ่งมั่นแก้ไขสิ่งผิด คือ

 ปรึกษาผู้นำทางจิตวิญญาณ. ผู้นำทางจิตวิญญาณ เช่น  บาทหลวง ศิษยาภิบาล  จะให้คำแนะนำในการสารภาพบาปและคืนดีกับพระเจ้า จำไว้ว่าการช่วยคุณให้อยู่ในทางของพระเจ้าคืองานของพวกเขา! ดังนั้นอย่ากังวลเพราะคนเหล่านี้เข้าใจว่าคนเราไม่สมบูรณ์แบบ เขาเต็มใจช่วยและไม่ตัดสินคุณอย่างแน่นอน แม้ว่าคุณอาจไม่ได้ร่วมนมัสการด้วยกันกับเขา แต่คุณสามารถนัดเพื่อขอคำปรึกษาได้ ดังนั้นอย่ารู้สึกไม่สบายใจ หากต้องคุยกับผู้นำที่ไม่รู้จักมาก่อน


อย่าคิดว่าต้องไปที่พระวิหารของพระเจ้าเพื่อขออภัยหรือต้องมีคนกลางมาเชื่อมคุณกับพระเจ้า พระเจ้าเต็มใจฟังคุณมากพอๆ กับผู้นำเหล่านั้น คุณสามารถกลับใจ สารภาพบาปกับพระเจ้าด้วยตนเองเมื่อพร้อม


 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม. หลังจากคุณกลับใจแล้ว คุณต้องเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ดีของตนเอง ต้องหยุดทำบาปแบบเดียวกับที่ได้สารภาพไป มันยาก แต่เชื่อสิว่าคุณทำได้ อาจใช้เวลานานหน่อยหรือมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่ถ้าคุณมีความตั้งใจจะแก้ไขและกลับใจจริงๆ ก็จะผ่านไปได้อย่างแน่นอน

 สวงหาความช่วยเหลือ. บางทีการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองอาจหนักไป หาความรักของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องผิด เมื่อยอมรับว่าต้องการความช่วยเหลือ พระเจ้าจะพอพระทัยกับความถ่อมตนของคุณ คุณอาจเข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือ ปรึกษาผู้นำทางจิตวิญญาณ คุณสามาถไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีบูชามิสซา เพื่อนมัสการขอบคุณพระเจ้า แล้วปรึกษาบาทหลวงที่นั่น หรือปรึกษา แพทย์หรือนักจิตวิทยาที่คุณคิดว่าช่วยได้ การแสดงหาความช่วยเหลือนอกโบสถ์หรือขอบเขตทางศาสนาไม่ได้ทำให้พระเจ้ากริ้วคุณ พระเจ้ากำลังช่วยคุณผ่านทางทักษะต่างๆ ที่พระองค์มอบให้แก่คนเหล่านั้น
  
แก้ไข่สิ่งผิดอย่างถูกวิธี. สิ่งสำคัญอีกอย่างของการกลับใจคือ คุณต้องแก้ไขสิ่งผิดอย่างถูกวิธี จะขอโทษอย่างเดียวแล้วปล่อยผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ หากคุณขโมยของ คุณต้องสารภาพกับเขาแล้วจ่ายเงินคืนให้ครบ หากคุณโกหกแล้วคนอื่นเดือดร้อนจากคำโกหก คุณต้องชี้แจงว่าความจริงคืออะไร จากนั้นจึงช่วยเหลือบุคคลนั้น หากคุณโกงข้อสอบ คุณต้องบอกอาจารย์ ไปปรึกษาท่านดูว่าท่านเห็นสมควรอย่างไร จงช่วยเหลือคนที่ต้องมารับเคราะห์จากการกระทำของคุณอย่างสุดความสามารถ พระเจ้าจะพอพระทัยกับความพยายามของคุณ


 เรียนรู้จากประสบการณ์. ให้ความบาปที่คุณพยายามกำจัดเป็นบทเรียนสอนใจ เพื่อที่ครั้งต่อไปจะได้ไม่หาทางทำบาปลักษณะเดียวกันอีก การทำผิดช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในชีวิตที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากคุณโกหกว่าไม่ได้โกงข้อสอบและอยากให้ความผิดนั้นมีความหมายจริงๆ ก็อย่าโกหกในเรื่องอื่นอีก

  
ช่วยผู้อื่นไม่ให้ทำผิดแบบคุณ. คุณสามารถใช้ประสบการณ์ของตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้พวกเขาได้เรียนรู้จากคุณ อาจไปเล่าประสบการณ์ให้ฟัง หรือพูดคุยถึงปัจจัยที่ดึงดูดให้คุณทำบาป เช่น คุณเคยติดยาเสพติดมาก่อน คุณก็สามารถไปเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์บำบัดยาเสพติดหรือต่อสู้ในด้านกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนก็ได้

   
3.เปิดใจรับการให้อภัย คือ

 ดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า. หลังจากกลับใจจากบาปแล้ว คุณควรใช้โอกาสใหม่นี้อุทิศตนทำงานรับใช้พระเจ้าให้เป็นที่พอพระทัย ศาสนาต่างๆ มีข้อกำหนดแตกต่างกันในเรื่องนี้ ให้อ่านคัมภีร์ศาสนาและใคร่ครวญว่าคุณรู้สึกอย่างไร หากพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในใจของคุณแล้วพระองค์จะนำทางคุณไปสู่คำตอบเอง

  
เข้าร่วมทำพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเป็นทางการ. การเข้าร่วมกับกลุ่มศาสนาอย่างเป็นทางการป้องกันไม่ให้คุณกลับไปทำบาป อีกทั้งยังทำให้พระเจ้าพอพระทัย เช่น หากคุณเป็นคริสตชนให้รับบัพติศมาหากยังไม่ได้รับ ไปร่วมนมัสการสม่ำเสมอ บริจาคทรัพย์ให้องค์กรที่ช่วยเหลือสังคม พูดคุยกับคนในแวดวงถึงทางของพระเจ้า ช่วยเหลือและรักเพื่อนบ้าน พระเจ้าจะทรงพอพระทัยกับคุณ

  
กระตือรือร้นที่จะปกป้องจิตวิญญาณจากความชั่ว. คุณควรแสวงหาหนทางปกป้องจิตวิญาณของคุณจากความชั่วในอนาคต สารภาพบาปและแก้ไขพฤติกรรมให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จงระมัดระวังสิ่งยั่วยุที่นำคุณไปสู่การทำบาป หยุดสมาคมกับคนที่ไม่ได้หวังดีกับคุณ อ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอและให้พระเจ้าทรงเป็นแสงนำคุณสู่หนทางที่ถูกต้อง

  
ยอมรับว่าอาจทำผิดได้อีก. มนุษย์เราไม่สมบูรณ์แบบและคุณจะทำผิดพลาดอีกแน่นอน พระเจ้ารู้ความจริงข้อนี้ดี หากคุณตระหนักได้แล้วก็ให้ถ่อมใจยอมรับความจริงเสีย อย่าให้ถึงขั้นนอนไม่หลับเพราะกังวลว่าจะทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย สิ่งที่สำคัญสำหรับพระเจ้าคือคุณมีความตั้งใจจะแก้ไขเมื่อคุณพลาดทำบาป

  
ใช้ชีวิตให้ดี. ความบาปคือ ความผิดพลาดที่ชักนำให้เราทำร้ายตนเองและผู้อื่น เมื่อเราตัดสินใจใช้ชีวิตที่ปราศจากบาป ผลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่พระเจ้าพอพระทัยและได้รับชีวิตนิรันด์เท่านั้น แต่ชีวิตจะได้รับการเติมเต็มด้วยความสุขอีกด้วย นี่คือสาเหตุที่ต้องกลับใจ หากคุณกำลังทำให้ตนเองไม่มีความสุข หรือทำร้ายผู้อื่น ให้หยุดทันที เปิดใจยอมรับการให้อภัย ชีวิตจะมีความสุขขึ้นมาก

  
เคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

 -รู้จักให้อภัยตนเอง อย่าตัดสิน เพราะพระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน การให้อภัยเป็นสิ่งพึงกระทำอย่างที่สุด หากเราร้องขอการให้อภัยแต่ไม่ได้แสวงหาการให้อภัยอย่างแท้จริง เราก็จะคิดถึงความบาปนั้นในหัวเรื่อยไป

  
-การให้อภัยของพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด พระเจ้ารักเราเสมอ ไม่มีสิ่งใดมาซ่อนเราจากความรักของพระองค์ได้

  
-เปลี่ยนบรรยากาศ หากสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยหลักในการทำบาปของเรา ให้หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมเหล่านั้น

  
-พระเยซูได้ทุกข์ทรมานเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ทุกข์ทรมานรับโทษแทนมนุษย์เพื่อที่เราจะได้รับการเยียวยาและการเติมเต็ม (อิสยาห์ 53:5) ตอนนี้พระองค์พร้อมให้อภัยเราทุกเมื่อ หากเราต้องการกลับใจจริงๆ หันมาหาพระเจ้าเพื่อรับการให้อภัยเถิด

  
-ระลึกไว้เสมอว่าเราเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินใจ (สวมอาภรณ์ของพระเจ้า) เราอาจต้องการเปลี่ยนเอง ครอบครัวหรือเพื่อนอาจเรียกร้องให้เราเปลี่ยน แต่ท้ายสุดแล้วคนที่ตัดสินใจอุทิศตนเข้าหาพระเจ้าแล้วรับการเปลี่ยนแปลงก็คือตัวเราใจเรานั่นเอง

  
-จงเชื่อว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ ทำไมถึงไม่รอดูล่ะว่าเปลี่ยนได้ไหมหากเรากำลังเสพติดSocial network หรือมีพฤติกรรมที่อยากกำจัดหรือก้าวข้าม จงเชื่อว่าเราจะทำได้ ให้แสวงหาความช่วยเหลือหากต้องการ โดยการให้เวลากับการศึกษาพระคัมภีร์ให้มากกว่าสนใจสังคมออนไลน์ เพราะในพระคัมภีร์ มีคำสอนและปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ดีต่อชีวิตและจิตวิญญาณของเรามากมาย รับรองว่าคุ้มค่าทุกวินาที

  
-สำหรับคาทอลิก: ภาวนาต่อพระแม่มารีย์ ขอให้แม่พระภาวนาต่อพระบุตรเผื่อเรา พระเจ้าทรงฟังคำภาวนาเผื่อคนบาปเสมอ

  
ชวนคิดสะกิดใจ

    ไม่มีใครหรือข้อคิดที่ดีใดๆ ที่จะแก้ไขข้อบกพร่องและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ ถ้าใจของเราไม่พร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงตนเอง

ขอพระเจ้าอวยพรนะคะ

 KC Love God


ที่มาและการอ้างอิง

 biblestudyplanet.com/the-3-steps-of-repentance/
 th.wikihow.com


วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

การกลับใจคือ



การกลับใจหมายถึงอะไร

พระเยซูคริสต์ทรงรับโทษบาปของเราเพื่อเราจะกลับใจได้ การกลับใจคือการเปลี่ยนแปลงในใจและความคิดอันจะนำเราให้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น รวมถึงการหันหลังให้บาปและหันมาหาพระผู้เป็นเจ้าเพื่อการให้อภัย การกลับใจ สิ่งนี้ได้รับแรงผลักดันจากความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าและความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์

การกลับใจคือการเปลี่ยนแปลงท่าที เปลี่ยนวิถีชีวิต การกลับใจยังเป็นเรื่องส่วนตัวอีกด้วยเพราะแต่ละคนก็มีวิถีทางของตนเอง เราต้องปล่อยให้แต่ละคนมีวิถีของตนเองโดยไม่ไปตัดสินบังคับให้เขาต้องทำเหมือนเราทุกอย่าง การกลับใจไม่ใช่การจองหอง การกลับใจจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนใจ แต่ท่าทีของชีวิตก็ต้องเปลี่ยนด้วย นี่คือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจ ในการไม่ดำเนินชีวิตผ่านไปวันๆเหมือนคนทั่วไป


Image result for การกลับใจ คือ
การกลับใจใหม่คืออะไร?

“การกลับใจใหม่” คือการยอมรับว่าตัวเองเป็นคนผิดบาปที่ไม่อาจช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากบาป โทษของบาปและ อำนาจของมันได้เลย จึงขอน้อมใจรับพระคุณและความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการชดใช้บาปของเราด้วยความเชื่อ ผ่านทางการตายของพระเยซูคริสต์!

รม.3:22-25 “คือ​ความ​ชอบ‌ธรรม​ของ​พระ‌เจ้า ซึ่ง​ปรากฏ​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ‌เยซู‌คริสต์​แก่​ทุก‌คน​ที่​เชื่อ โดย​ไม่​ทรง​ถือ‌ว่า​เขา​แตก‌ต่าง​กัน เพราะ‌ว่า​ทุก‌คน​ทำ​บาป และ​เสื่อม​จาก​พระ‌สิริ​ของ​พระ‌เจ้า แต่​พระ‌เจ้า​ทรง​มี​พระ‌คุณ​ให้​เขา​เป็น​ผู้​ชอบ‌ธรรม​โดย​ไม่​คิด​มูล‌ค่า โดย​ที่​พระ‌เยซู​คริสต์​ทรง​ไถ่​เขา​ให้​พ้น​บาป​แล้ว พระ‌เจ้า​ได้​ทรง‌ตั้ง​พระ‌เยซู​ไว้​ให้​เป็น​เครื่อง​บู‍ชา​ไถ่​บาป​ โดย​พระ‌โล‍หิต​ของ​พระ‌องค์ ความ​เชื่อ​จึง​ได้​ผล ทั้ง‌นี้​เพื่อ​แสดง​ให้​เห็น​ความ​ชอบ‌ธรรม​ของ​พระ‌เจ้า ใน​การ​ที่​พระ‌องค์​ได้​ทรง​อด‌กลั้น​พระ‌ทัย และ​ทรง‌ยก​บาป​ที่​ได้​ทำ​ไป​แล้ว​นั้น”

 อฟ.2:8 “เพราะ‌ว่า ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ‌คุณ​โดย​ทาง​ความ​เชื่อ ความ​รอด​นี้​ไม่​ใช่​มา​จาก​ตัว​ท่าน แต่​เป็น​ของ​ประ‍ทาน​จาก​พระ‌เจ้า”

ความเชื่อและการกลับใจจึงเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้เลย (มก.1:14-15;กจ.20:20-21;1ธส.1:8-9)

และหลักฐานที่บ่งบอกว่าบุคคลนั้นกลับใจจริง ๆ ก็คือ การที่เขาหันหลังกลับจากบาป เกลียดบาป และนอบน้อมถ่อมใจ ยอมติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อฟังและวางใจ!

ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ล้วนประกาศให้คนสำนึกบาปและกลับใจใหม่  เพื่อพระเจ้าจะอภัยบาปแก่ทั้งแต่ละตัวบุคคลและประชากรทั้งหมดของพระองค์ และจะทรงรักษาและอวยพรแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่ (2พศด.6:26-27;7:14;อสย.55:6-7;ยรม.31:18-19;อสค.18:21;มลค.3:6-7;มธ.11:20-24;ลก.15:7;กจ.3:19; 8:22-24;14:15;26:19-20;วว.9:20-21)

และเป็นไปได้ว่า บางครั้งเราอาจต้องถูกทำให้เจ็บปวดและเสียใจเพื่อจะได้สำนึกตนและกลับใจใหม่ (2คร.7:9-10;โยบ.42:1-6;สดด.51:1-17)

คนที่กลับใจใหม่ จะยุติการพึ่งพาตัวเองในการกระเสือกกระสนหาความรอด แต่เขาจะขอรับพระเมตตาและมอบชีวิตแด่พระเจ้า โดยติดตามพึ่งพิงในพระองค์ตลอดไป !

เขาจะไม่เพียงรู้สึกโศกเศร้าเสียใจในความผิดของตนแค่นั้น แต่เขาจะยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และเขาจะเกลียดชังความบาปโดยไม่กลับไปทำบาปเดิมนั้นซ้ำอีกเลย เพราะสำนึกว่า การกระทำเช่นนั้นจะทำให้พระเจ้าเสียพระทัย

คนที่กลับใจใหม่อย่างแท้จริงจะมีหลักฐานปรากฏให้ประจักษ์อย่างชัดเจน!

วันนี้คุณกลับใจใหม่แล้วหรือยัง? และชีวิตของคุณได้สำแดงอะไรเป็นหลักฐานยืนยันถึงการกลับใจนั้นผ่านคำพูดและการกระทำของคุณแล้วบ้าง?

churchofjoy.net


ชวนคิดสะกิดใจ

    นักบุญยอห์นสอนเราว่า “จงพยายามทำตามตัวอย่างที่ดี คนที่ทำความดีมาจากพระเจ้า” (3 ยน 1:11) เป็นความจริงทีเดียวที่มีหลายคนด้วยแบบอย่างในชีวิตของเขา ทำให้เราได้เห็นพระเยซูเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา


วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

“อิจฉาริษยา”



ในชีวิตของเรา เรามักจะหัวเสียเมื่อเห็นคนอื่นๆโชคดีกว่าตัวเรา คิดให้ดีๆแล้วยอมรับความจริง นี้คือสิ่งที่เรียกว่า “อิจฉาริษยา” ใช่ไหม แต่ทำไมจึงทำให้เราเกิดความอิจฉาคนอื่นเล่า


เหตุผลหนึ่งก็คือ เรามักจะคิดว่าตัวเรานี้ “ดีกว่า” คนอื่น หรือ ยิ่งกว่านั้น เราเองมักจะคิดว่าเราดีกว่าสิ่งที่ตัวเราเองเป็นหรือมีด้วยซ้ำไป เช่น เก่งกว่า รวยกว่า ทำอะไรได้มากกว่า ทั้งๆทีเราทำไม่ได้ถึงขั้นนั้น

หยุดการเปรียบคนเองกับผู้อื่น แต่ให้เรายอมรับตนเองอย่างที่เป็น และปฏิบัติตามแนวทางที่นักบุญเปาโลสอนเราไว้คือ “แต่ละคนจงพิจารณาการกระทำของตน แล้วจะภูมิใจในตนเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น” (กาละเทีย 6:4)

นี่แหละที่ทำให้เราวิจารณ์คนอื่น ว่าคนอื่น ดูถูกคนอื่น ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้ใช้มาตรฐานของพระเจ้าในการตัดสินคนอื่น เราใช้มาตรฐานของเราเอง เราเอาตัวเองเป็นตาชั่งสำหรับคนอื่น

ใครจะไปรู้ถึงแผนการของพระเจ้า ความสามารถที่เราคิดว่าเรามีมากกว่าคนอื่นนั้น อาจจะไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า นักบุญเปาโลเตือนใจเราได้อย่างตรงประเด็นที่สุด เมื่อท่านกล่าวว่า “แต่พระเจ้าทรงเลือกสรรคนโง่เขลาในสายตาของโลกเพื่อให้คนฉลาดต้องอับอาย และพระเจ้าทรงเลือกสรรสิ่งต่ำช้าน่าดูหมิ่นไร้คุณค่าในสายตาของชาวโลกเพื่อทำลายสิ่งที่โลกคิดว่าสำคัญ” (1โครินธ์ 1:27-28)

ความ​อิจฉา​ริษยา​เป็น “การ​กระทำ​ที่​เกิด​จาก​ความ​ปรารถนา​ของ​กาย​ที่​มี​บาป” ที่​เราชาวคริส​ทุก​คน​ควร​พยายาม​เอา​ชนะ. (กลา. 5:19-21) ถ้า​เรา​ไม่​ปล่อย​ให้​ความ​อิจฉา​ริษยา​ครอบ​งำ​เรา ชีวิต​เรา​ก็​จะ​มี​ความ​สุข​มาก​ขึ้น​และ​ทำ​ให้​​พระ​บิดา​ของ​เรา​พอ​พระทัย.

ฝึกตนเองให้เป็นคน  รู้จักชื่นชมยินดี “จง​ชื่นชม​ยินดี​กับ​ผู้​ที่​ชื่นชม​ยินดี.” (โรม 12:15) พระ​เยซู​ทรง​ชื่นชม​ยินดี​เมื่อ​เหล่า​สาวก​ประสบ​ความ​สำเร็จ และ​พระองค์​ทรง​ชี้​ว่า​พวก​เขา​จะ​ทำ​งาน​ประกาศ​ให้​สำเร็จ​ได้​มาก​ยิ่ง​กว่า​พระองค์. (ลูกา 10:17, 21; โย. 14:12) เรา​มี​เอกภาพ​ใน​ฐานะ​ผู้​รับใช้​ของ​พระ​ยะโฮวา. ด้วย​เหตุ​นั้น ความ​สำเร็จ​ของ​ใคร​ก็​ตาม​ใน​หมู่​พวก​เรา​นับ​เป็น​พระ​พร​สำหรับ​ทุก​คน. (1 โค. 12:25, 26) ดัง​นั้น เรา​น่า​จะ​ชื่นชม​ยินดี​แทน​ที่​จะ​รู้สึก​อิจฉา​เมื่อ​คน​อื่น​ได้​รับ​หน้า​ที่​รับผิดชอบ​มาก​กว่า​มิ​ใช่​หรือ?

อีกทางหนึ่งก็คือ การต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งอยู่ในระบบของโลกนี้ พระคัมภีร์บอกว่า เรากำลังทำงานให้กับพระเจ้า ก็ขอบคุณพระเจ้า


หน้าที่ของเรา อันดับแรกคือระงับ จัดการ กำจัด ตรึงความรู้สึกของกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ให้อยู่หมัดให้ได้ และที่เหลือพระเจ้าจะนำพาเราผ่านไปเอง ให้ถวายเกียรติพระองค์ในทุกแง่มุม ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า จะตรึงกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ที่ไม้กางเขนทุกวัน และขอพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราใหม่ ให้เราเป็นเหมือนพระองค์ทุกวัน ให้เราดำเนินโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ตัดสินใจ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา ไม่ใช่โดยความคิดเก่าๆ ของกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ชีวิตจึงแตกต่างกับคนที่อยู่ในโลกนี้ ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ให้เราอธิษฐานทุกๆวันนะคะ


วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

มิสซังหรือสังฆมณฑล มีที่มาอย่างไร



เรื่องที่น่า(จะต้อง)รู้ของคริสตชน

ในเวลานี้พระศาสนจักรของเรากำลังเน้นเรื่องสำคัญที่ได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 เป็นต้นมา นั่นคือเรื่องกฤษฎีกา “ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” ที่ออกมาหลังการสมัชชาใหญ่ปีค.ศ.2015 แต่ก่อนที่เราจะพิจารณาความหมายของกฤษฎีกานี้ พ่ออยากให้เราย้อนไปดูเส้นทางการประกาศข่าวดีในดินแดนสยาม เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของพระศาสนจักรในประเทศไทยของเราเสียก่อน ศาสนาคริสต์มาถึงประเทศไทยได้กว่า 450 ปีมาแล้วในปี ค.ศ. 1567 โดยมิชชันนารี 2 ท่าน คณะดอมินิกันชาวโปรตุเกส คือ
- คุณพ่อ เยโรนีโม ดา ครูส
- คุณพ่อ เซบาสตีอาว โด กันโต
ถือเป็นการประกาศศาสนาอย่างเป็นทางการ คุณพ่อดา ครูส ได้ถูกหอกแทงตายเป็นมรณะสักขี ในตอนนั้นท่านได้มาที่อยุธยาและมีคนกลับใจเยอะตามที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดมีการเบียดเบียนศาสนา ทำให้การประกาศศาสนาชะงักไม่เป็นผลเท่าที่ควร จนกระทั่งในปี1658 จึงได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการโดย
-พระสังฆราชฟรังซัวส์ ปัลลือ ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังตังเกี๋ย
-พระสังฆราชปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังโคชินจีน
โดยในตอนแรกยังไม่ได้เป็นประมุข ยังไม่ใช่มิสซัง เป็นเพียงเขตปกครองของวาติกัน พระศาสนจักรส่วนกลาง
จนในปีค.ศ. 1669
• ประกาศแต่งตั้งมิสซังสยาม โดยมี คุณพ่อหลุยส์ ลาโน เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาปกครอง
• 25 มี.ค. 1674 คุณพ่อหลุยส์ ลาโน ได้อภิเษก เป็นพระสังฆราชเป็นประมุขมิสซังสยามท่านแรก
• มิสซังสยามสมัยนั้นมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ คือ สยาม ลาว แหลมมาลายู เกาะสุมาตรา และพม่าตอนใต้
การประกาศแต่งตั้งนี้หมายความว่ามีความเป็นอิสระมากกว่าเดิมที่เป็นเพียงเขตปกครอง
• ค.ศ. 1838 พระสังฆราชฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระสังฆราชผู้ช่วย
• ปี 1841 แยกมิสซังสยามเป็น 2 เขต คือ
1.เขตตะวันออก ประกอบด้วย สยาม และ ลาว มีพระสังฆราชปัลเลอกัวเป็นประมุข
2. เขตตะวันตก ประกอบด้วย มาลายู เกาะสุมาตรา และภาคใต้ของพม่า มีพระสังฆราชกูร์เวอซี เป็นประมุข
• ค.ศ. 1899 มิสซังลาวแยกจากมิสซังสยาม โดยมี เขตปกครอง อยู่ในภาคอีสานของสยามและในประเทศลาว
ในสมัยของพระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์ โดยมีพระสังฆราชมารีย์ ยอแซฟ กืออ๊าส เป็นประมุขมีสำนักกลางอยู่ที่หนองแสง
• 1923 สันตะสำนักได้แนะนำให้มีการแบ่งมิสซัง พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส จึงเสนอให้แบ่งมิสซังสยามเป็น 3 มิสซัง คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และราชบุรี-ชุมพร โดยมิสซังราชบุรี-ชุมพร มอบให้คณะซาเลเซียนดูแล
ในปี 1928 ต่อมาปี 1941 จึงได้รับการตั้งเป็นมิสซังราชบุรี มีพระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี
• และในปี 1924 มิสซังสยามได้เปลี่ยนชื่อเป็นมิสซังกรุงเทพฯ
• 1944 มิสซังจันทบุรี ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มีพระสังฆราชยาโกเบ แจง เกิดสว่าง เป็นประมุข และเป็นพระสังฆราชชาวไทยองค์แรกด้วย
18 ธันวาคม ค.ศ. 1965 (หลังการประกาศสังคายนาวาติกันที่2) สันตะสำนักได้แต่งตั้งและแยกการปกครองพระศาสนจักรไทยเป็น 2 สังฆมณฑลนคร(หรืออัครสังคมณฑล) คือ

1.สังฆมณฑลนครแห่งกรุงเทพฯ โดยมีพระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วย สังฆมณฑลราชบุรี สังฆมณฑลจันทบุรี และ สังฆมณฑลเชียงใหม่

2.สังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง โดยมีพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วยสังฆมณฑลอุดรธานี สังฆมณฑลอุบลราชธานี และ สังฆมณฑลนครราชสีมา

เป็นที่น่าแปลกอยู่สักหน่อยตรงที่สังฆมณฑลนครราชสีมาในเรื่องของกฏหมายนั้นขึ้นอยู่กับสังฆมณฑลกรุงเทพ แต่กลับเป็นมิสซังลูกของสังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง ในปัจจุบันนี้ทางการรับรองเพียงสังฆมณฑลกรุงเทพและสังฆมณฑลท่าแร่เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

- สังฆมณฑลนครสวรรค์ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1967
- สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1969 (ทั้ง 2 สังฆมณฑลเป็นกลุ่มของสังฆมณฑลนครแห่ง กรุงเทพฯ)

ดังนั้นทั้งหมดเราจึงมี10สังฆมณฑล โดย6สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของกรุงเทพ และอีก4สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของท่าแร่ ในปัจจุบันนี้มีเพิ่มขึ้นมาอีก1สังฆมณฑล เป็นสังฆมณฑลที่11 คือเชียงรายที่ทางสันตะสำนักได้รับรองแล้ว รอการแต่งตั้งพระสังฆราชจากทางกรุงโรมแล้วจึงจะมีการประกาศมิสซังเชียงรายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง การแบ่งสังฆมณฑลออกเป็นส่วนย่อยๆ ก็เพื่อช่วยให้การดูแล ปกครองทำได้ง่ายขึ้น เป็นการแบ่งเพื่อให้เจริญเติบโต



จากตัวเลขสถิตินี้ ในขณะที่เมืองไทยเรามีประชากรทั้งหมดประมาณ68ล้านคนแล้ว จำนวนคาทอลิกเราคิดเป็นประมาณ0.5% และถ้ารวมกับพี่น้องโปรเตสแตนต์ และนิกายอื่นๆด้วยก็จะมีจำนวนประมาณ6-7แสนคน หรือประมาณ1% ของประชากรไทยทั้งหมด

 คำว่าพระสงฆ์นักบวชคือเป็นพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วย พระสงฆ์คือผู้ที่ได้รับศีลบวช ส่วนนักบวชนั้นจะมีคณะนักบวช มีผู้ตั้งคณะของเขาเอง เช่นคณะพระมหาไถ่ คำว่าพระสงฆ์นักบวชก็คือ เป็นทั้งพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วยไม่ได้สังกัดสังฆมณฑล จากข้อมูลที่พ่อได้ให้พวกเราได้เห็นเส้นทางในอดีตที่ล่วงเลยมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อดาครูสเป็นต้นมา ผ่านมาแล้วกว่า450ปี คาทอลิกเรามีจำนวนแค่นี้ คือมีกันอยู่ประมาณ380,000คน คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายเพื่อจะทำให้ข่าวดีแห่งความรอด ทำให้ศิษย์พระคริสต์ประกาศข่าวดีได้เกิดผลอย่างแท้จริง

หลังจากเมื่อ350ปีที่แล้วที่มีคณะมิสซังต่างประเทศได้เข้ามาจัดสังคายนาสมัชชาครั้งที่1ของประเทศไทย มีสมาชิกของสมัชชา8คน มีการตั้งบ้านเณรยอแซฟหรือบ้านเณรใหญ่ขึ้น และเมื่อปีค.ศ.2015 จึงได้มีการสังคายนาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รับรองโดยสันตะสำนัก โดยก่อนทำสมัชชานี้ออกมา ได้มีการออกแบบฟอร์มสำรวจข้อมูลเมื่อปีค.ศ.2013-14 แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้จากพี่น้องมานั้นไปวิเคราะห์ พิจารณา และได้พบว่าสิ่งที่ทำให้พระศาสนจักรของเราอ่อนแอลงเพราะปัจจุบันนี้กระแสโลกียะนิยมเป็นกระแสที่แรงมาก คือความเจริญ ความวุ่นวายทางโลก โลกียะคือตามประสาโลก โลภ โกรธ หลง กระแสของทรัพย์สมบัติ วัตถุ ที่เข้ามาอย่างมากมาย จนกระทั่งทำให้คนไม่สนใจศาสนา ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะคาทอลิกแต่เป็นในทุกศาสนา

จากปัจจุบันนี้ประชากรโลกที่มีทั้งหมดประมาณ7พันล้านคน มีประมาณ1พันล้านคนที่ไม่สนใจ ไม่มีศาสนา จากกระแสโลกียะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราวิเคราะห์และปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร กฤษฎีกาของเราจับจุดตรงนี้ว่าสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้สามารถต่อสู้กับกระแสโลกียะนี้ได้นั้น ต้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนให้เข้มแข็ง และทำให้คนอื่นได้รู้จักความรักของพระเป็นเจ้าด้วยชีวิตของเรา ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันตามฐานะของแต่ละคนที่มีอยู่ พ่อเป็นพระสงฆ์ก็มีหน้าที่ของพระสงฆ์ พวกเราเป็นฆราวาสก็มีหน้าที่ของฆราวาส การประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของเราทุกคน โดยเริ่มจากคนในบ้านของเราก่อน แล้วจึงขยายออกไปข้างนอก ดังนั้นการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนนี้จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในกฤษฎีกาที่จะทยอยออกมาเรื่อยๆ ส่วนจะฟื้นฟูอย่างไร อะไรบ้างก็จะค่อยๆมีแผนงานออกมาเป็นขั้นตอน

แบ่งปันโดยคุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560


ข้อคิดหนุนใจประจำวัน ทำไมการเชื่อฟังจึงเหนือกว่าอารมณ์เสมอ

  คุณไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าทุกอย่างจะดูสมบูรณ์แบบหรือรอให้ มี อารมณ์รู้สึกตื่นเต้นกระตือรือร้นเสียก่อนจึงจะเชื่อฟังพระเจ้า จงลงมือทำตามที่พระ...