วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

พระเจ้าทรงห่วงใยเรา


พระเจ้าทรงห่วงใยเรา
เมื่อเราอ่อนแอ
 พระเจ้าทรงทราบความอ่อนแอ  และความทุกข์ยากของเราที่กำลังเกิดขึ้น
พระองค์ทราบว่าเรากำลังประสบปัญหาอะไร
พระองค์เข้าใจความเจ็บปวดและความกลัวของเรา
พระองค์ไม่ทอดทิ้งเราและไม่ลืมเรา
พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า  ได้รับความทุกข์ยากทรมานมาแล้วด้วยพระองค์เอง
และพระองค์เองได้มาเพื่อจะเสริมกำลังและช่วยเราในยามทุกข์ยากแสนเข็ญ
เชิญฟังพระสุรเสียงของพระองค์
พระองค์ทรงเข้าใจเรา

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์  พระองค์ทรงห่วงท่านทั้งหลาย (1เปโตร 5:7)

ขอเชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า  พระเจ้าประเสริฐ  คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข (สดุดี 34:8)

พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ  และทรงช่วยผู้ที่จิตใจสำนึกผิด (สดุดี 34:18)

เพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานและถูกลองใจ  พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกลองใจได้ (ฮีบรู 2:18)

เมื่อเราเกิดความกลัว
บางทีเราอาจมีความสงสัยว่า  ความเจ็บปวดของเราช่างสาหัสอะไรเช่นนี้
เราอาจจะหวาดกลัวต่อสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือเราได้พบกับมันเข้าแล้วก็ได้
เราอาจหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  กลัวอนาคตข้างหน้า  กลัวสารพัดสิ่งที่จะเกิดขึ้น
หรือเราอาจจะกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ที่เรารัก  กลัวสิ่งที่เลวร้ายจะเกิดกับตัวเราเอง
พระเจ้าทรงเข้าใจความกลัวของฉันหรือ?
พระองค์ห่วงใยเมื่อฉันเกิดความกลัวหรือ?
แน่นอน  พระองค์ทรงห่วงใย
เพราพระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า  จะไม่ทรงทอดทิ้งเรา  ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด
อนาคตอาจจะไม่แน่นอน
แต่พระสัญญาของพระเจ้าแน่นอน
อย่าให้เราเกิดความกลัวโดยไม่ทราบสาเหตุ  มาทำลายความเชื่อมั่น ไว้วางใจไปจากเรา

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด  อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย...  เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์  พระเจ้าของท่าน  พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6)

เมื่อเราท้อแท้ใจยามเจ็บป่วย
โรงพยาบาล  ตลอดจนสถานพยาบาลต่าง ๆ  เป็นสถานที่ที่จำเป็นสำหรับคนป่วยที่ต้องการ
แต่ก็ไม่เหมือนบ้านของเรา
สิ่งที่เราเคยทำก็ไม่อาจทำได้ตามปกติ
ความสะดวกสบายแบบที่อยู่ในบ้านไม่มีอีกต่อไป  และมีบางคนที่เราไม่รู้จัก  บอกให้เราทำอย่างนี้  ไม่ให้ทำอย่างนั้น
เรารู้สึกเหมือนว่าเราถูกขังไว้
เราเจ็บปวด  เราร้องไห้ เราทำอะไรไม่ถูก
และเราก็ไม่ทราบด้วยว่า  เป็นเวลานานสักเท่าใด  ก่อนที่จะหายไปเป็นปกติเหมือนเดิม
แต่พระเจ้าเข้าใจทุกอย่างดี  และทรงปรารถนาให้เรามีความจริงใจและสัตย์ซื่อต่อพระองค์  พระองค์ไม่ปรารถนาให้เราซ่อนความรู้สึก  แท้จริงของเรา
แต่พระองค์ปรารถนาให้เราทูลทุกสิ่งต่อพระองค์
พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงฟังเรา

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
 กวางกระเสือกกระสนหาลำธาร ที่มีน้ำไหลฉันใด
ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น
จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
เมื่อไรข้าพระองค์จะได้มาเห็นพระพักตร์พระเจ้า ข้าพระองค์กินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันคืน
ขณะที่คนพูดกับข้าพระองค์ วันแล้ววันเล่าว่า "พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน"
จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่
ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก
ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า
กลางวันพระเจ้าทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์
และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้า เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า
(สดุดี 42:1-3,5,8)

 เมื่อเรารู้สึกอ้างว้าง
บางคนอยู่อย่างโดดเดี่ยว  มีชีวิตอยู่ตามสบาย  ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนอะไรเลย  เพราะไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเขา
เราอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้  หรือเราอาจจะเป็นเช่นนั้นเวลานี้ก็ได้
เราคาดว่าหลายคนจะมาเยือน  แต่ไม่มีใครมาสนใจ
หรือหากว่ามีใครมาจริง ๆ  ก็ยังอีกหลายเวลาที่เราอยู่ตามลำพัง
เรารู้สึกเจ็บปวดเมื่ออยู่ตามลำพัง
เป็นความเจ็บปวดเช่นเดียวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น  หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป
แต่พระเจ้าทรงเข้าใจความเจ็บปวดเหล่านี้  และทรงห่วงใยเรา
ทรงปรารถนาจะช่วยเราท่ามกลางความอ้างว้างของเรา
ทรงปรารถนาให้เรารู้จักพระองค์ในฐานะพระสหาย
เราอาจมีความอ้างว้างที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ
แต่ถ้าหากพระเจ้าทรงเป็นสหายของเราแล้ว  เราจะไม่มีวันอ้างว้างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
เพราะพระองค์สถิตอยู่กับเราเสมอ

พระคัมภีร์กล่าวว่า...
 ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย  อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย" (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:8)

เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า" (โยชูวา 1:9)

เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้เกียรติเขา (สดุดี 91:15)

อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา (อิสยาห์ 41:10)

.followhissteps.com



วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การวางใจในพระเจ้า

เมื่อพระเจ้านำเราไปเผชิญกับสิ่งใด
พระเจ้าจะนำเราผ่านสิ่งนั้นด้วย

ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร
อาจเป็นความผิดหวัง

ปัญหา อุปสรรค์ หรืออะไรก็ตาม

การวางใจในพระเจ้า

 พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา  คือการที่มีผู้หนึ่งที่สามารถไว้วางใจได้  ในทุกสิ่งทุกอย่าง  โดยปราศจากข้อแม้


  พระเจ้า  คือผู้ที่ท่านสามารถไว้วางใจ  ท่านสามารถเปิดเผยความในใจในทุกสิ่งทุกอย่าง  เชื่อมั่นว่าผู้ที่ท่านวางใจนั้น  จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง  หรือทอดทิ้งท่านไป
  
พระองค์ทรงสัญญาว่า  จะไม่ลืมท่านหรือทอดทิ้งท่าน  หรือทำให้ท่านผิดหวัง


 พระองค์พร้อมที่จะฟังปัญหาของท่าน  เมื่อท่านทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์

 พระเจ้าพร้อมที่จะเป็นเพื่อนของท่าน  ปรารถนาให้ท่านวางใจในพระองค์  จนหมดสิ่นทุกสิ่งทุกอย่าง
  
พระคัมภีร์กล่าวว่า...

 "และจงร้องทูลเราในวันทุกข์ยากลำบาก เราจะช่วยกู้เจ้า และเจ้าจะถวายพระสิริแก่เรา" (สดุดี 50:15)


 เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์

ในพระเจ้า ผู้ที่ข้าพระองค์สรรเสริญ พระวจนะของพระองค์


ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว


เนื้อหนังจะกระทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้


(สดุดี 56:3,4)


 พระเจ้าทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า (สดุดี 27:1)

 พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งของคนที่ถูกกดขี่

ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งในเวลายากลำบาก


บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ ก็วางใจในพระองค์


ข้าแต่พระเจ้าเพราะว่าพระองค์มิได้ทรงทอดทิ้งบรรดาผู้ที่เสาะแสวงหาพระองค์


(สดุดี 9:9,10)


 ความรักของพระเจ้า
 มื่อท่านวางใจพระเจ้าอย่างจริงใจ  ท่านจะเกิดความมั่นใจว่าความรักของพระเจ้า จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง  ไม่มีอะไรมาพรากความรักของพระเจ้าไปจากท่าน

  
สถานการณ์ต่าง ๆ อาจทำให้ท่านรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง  แต่ขอให้ท่านรู้ว่าพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งท่านเลย


 ท่านอาจจะลืมนึกถึงการทรงสถิตอยู่ และความรักของพระเจ้า  เมื่อท่านเกิดเจ็บป่วยหรือกำลังเผชิญความหวาดกลัว
  
แต่ความรักของพระเจ้าสถิตอยู่กับท่านเสมอ

  
สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักและการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าได้

  
ถึงแม้ว่าตัวท่านอาจเปลี่ยนไปเพราะความหวั่นไหว


 พระเจ้ายังคงสัตย์ซื่อและมีความรักมั่นคงเป็นนิตย์
  
พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง

  
พระเจ้าทรงเหมือนเดิม เป็นนิตย์นิรันดร์


พระคัมภีร์กล่าวว่า...

 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า  พระองค์ประเสริฐและทรงพร้อมที่จะประทานอภัย  อุดมด้วยความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ร้องทูลพระองค์ (สดุดี 86:5)

  
แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า  จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบ  แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชียเหลือล้น โดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย  เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาฑูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใด ๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น  จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า  ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (โรม 8:35,37-39)

   followhissteps.com



จงวางใจ ด้วยการระวังสิ่งที่จะเข้ามาสู่ใจเราให้ดีๆ เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ (สภษ.4:23) น้ำในมหาสมุทรที่มากมายไม่สามารถทำให้เรือจมได้ หากแต่น้ำที่รั่วเข้ามาในเรือต่างหากที่จะทำให้เรือจมลง เช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้เราล้มลงได้ แต่สิ่งที่เรายอมเอาเข้ามาในใจต่างหากละที่จะทำให้เราล้มลง ...!

ความกลัว ... เกิดเพราะเราคิดมาก
ความวิตก ... เกิดเพราะเราคิดเย่อะ
ความเครียด ... เกิดเพราะเราคิดไปเรื่อย
ไม่มีอะไรจะดีขึ้น แต่ตัวเราเองจะกลับแย่ลง เช่น ร่มไว้กางกั้นฝนไม่หยดลงที่หัวเรา แต่ไม่ได้กางเพื่อให้ฝนหยุด ... พระคุณพระเจ้าไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป หากแต่เป็นกำลังและสติปัญญาให้เราที่จะเข้มแข็ง มั่นคง ไม่ยอมแพ้เพื่อจะนำพาเราให้ผ่านพ้นเรื่องราวในวันนี้ไปได้ ... สิ่งที่ต้องทำคือ 'จงรักษาความเชื่อไว้' แล้วพระเจ้าจะทรงรักษาชีวิตเราไว้ในสวัสดิภาพที่มั่นคงเอง (อสย.26:3, 2ทธ.2:12, 4:6-8)

ขอมอบให้กับทุกๆดวงใจที่รักและเชื่อมั่นในพระองค์
KC LOVE GOD

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

คำถามเกี่ยวกับแต่งงานกับคู่สมรสที่ไม่ใช่คาทอลิก ที่นี่มีคำตอบคร่าวๆ


แต่งงานกับคู่สมรสที่ไม่ใช่คาทอลิก
แนวทางที่พระศาสนจักรแนะนำในสถานการณ์ที่แตกต่าง

การสมรสต่างความเชื่อ
สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนในความหมายของคำว่า “การสมรสต่างความเชื่อ” ซึ่งการให้คำจำกัดความนั้นหากไม่พิจารณาดี ๆ อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้ในภายหลัง สำหรับการสมรสต่างความเชื่อนั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.    การสมรสของคาทอลิกกับคริสตชนอื่น (Mixed Marriage) ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “การสมรสผสม” เป็นการสมรสระหว่างคริสต์ศาสนา (Inter Church) คือ การสมรสที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นคาทอลิกกับอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นคริสตชนที่ได้รับศีลล้างบาปอย่างถูกต้องแต่ไม่ใช่คาทอลิก
2.    การสมรสของคาทอลิกกับผู้ไม่เป็นคริสตชน (Disparity of Cult) ที่เรียกกันว่า “การสมรสของผู้มีวัฒนธรรมทางความเชื่อที่แตกต่างกัน หรือการสมรสแบบต่างฝ่ายต่างถือศาสนาของตนเอง” คือ “การสมรสระหว่างศาสนา” (Inter Religious) หมายความว่า มีฝ่ายหนึ่งเป็นคาทอลิกกับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับศีลล้างบาป ซึ่งจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

2.    การสมรสของคาทอลิกกับคริสชนอื่น (Mixed Marriage)
“ถ้าไม่มีอนุญาตอย่างแจ้งชัดจากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ห้ามการสมรสระหว่างผู้รับศีลล้างบาปสองคน โดยที่ฝ่ายหนึ่งได้รับศีลล้างบาปในคริสต์ศาสนาจักรคาทอลิก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่สังกัดศาสนาจักร” (มาตรา 1124)
เงื่อนไขสำหรับการขออนุญาต : ฝ่ายคาทอลิกยืนยันว่า จะหลีกเลี่ยงอันตรายต่อการเสียความเชื่อคาทอลิก และสัญญาว่า จะอบรมและให้การศึกษาแบบคาทอลิกแก่บุตร ส่วนฝ่ายที่ไม่ใช่คาทอลิก ก็ต้องรับรู้ถึงข้อบังคับ หน้าที่และคำสัญญาของฝ่ายคาทอลิก พร้อมทั้งยอมรับที่จะเคารพสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายคาทอลิก และที่สำคัญทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายและอัตลักษณ์ของการสมรส (มาตรา 1125)

 การสมรสของคาทอลิกกับผู้ไม่เป็นคริสตชน (Disparity of Cult)
เงื่อนไขของการให้ข้อยกเว้นจากข้อขัดขวางของการสมรสแบบต่างฝ่ายต่างถือนั้น เป็นเช่นเดียวกันกับการสมรสกับผู้รับศีลล้างบาปแต่ไม่ใช่คาทอลิกแต่เข้มงวดกว่า และการให้ข้อยกเว้นควรจะพิจารณาอนุญาตอย่างเข้มงวดเป็นการณี ๆ ไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องรักษารูปแบบการสมรสไว้เพื่อให้การสมรสนั้นถูกต้อง และที่สำคัญเป็นการช่วยเหลือทางด้านจิตใจที่มีต่อคู่สมรสและบุตรของพวกเขา (มาตรา 1128)

สถานที่สำหรับการสมรสของคาทอลิกกับคริสตชนอื่นหรือกับผู้ที่ไม่ได้เป็นคริสตชน
การสมรสระหว่างคาทอลิกด้วยกัน หรือระหว่างคาทอลิกฝ่ายหนึ่งกับผู้รับศีลล้างบาปที่ไม่ใช่คาทอลิกอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องประกอบพิธีสมรสในโบสถ์ของตน จะประกอบพิธีสมรสในโบสถ์อื่น หรือในวัดน้อยก็ได้ นอกจากนั้นยังสามารถประกอบพิธีสมรสในสถานที่อื่นที่สะดวกก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาติจากผู้ใหญ่ท้องถิ่นเสียก่อน
เช่นเดียวกันการสมรสของคาทอลิกกับผู้ที่ไม่เป็นคริสตชน พิธีสมรสต้องกระทำในโบสถ์คาทอลิกหรือสถานที่เหมาะสมก็ได้(มาตรา 1118 วรรค 3) แต่ต้องกระทำต่อหน้าศาสนบริกร ในขณะเดียวกันก็ต้องมีพยานสองคนด้วย จึงจะถือว่าถูกต้อง และพิธีดังกล่าวนี้ จะต่อเติมพิธีกรรมทางศาสนาของฝ่ายที่ไม่ใช่คาทอลิกเข้าไปด้วยไม่ได้(มาตรา 1127)

คู่สมรสของข้าพเจ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาหรือต้องมาเป็นคาทอลิกหรือไม่?
คำตอบง่าย ๆ คือ “ไม่”  อันที่จริงแล้วมันค่อยข้างจะผิดที่บังคับให้คู่สมรสเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิกเพียงเพื่อแต่งงานกับท่าน สิ่งที่พระศาสนจักรเรียกร้องจากคู่สมรสของท่านมีเพียงการไม่ต่อต้านการประกาศความเชื่อของท่าน และการอบรมเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตขึ้นในพระศาสนจักรคาทอลิก “เพราะสามีที่ไม่ใช่คริสตชนได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า โดยทางภรรยา และภรรยาที่ไม่ใช่คริสตชน ก็ได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า โดยทางสามีคริสตชน (เทียบ 1คร 7:14)
แต่จะเป็นความยินดีที่ยิ่งใหญ่สำหรับฝ่ายคริสตชนและสำหรับพระศาสนจักร ถ้า “ฝ่ายที่ได้รับเจิม” สามารถทำให้คู่ของตนกลับใจอย่างอิสระมาสู่ความเชื่อคริสตชน(เทียบ 1คร 7:16) ความรักจริงใจของคู่สามีภรรยา การปฏิบัติที่สุภาพถ่อมตน ความอดทนของคุณธรรมทางการครองเรือน และการอธิษฐานที่สม่ำเสมอ สามารถตระเตรียมคู่สามีหรือภรรยาที่ไม่เชื่อให้รับพระหรรษทานมาสู่การกลับใจ (CCC 1638)

การแต่งงานที่ผสมผสานกัน
    การแต่งงานผสม คือ การแต่งงานระหว่างคริสตชนคาทอลิก กับผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปที่ไม่ใช่คาทอลิก
    การแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ คือ การแต่งงานระหว่างคาทอลิกและผู้ที่นับถือศาสนาอื่น
    แผ่นพับนี้จะช่วยตอบคำถามท่านได้ แต่สิ่งสำคัญคือท่านจะต้องปรึกษาพระสงฆ์เมื่อท่านพร้อมโดยเร็วที่สุด การอนุญาตอย่างถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทางวัดที่จะบันทึกการแต่งงานของท่านไว้เป็นเอกสารสำคัญ

ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับผู้ไม่ใช่คริสตชนในวัดคาทอลิกหรือไม่?
    ได้ อันที่จริงแล้ว พระศาสนจักรต้องการให้ท่านแต่งงานในโบสถ์คาทอลิกเท่านั้น ไม่ว่าคู่สมรสท่านจะเป็นใคร ถ้าคู่สมรสท่านไม่ผ่านการรับศีลล้างบาป บางส่วนของพิธีกรรมจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย การแต่งงานของท่านจะถูกพิจารณาว่าเป็น”พันธสัญญาของคู่บ่าวสาว”มากกว่าที่จะเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้ รูปแบบคำพูดที่ใช้แลกเปลี่ยนคำสาบานระหว่างกันในคำสัญญายังคงเหมือนเดิม

ข้าพเจ้าแต่งงานกับผู้ที่ไม่ใช่คาทอลิกและเป็นสมาชิกของนิกายอื่น ข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไรดี?
    ท่านจำเป็นต้องพูดกับพระสงฆ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ คาดเดาได้ว่า ท่านปรารถนาจะแต่งงานในโบสถ์คาทอลิก ทำพิธีโดยพระสงฆ์คาทอลิก อย่างไรก็ตาม นักบวชจากนิกายอื่นสามารถเข้าร่วมการแต่งงานในรูปแบบพิเศษได้ ทั้งนี้ผู้อนุญาตการแต่งงานของท่านและทำสัญญาแต่งงานให้ท่านจะต้องเป็นพระสงฆ์ในศาสนาคาทอลิกเท่า นั้น ในสถานการณ์ยกเว้น เช่น ท่านจะแต่งงานในโบสถ์ที่ไม่ใช่คาทอลิก ท่านต้องขออนุญาตจากพระสังฆราชก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนอื่น ในกรณีนี้ผู้ประกอบพิธีแต่งงานจะเป็นศาสนบริกรของนิกายอื่น
    พระสังฆราชของพระศาสนจักรคาทอลิกแนะนำให้ใช้บทอวยพรและขอบคุณพระเป็นเจ้าในศาสนพิธีครั้งที่สองที่จัดในศาสนสถานอื่นที่ไม่ใช่โบสถ์คาทอลิก แม้ว่าจะไม่ใช่การรับศีลสมรส แต่เป็นการให้นิกายอื่นได้มีโอกาสเป็นพยานถึงความรับผิดชอบที่บุคคลนั้นแสดงในเห็นต่อกลุ่มคริสตชนที่เขาสังกัด

คู่สมรสของข้าพเจ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นคาทอลิกหรือไม่?
    คำตอบง่ายๆ คือ ไม่ อันที่จริงแล้ว มันค่อนข้างจะผิดที่บังคับให้คู่สมรมเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิกเพียงเพื่อแต่งงานกับท่าน สิ่งที่พระศาสนจักรเรียกร้องจากคู่สมรสของท่านมีเพียงการไม่ต่อต้านการประกาศความเชื่อของท่าน ซึ่งท่านจะต้องทำก่อนการแต่งงาน โดยทำต่อหน้ากันและกันพร้อมทั้งพระสงฆ์ด้วย
    “ข้าพเจ้าขอประกาศ ว่าข้าพเจ้าพร้อมที่จะสานต่อความเชื่อคาทอลิกและจะหลีกเลี่ยงอันตรายทั้งปวงที่จะทำให้สูญเสียความเชื่อนั้น ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้ารับรองด้วยความเต็มใจว่า ข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ภายในความเป็นหนึ่งเดียวกันของคู่สมรส เพื่อให้บุตรทุกคนจากการแต่งงานของเราได้รับศีลล้างบาปและเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นในพระศาสนจักรคาทอลิก”

ข้าพเจ้าควรจะพยายามเปลี่ยนศาสนาของคู่สมรสภายหลังการแต่งงานหรือไม่?
      หนังสือคำสอนกล่าวไว้ว่า การแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ คู่สมรสที่เป็นคาทอลิกมีพิเศษในการแต่งงาน ดังนี้
    “เพราะสามีที่ไม่มีความเชื่อได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าโดยทางภรรยา  และภรรยาที่ไม่มีความเชื่อก็ได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าโดยทางโดยทางสามีที่มีความเชื่อ“ (1คร.7:14)ความยินดียิ่งใหญ่สำหรับฝ่ายคริสตชนและสำหรับพระศาสนจักร ถ้า “ฝ่ายที่ได้รับการเจิม”สามารถทำให้คู่ของตนกลับใจอย่างอิสระมาสู่ความเชื่อคริสตชน (เทียบ 1คร.7:16) ความรักจริงใจของคู่สามีภรรยา  การปฏิบัติที่สุภาพถ่อมตน ความอดทนของคุณธรรมทางการครองเรือนและการอธิษฐานที่สม่ำเสมอ  สามารถตระเตรียมคู่สามีหรือภรรยาที่ไม่เชื่อให้รับพระหรรษทานมาสู่การกลับใจ (CCC 1637)

บุคคลที่ข้าพเจ้าต้องการแต่งงานด้วยเป็นพวกอเทวนิยมและไม่ต้องการแต่งงานในโบสถ์ ข้าพเจ้าควรจะทำเช่นไร?
    ถ้าท่านดำเนินชีวิตเป็นคาทอลิกที่ดี ท่านต้องใคร่ครวญให้ดี โดยเฉพาะคำประกาศข้างต้นที่ว่าด้วยการล้างบาปของบุตรที่เกิดจากการแต่งงานนี้ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ท่านต้องซื่อสัตย์ต่อบุคคลที่ท่านต้องการมาเป็นคู่สมรส เกี่ยวกับผลที่จะเกิดตามมาและความเกี่ยวพันต่อพระศาสนจักรคาทอลิกของท่าน “อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก” ถ้านี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับท่าน พระศาสนจักรจะเป็นกังวลที่สุดเกี่ยวกับอุปสรรคต่างๆที่จะขัดขวางการปฏิบัติแห่งศาสนกิจและความเชื่อของท่าน

บุคคลที่ข้าพเจ้าต้องการแต่งงานด้วยเคยผ่านการแต่งงานมาก่อนในทางกฎหมาย จะนับหรือไม่?
    อาจเป็นเพราะบุคคลที่กำลังกล่าวถึงนี้ไม่ใช่คริสตชน บางคนจึงอาจคิดว่าการแต่งงานที่ผ่านมาจึงไม่นับ อย่างไรก็ตาม พระศาสนจักรคาทอลิกกล่าวว่า การแต่งงานนั้นเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันกับกฎหมาย หมายความว่า การแต่งงานที่ผ่านมานั้นถูกนำมานับด้วย เฉพาะคริสตชนเท่านั้นที่ผูกมัดด้วยกฎของพระศาสนจักรคาทอลิกว่าการแต่งงานจะต้องทำในโบสถ์เท่านั้น ท่านควรปรึกษาพระสงฆ์เกี่ยวกับรายละเอียดแบบเฉพาะเจาะจงของการแต่งงานที่ผ่านมาเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์มากที่สุด

บทอ่านจากหนังสือโทบิต
    ในตอนเย็นของวันแต่งงาน โทบียาห์ บอกนางซาราห์ว่า “น้องเอ๋ย จงลุกขึ้น เราจงอธิษฐานภาวนาวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ประทานพระเมตตาและความรอดพ้น แก่เรา”  เขาทั้งสองเริ่มอธิษฐานภาวนาขอให้พระองค์ประทานความรอดพ้นแก่ตน กล่าวว่า
    “ข้าแต่พระเจ้าของบรรพบุรุษ ขอถวายพระพรแด่พระองค์
    ขอพระนามของพระองค์ได้รับการถวายพระพรตลอดไปทุกยุคทุกสมัย
    ขอให้สวรรค์และสิ่งสร้างทั้งมวล จงถวายพระพรแด่พระองค์ตลอดนิรันดร
  พระองค์ทรงสร้างอาดัม
    และทรงสร้างนางเอวา ภรรยาของเขา
    ให้เป็นผู้ช่วยเหลือและค้ำจุน
    มนุษยชาติก็ได้ถือกำเนิดจากเขาทั้งสองคน
    พระองค์ตรัสว่า “มนุษย์อยู่เพียงคนเดียวไม่ดีเลย
    เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขาให้”
  บัดนี้ ข้าพเจ้ารับน้องสาวของข้าพเจ้าผู้นี้ไว้เป็นภรรยา
    ไม่ใช่เพราะความใคร่ แต่ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
    ขอพระองค์โปรดให้ข้าพเจ้าและนางได้รับพระเมตตา
    และให้ข้าพเจ้าทั้งสองคนมีชีวิตอยู่ด้วยกันจนถึงวัยชราเถิด”
เขาทั้งสองคนกล่าวพร้อมกันว่า “อาเมน อาเมน”  (ทบต 8:4-8)

ถ้าคาทอลิกปรารถนาจะแต่งงานกับคริสตชนที่มิใช่คาทอลิกจะกระทำอย่างไร

      พระศาสนจักรอนุญาตให้แต่งงานกันได้  เพราะนี่คือที่เรียกกันว่า “การผสมผสาน” (คือระหว่าง นิกาย) การแต่งงานจำเป็นต้องให้ทั้งคู่มีความซื่อสัตย์อย่างพิเศษต่อพระคริสตเจ้า เพื่อว่าการแบ่งแยกเป็นเรื่องอื้อฉาวสำหรับคริสตชน ซึ่งยังคงมีอยู่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข จะไม่สืบทอดต่อไปแม้เพียงเล็กน้อย และบางทีอาจนำไปสู่การเลิกปฏิบัติความเชื่อ(1633-1637)

kamsonbkk.com

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำไมต้องภาวนา



การภาวนาในชีวิตประจำวัน


1. พระเยซูเจ้าทรงวางแบบอย่างให้เรา

           พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลแห่งการภาวนา ชีวิตทั้งชีวิตของพระองค์คือการภาวนา เราลองพิจารณาชีวิตของพระองค์ดังนี้

            ก่อนเริ่มต้นการออกมาปฏิบัติพันธกิจชีวิตเปิดเผยพระองค์ทรงไปภาวนาในที่สงัดเงียบ 40 วัน 40 คืน(มัทธิว 4:1-11)

           แม้งานยุ่งยังทรงปลีกตัวจากประชาชนเพื่อภาวนา(ลูกา 5:16)

           พระองค์ภาวนาในตอนเช้า(มาระโก 1:35)

           ทรงภาวนาก่อนที่จะลงมือกระทำงานสำคัญๆเป็นพิเศษ เช่น การเลือกสาวก(ลูกา 6:12)

           ทรงภาวนาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ(ยอห์น 6:15)

           ภาวนาเพื่อขอบพระคุณพระบิดา(ยอห์น 11:41)

           ภาวนาในขณะที่เพชิญกับความยากลำบาก(ยอห์น 12:27-28; ลูกา 23:34; มาระโก 15:34; ลูกา 23:46)

          ในชีวิตภาวนาของพระเยซูเจ้าพระจิตสถิตกับพระองค์ตลอดเวลา(มัทธิว 18:19-20; ยอห์น 14:18-31)

การภาวนาของพระเยซูเจ้าแสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระบิดาพระบุตรและพระจิต

2. การภาวนาคืออะไร

          การภาวนาคือการยก “ความคิด” และ “จิตใจ” ขึ้นหาพระเจ้า

– ใช้เวลาอยู่กับพระเจ้า

เป็นวิธีการสื่อสารที่เรามนุษย์ปฏิบัติเมื่อเราต่อการติดต่อกับพระเจ้า

– เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์

– เป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่เรามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

– เป็นการพูดคุยอย่างเปิดใจระหว่างพ่อ/แม่กับลูก

– เป็นโอกาสที่เราพบปะกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัว

3. ทำไมต้องภาวนา

          จากความจริงของชีวิต - เราเป็นสิ่งสร้าง พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง ทุกอย่างมาจากพระเจ้า ปราศจากพระเจ้าเราทำอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างเราต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ลองนึกดูซิแม้แต่การเกิดมาและการมีชีวิตอยู่ในขณะนี้

           พระเจ้าเป็นพ่อ/แม่ของเรา ทรงรักเราอย่างที่ไม่มีใครรักเราได้ เราทุกคนเป็นลูกรักของพระเจ้า “มีพ่อคนใดที่ลูกขอปลาจะให้งู ขอขนมปังจะให้ก้อนหิน....” (มัทธิว 7:7-11) ดูเรื่อง เพื่อนบ้านที่สร้างความรำคาญ(ลูกา 11:5-13) หญิงม่ายที่กวนใจ(ลูกา 18:1-8) ฟาริสีและคนเก็บภาษี(ลก 18:9-14)

4. ภาวนาอย่างไร

           ให้ “หัวใจ” ของเราพูดกับพระเจ้า – เรามีอะไรก็บอกพระเจ้า – เราต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอกพระเจ้า - เรามีทุกข์ร้อนอะไรก็บอกพระเจ้า – เป็นการเล่าเรื่องต่างๆทั้งสุขและทุกข์ให้พระเจ้าซึ่งเป็นพ่อ/แม่ของเรา - การภาวนาจึงไม่ใช่การขอสิ่งต่างๆจากพระเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องขอบพระคุณ และสรรเสริญ นมัสการพระองค์ด้วย

            เรามักจะใช้เวลาช่วงไหนในการภาวนา สถานการณ์ใดในชีวิตที่เราสวดภาวนาได้ดีที่สุด

5. การภาวนาในช่วงเวลาและสถานการณ์ต่างๆในชีวิต

            ให้อ่าน มาระโก 1:14-35 แล้วแยกแยะว่าในหนึ่งวันพระเยซูเจ้าทำอะไรบ้าง พระองค์ทรงจัดเวลาเพื่อการภาวนาอย่างไร แล้วจงวางแผนชีวิตของเราในการภาวนาด้วย


6. เครื่องมือในการภาวนา

            เรามีอุปกรณ์และโอกาสที่ช่วยให้เราได้คิดถึงพระเจ้าและสวดภาวนาได้อยู่เสมอ เช่นหนังสือสวด สายประคำ บทเพลง/ดนตรี รูปพระต่างๆ สัญลักษณ์ ธรรมชาติ เหตุการณ์ต่างๆในชีวิต การเฝ้าศีลฯ การเดินรูป 14 ภาค การเดินสมาธิ การแสวงบุญ/การเดินทางท่องเที่ยว การอ่านพระคัมภีร์ การอ่านหนังสือประวัตินักบุญ การร่วมพิธีกรรมและวจนพิธีกรรมต่างๆ การฉลอง การแห่ การเขียน/การวาดภาพ/การถ่ายภาพ ฯลฯ

7. บทภาวนาที่พระเยซูเจ้าทรงสอน “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

            เป็นบทสรุปพระวรสารทั้งหมด

             สามประโยคแรกเป็นหน้าที่ของเราต่อพระเจ้า จากนั้นเป็นการวอนขอพระพรจากพระเจ้าเพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบให้ให้สำเร็จไปตามพระประสงค์

8. บทวันทามารีอา 

            มาจากคำทักทายของทูตสวรรค์คาเบรียล เราต้อนรับพระมารดาของพระเยซูเจ้าเข้ามาในบ้านของเราเหมือนศิษย์ที่พระองค์ทรงรัก เพราะพระแม่กลายเป็นมารดาของทุกสิ่งที่มีชีวิต

เราสามารถภาวนากับพระนางและภาวนาถืงพระแม่ คำภาวนาของพระแม่ช่วยค้ำจุนคำภาวนาของพระศาสนจักร เราดูบทบาทของพระแม่ในเรื่องอัศจรรย์ที่เมืองคานา(ยอห์น 2:1-10)

(คุณพ่อวัชศิลป์ : โอกาสอบรมครูคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรี วันที่ 27 กรกฎาคม 2009)


"จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ" (1เธสะโลนิกา 5:17 ThaiTSV2002)

ชีวิตของเราชาวคริสต์ มีสิทธิพิเศษในการที่จะสามารถอธิษฐานกับพระเจ้า และได้รับการปกป้องจากพระเจ้า

"ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้ปกป้องเขาไว้ให้พ้นจากมารร้าย" (ยอห์น 17:15 ThaiTSV2002)

"แต่พวกท่านเป็น พงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณ (แปลได้อีกว่า ประกาศกิจการอันอัศจรรย์) ของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่านให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 3:9 ThaiTSV2002)

ปุโรหิตมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการอธิษฐาน ในการติดต่อกับพระเจ้า ในสมัยกลางของประวัติศาสตร์คริสตจักรได้มีการสอนผิดเพี้ยนว่าพระเท่านั้นที่จะสามารถอธิษฐาน เป็นตัวกลางกับพระเจ้าได้ แต่ท่านมาร์ติน ลูเธอร์ ผู้ซึ่งป็นพระเหมือนกัน ได้ออกมาคัดค้าน โดยใช้ข้อพระคัมภีร์นี้ยืนยันว่าเราทุกคนเป็นปุโรหิตหลวง คริสเตียนทุกคนมีสิทธิที่จะอธิษฐานติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยคนกลาง

"เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล" (ยากอบ 5:16 ThaiTSV2002)

ในพระคัมภีร์ 1เธสะโลนิกา จึงได้เขียนย้ำให้เราอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอธิษฐานวิงวอนมิได้เพียงอธิษฐานเพื่อขอเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการมีสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เน้นเรื่องความผูกพันกับพระเจ้าตลอดเวลา หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า "การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา" นั่นเอง เหมือนกับพ่อแม่ที่ปรารถนาที่จะให้ลูกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่าน

นี่มิได้หมายความว่าเราจะต้องอธิษฐานกับพระเจ้าตลอดเวลาโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เอาแต่อธิษฐานอย่างเดียว แต่หมายความว่าให้เราติดสนิทกับพระเจ้าทุกเวลา ทำงานก็คิดถึงพระเจ้าได้ เห็นธรรมชาติที่สวยงามก็คิดถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ เจอปัญหาที่หนักใจก็คิดเสมอว่าพระเจ้าทรงสามารถช่วยได้ คนที่มีความผูกพันที่ดีกับพระเจ้า ไม่ว่าจะเจออะไรก็จะนึกถึงพระเจ้าเสมอ

มีนักวิชาการคนหนึ่งพูดไว้น่าสนใจว่า การอธิษฐานกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ หมายถึง การ Online กับพระเจ้าตลอดเวลา

เมื่อเราคิดถึงสิทธิอำนาจในการอธิษฐาน เราจะต้องขอบคุณพระเจ้ามาก ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเราเป็นใคร เราดีเพียงไร เรามีเงื่อนไขที่ดีอย่างไร ที่พระเจ้าได้ทรงประทานสิทธินี้ให้แก่เรา ทั้งสิ้นล้วนเป็นพระคุณความรักของพระเจ้า พระองค์ทรงรัก และให้ความสำคัญแก่เรา

พี่น้องที่รัก ให้เรารักษาสัมพันธภาพที่ดีกับพระเจ้าตลอดเวลา อย่าให้ขาดเลย แล้วเราจะได้รับพลังจากพระเจ้าในการเผชิญปัญหาทั้งปวง ให้เรามีกำลังที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีชัยชนะ

ข้อคิดที่อยากฝากให้เราได้คิด ได้แก่

อธิษฐานมาก จะเหนื่อยน้อย

อธิษฐานน้อย จะเหนื่อยมาก

ไม่อธิษฐานเลย จะเหนื่อยเปล่า

"6 อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการโมทนาพระคุณ

แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์" (ฟิลิปปี 4:6-7 ThaiTSV2002)
followhissteps.com



การอธิษฐาน
1. เปรียบเสมือนลมหายใจ
2. เปรียบดัง น้ำรดลงในดิน
3. คือพลังฝ่ายจิตวิญญาณ
4. คือการสนทนากับพระเจ้า
5. คือการแสดงถึงการเชื่อฟัง
6. คือการสามัคคีธรรมระหว่างพ่อกับลูก
7. คือการให้คุณค่าแก่พระผู้สร้างชีวิต
8. เมื่ออธิษฐานทุกสิ่งก็เป็นไปได้
#การอธิษฐานมักมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น

- 1เธสะโลนิกา 5:17-18 จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย-
เรียนพระคัมภีร์ ออนไลน์ กับ เจริญ ยธิกุล

ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...