วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

“อิจฉาริษยา”



ในชีวิตของเรา เรามักจะหัวเสียเมื่อเห็นคนอื่นๆโชคดีกว่าตัวเรา คิดให้ดีๆแล้วยอมรับความจริง นี้คือสิ่งที่เรียกว่า “อิจฉาริษยา” ใช่ไหม แต่ทำไมจึงทำให้เราเกิดความอิจฉาคนอื่นเล่า


เหตุผลหนึ่งก็คือ เรามักจะคิดว่าตัวเรานี้ “ดีกว่า” คนอื่น หรือ ยิ่งกว่านั้น เราเองมักจะคิดว่าเราดีกว่าสิ่งที่ตัวเราเองเป็นหรือมีด้วยซ้ำไป เช่น เก่งกว่า รวยกว่า ทำอะไรได้มากกว่า ทั้งๆทีเราทำไม่ได้ถึงขั้นนั้น

หยุดการเปรียบคนเองกับผู้อื่น แต่ให้เรายอมรับตนเองอย่างที่เป็น และปฏิบัติตามแนวทางที่นักบุญเปาโลสอนเราไว้คือ “แต่ละคนจงพิจารณาการกระทำของตน แล้วจะภูมิใจในตนเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น” (กาละเทีย 6:4)

นี่แหละที่ทำให้เราวิจารณ์คนอื่น ว่าคนอื่น ดูถูกคนอื่น ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้ใช้มาตรฐานของพระเจ้าในการตัดสินคนอื่น เราใช้มาตรฐานของเราเอง เราเอาตัวเองเป็นตาชั่งสำหรับคนอื่น

ใครจะไปรู้ถึงแผนการของพระเจ้า ความสามารถที่เราคิดว่าเรามีมากกว่าคนอื่นนั้น อาจจะไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า นักบุญเปาโลเตือนใจเราได้อย่างตรงประเด็นที่สุด เมื่อท่านกล่าวว่า “แต่พระเจ้าทรงเลือกสรรคนโง่เขลาในสายตาของโลกเพื่อให้คนฉลาดต้องอับอาย และพระเจ้าทรงเลือกสรรสิ่งต่ำช้าน่าดูหมิ่นไร้คุณค่าในสายตาของชาวโลกเพื่อทำลายสิ่งที่โลกคิดว่าสำคัญ” (1โครินธ์ 1:27-28)

ความ​อิจฉา​ริษยา​เป็น “การ​กระทำ​ที่​เกิด​จาก​ความ​ปรารถนา​ของ​กาย​ที่​มี​บาป” ที่​เราชาวคริส​ทุก​คน​ควร​พยายาม​เอา​ชนะ. (กลา. 5:19-21) ถ้า​เรา​ไม่​ปล่อย​ให้​ความ​อิจฉา​ริษยา​ครอบ​งำ​เรา ชีวิต​เรา​ก็​จะ​มี​ความ​สุข​มาก​ขึ้น​และ​ทำ​ให้​​พระ​บิดา​ของ​เรา​พอ​พระทัย.

ฝึกตนเองให้เป็นคน  รู้จักชื่นชมยินดี “จง​ชื่นชม​ยินดี​กับ​ผู้​ที่​ชื่นชม​ยินดี.” (โรม 12:15) พระ​เยซู​ทรง​ชื่นชม​ยินดี​เมื่อ​เหล่า​สาวก​ประสบ​ความ​สำเร็จ และ​พระองค์​ทรง​ชี้​ว่า​พวก​เขา​จะ​ทำ​งาน​ประกาศ​ให้​สำเร็จ​ได้​มาก​ยิ่ง​กว่า​พระองค์. (ลูกา 10:17, 21; โย. 14:12) เรา​มี​เอกภาพ​ใน​ฐานะ​ผู้​รับใช้​ของ​พระ​ยะโฮวา. ด้วย​เหตุ​นั้น ความ​สำเร็จ​ของ​ใคร​ก็​ตาม​ใน​หมู่​พวก​เรา​นับ​เป็น​พระ​พร​สำหรับ​ทุก​คน. (1 โค. 12:25, 26) ดัง​นั้น เรา​น่า​จะ​ชื่นชม​ยินดี​แทน​ที่​จะ​รู้สึก​อิจฉา​เมื่อ​คน​อื่น​ได้​รับ​หน้า​ที่​รับผิดชอบ​มาก​กว่า​มิ​ใช่​หรือ?

อีกทางหนึ่งก็คือ การต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งอยู่ในระบบของโลกนี้ พระคัมภีร์บอกว่า เรากำลังทำงานให้กับพระเจ้า ก็ขอบคุณพระเจ้า


หน้าที่ของเรา อันดับแรกคือระงับ จัดการ กำจัด ตรึงความรู้สึกของกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ให้อยู่หมัดให้ได้ และที่เหลือพระเจ้าจะนำพาเราผ่านไปเอง ให้ถวายเกียรติพระองค์ในทุกแง่มุม ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า จะตรึงกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ที่ไม้กางเขนทุกวัน และขอพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราใหม่ ให้เราเป็นเหมือนพระองค์ทุกวัน ให้เราดำเนินโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ตัดสินใจ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา ไม่ใช่โดยความคิดเก่าๆ ของกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ชีวิตจึงแตกต่างกับคนที่อยู่ในโลกนี้ ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ให้เราอธิษฐานทุกๆวันนะคะ


วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

มิสซังหรือสังฆมณฑล มีที่มาอย่างไร



เรื่องที่น่า(จะต้อง)รู้ของคริสตชน

ในเวลานี้พระศาสนจักรของเรากำลังเน้นเรื่องสำคัญที่ได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 เป็นต้นมา นั่นคือเรื่องกฤษฎีกา “ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” ที่ออกมาหลังการสมัชชาใหญ่ปีค.ศ.2015 แต่ก่อนที่เราจะพิจารณาความหมายของกฤษฎีกานี้ พ่ออยากให้เราย้อนไปดูเส้นทางการประกาศข่าวดีในดินแดนสยาม เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของพระศาสนจักรในประเทศไทยของเราเสียก่อน ศาสนาคริสต์มาถึงประเทศไทยได้กว่า 450 ปีมาแล้วในปี ค.ศ. 1567 โดยมิชชันนารี 2 ท่าน คณะดอมินิกันชาวโปรตุเกส คือ
- คุณพ่อ เยโรนีโม ดา ครูส
- คุณพ่อ เซบาสตีอาว โด กันโต
ถือเป็นการประกาศศาสนาอย่างเป็นทางการ คุณพ่อดา ครูส ได้ถูกหอกแทงตายเป็นมรณะสักขี ในตอนนั้นท่านได้มาที่อยุธยาและมีคนกลับใจเยอะตามที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดมีการเบียดเบียนศาสนา ทำให้การประกาศศาสนาชะงักไม่เป็นผลเท่าที่ควร จนกระทั่งในปี1658 จึงได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการโดย
-พระสังฆราชฟรังซัวส์ ปัลลือ ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังตังเกี๋ย
-พระสังฆราชปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังโคชินจีน
โดยในตอนแรกยังไม่ได้เป็นประมุข ยังไม่ใช่มิสซัง เป็นเพียงเขตปกครองของวาติกัน พระศาสนจักรส่วนกลาง
จนในปีค.ศ. 1669
• ประกาศแต่งตั้งมิสซังสยาม โดยมี คุณพ่อหลุยส์ ลาโน เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาปกครอง
• 25 มี.ค. 1674 คุณพ่อหลุยส์ ลาโน ได้อภิเษก เป็นพระสังฆราชเป็นประมุขมิสซังสยามท่านแรก
• มิสซังสยามสมัยนั้นมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ คือ สยาม ลาว แหลมมาลายู เกาะสุมาตรา และพม่าตอนใต้
การประกาศแต่งตั้งนี้หมายความว่ามีความเป็นอิสระมากกว่าเดิมที่เป็นเพียงเขตปกครอง
• ค.ศ. 1838 พระสังฆราชฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระสังฆราชผู้ช่วย
• ปี 1841 แยกมิสซังสยามเป็น 2 เขต คือ
1.เขตตะวันออก ประกอบด้วย สยาม และ ลาว มีพระสังฆราชปัลเลอกัวเป็นประมุข
2. เขตตะวันตก ประกอบด้วย มาลายู เกาะสุมาตรา และภาคใต้ของพม่า มีพระสังฆราชกูร์เวอซี เป็นประมุข
• ค.ศ. 1899 มิสซังลาวแยกจากมิสซังสยาม โดยมี เขตปกครอง อยู่ในภาคอีสานของสยามและในประเทศลาว
ในสมัยของพระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์ โดยมีพระสังฆราชมารีย์ ยอแซฟ กืออ๊าส เป็นประมุขมีสำนักกลางอยู่ที่หนองแสง
• 1923 สันตะสำนักได้แนะนำให้มีการแบ่งมิสซัง พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส จึงเสนอให้แบ่งมิสซังสยามเป็น 3 มิสซัง คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และราชบุรี-ชุมพร โดยมิสซังราชบุรี-ชุมพร มอบให้คณะซาเลเซียนดูแล
ในปี 1928 ต่อมาปี 1941 จึงได้รับการตั้งเป็นมิสซังราชบุรี มีพระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี
• และในปี 1924 มิสซังสยามได้เปลี่ยนชื่อเป็นมิสซังกรุงเทพฯ
• 1944 มิสซังจันทบุรี ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มีพระสังฆราชยาโกเบ แจง เกิดสว่าง เป็นประมุข และเป็นพระสังฆราชชาวไทยองค์แรกด้วย
18 ธันวาคม ค.ศ. 1965 (หลังการประกาศสังคายนาวาติกันที่2) สันตะสำนักได้แต่งตั้งและแยกการปกครองพระศาสนจักรไทยเป็น 2 สังฆมณฑลนคร(หรืออัครสังคมณฑล) คือ

1.สังฆมณฑลนครแห่งกรุงเทพฯ โดยมีพระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วย สังฆมณฑลราชบุรี สังฆมณฑลจันทบุรี และ สังฆมณฑลเชียงใหม่

2.สังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง โดยมีพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วยสังฆมณฑลอุดรธานี สังฆมณฑลอุบลราชธานี และ สังฆมณฑลนครราชสีมา

เป็นที่น่าแปลกอยู่สักหน่อยตรงที่สังฆมณฑลนครราชสีมาในเรื่องของกฏหมายนั้นขึ้นอยู่กับสังฆมณฑลกรุงเทพ แต่กลับเป็นมิสซังลูกของสังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง ในปัจจุบันนี้ทางการรับรองเพียงสังฆมณฑลกรุงเทพและสังฆมณฑลท่าแร่เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

- สังฆมณฑลนครสวรรค์ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1967
- สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1969 (ทั้ง 2 สังฆมณฑลเป็นกลุ่มของสังฆมณฑลนครแห่ง กรุงเทพฯ)

ดังนั้นทั้งหมดเราจึงมี10สังฆมณฑล โดย6สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของกรุงเทพ และอีก4สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของท่าแร่ ในปัจจุบันนี้มีเพิ่มขึ้นมาอีก1สังฆมณฑล เป็นสังฆมณฑลที่11 คือเชียงรายที่ทางสันตะสำนักได้รับรองแล้ว รอการแต่งตั้งพระสังฆราชจากทางกรุงโรมแล้วจึงจะมีการประกาศมิสซังเชียงรายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง การแบ่งสังฆมณฑลออกเป็นส่วนย่อยๆ ก็เพื่อช่วยให้การดูแล ปกครองทำได้ง่ายขึ้น เป็นการแบ่งเพื่อให้เจริญเติบโต



จากตัวเลขสถิตินี้ ในขณะที่เมืองไทยเรามีประชากรทั้งหมดประมาณ68ล้านคนแล้ว จำนวนคาทอลิกเราคิดเป็นประมาณ0.5% และถ้ารวมกับพี่น้องโปรเตสแตนต์ และนิกายอื่นๆด้วยก็จะมีจำนวนประมาณ6-7แสนคน หรือประมาณ1% ของประชากรไทยทั้งหมด

 คำว่าพระสงฆ์นักบวชคือเป็นพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วย พระสงฆ์คือผู้ที่ได้รับศีลบวช ส่วนนักบวชนั้นจะมีคณะนักบวช มีผู้ตั้งคณะของเขาเอง เช่นคณะพระมหาไถ่ คำว่าพระสงฆ์นักบวชก็คือ เป็นทั้งพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วยไม่ได้สังกัดสังฆมณฑล จากข้อมูลที่พ่อได้ให้พวกเราได้เห็นเส้นทางในอดีตที่ล่วงเลยมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อดาครูสเป็นต้นมา ผ่านมาแล้วกว่า450ปี คาทอลิกเรามีจำนวนแค่นี้ คือมีกันอยู่ประมาณ380,000คน คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายเพื่อจะทำให้ข่าวดีแห่งความรอด ทำให้ศิษย์พระคริสต์ประกาศข่าวดีได้เกิดผลอย่างแท้จริง

หลังจากเมื่อ350ปีที่แล้วที่มีคณะมิสซังต่างประเทศได้เข้ามาจัดสังคายนาสมัชชาครั้งที่1ของประเทศไทย มีสมาชิกของสมัชชา8คน มีการตั้งบ้านเณรยอแซฟหรือบ้านเณรใหญ่ขึ้น และเมื่อปีค.ศ.2015 จึงได้มีการสังคายนาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รับรองโดยสันตะสำนัก โดยก่อนทำสมัชชานี้ออกมา ได้มีการออกแบบฟอร์มสำรวจข้อมูลเมื่อปีค.ศ.2013-14 แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้จากพี่น้องมานั้นไปวิเคราะห์ พิจารณา และได้พบว่าสิ่งที่ทำให้พระศาสนจักรของเราอ่อนแอลงเพราะปัจจุบันนี้กระแสโลกียะนิยมเป็นกระแสที่แรงมาก คือความเจริญ ความวุ่นวายทางโลก โลกียะคือตามประสาโลก โลภ โกรธ หลง กระแสของทรัพย์สมบัติ วัตถุ ที่เข้ามาอย่างมากมาย จนกระทั่งทำให้คนไม่สนใจศาสนา ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะคาทอลิกแต่เป็นในทุกศาสนา

จากปัจจุบันนี้ประชากรโลกที่มีทั้งหมดประมาณ7พันล้านคน มีประมาณ1พันล้านคนที่ไม่สนใจ ไม่มีศาสนา จากกระแสโลกียะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราวิเคราะห์และปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร กฤษฎีกาของเราจับจุดตรงนี้ว่าสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้สามารถต่อสู้กับกระแสโลกียะนี้ได้นั้น ต้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนให้เข้มแข็ง และทำให้คนอื่นได้รู้จักความรักของพระเป็นเจ้าด้วยชีวิตของเรา ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันตามฐานะของแต่ละคนที่มีอยู่ พ่อเป็นพระสงฆ์ก็มีหน้าที่ของพระสงฆ์ พวกเราเป็นฆราวาสก็มีหน้าที่ของฆราวาส การประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของเราทุกคน โดยเริ่มจากคนในบ้านของเราก่อน แล้วจึงขยายออกไปข้างนอก ดังนั้นการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนนี้จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในกฤษฎีกาที่จะทยอยออกมาเรื่อยๆ ส่วนจะฟื้นฟูอย่างไร อะไรบ้างก็จะค่อยๆมีแผนงานออกมาเป็นขั้นตอน

แบ่งปันโดยคุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560


วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทำไมพระเจ้าประทานความทุกข์ยากลำบากมาให้มนุษย์



ทำไมพระเจ้าประทานความทุกข์ยากลำบากมาให้มนุษย์

ทำไมพระเจ้าประทานความทุกข์ยากลำบากมาให้มนุษย์ต้องแบกต้องทน ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่า “ความทุกข์ยากลำบากเป็นมาตรฐานในการประเมินคุณค่าของมนุษย์” คนหนึ่งจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น คนๆนั้นจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน และความทุกข์ยากลำบากเป็นการพิสูจน์รักแท้ ถ้าเรารักใครเราคงยอมลำบากเพื่อเขาได้ด้วยใจยินดี แต่นี้ก็ยังเป็นแค่มาตรฐานมนุษย์ แต่มาตรฐานของพระเจ้าแล้ว ความยากลำบากในชีวิตทำให้เรามีส่วนในพระทรมานของพระเยซูเจ้า ความยากลำบากเป็นเครื่องมือของของพระเจ้าที่ทรงเรียกเราให้เราเข้ามาใกล้ชิดกับพระองค์ (เปรียบกับคำที่ว่าถ้าไม่เห็นโลงศพก็ยังไม่หลั่งน้ำตา)

ความทุกข์ยากของมนุษย์เป็นเสมือนกางเขนที่เราทุกคนจะต้องแบก คำสอนของพระเยซูให้กำลังใจมากเพราะเราไม่ได้แบกไม้กางเขนเพียงแต่ลำพัง แต่เราเดินไปพร้อมกับพระองค์ ขอให้เรายอมรับความทุกข์ยากลำบากที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความโดดเดี่ยว ความกลัดกลุ้มใจ ฯลฯ ขอให้เรามองไม้กางเขนไว้ อย่างลืมที่พระองค์ทรงสอนเรา “จงแบกกางเขนของตนแล้วติดตามเรา” ซึ่งเราส่วนใหญ่มักจะโดนประจญเช่นนี้ “ขอที่เถิดพระเจ้า อย่าให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเลย”

เราจะต้องคิดพิจารณาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราด้วยมาตรฐานของพระเจ้า เราได้เรียนรู้จากพระวาจาของพระเจ้าแล้วว่าพระเจ้าทรงรักเราอย่างไร พระองค์ไม่อยากให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา พระองค์ทรงยอมลำบากแทนเราได้ ความทุกข์ยากลำบากจึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเพราะนี้เป็นแผนการของพระเจ้าที่จะทรงนำเราไปพบกับความสุข “วิถีทางของพระเจ้าไม่เหมือนวิถีทางของมนุษย์ แต่วิถีทางของพระเจ้านั้นดีที่สุดสำหรับเรามนุษย์."

ขอพระเจ้าอวยพร

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คนชอบธรรมเป็นอย่างไร



คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “คนชอบธรรม” ก็คือ บุคคลที่กระทำถูกต้องในสายตาของพระเจ้า ประพฤติตนดีงามโดยไม่ยึดติดกับบาปหรือความเลวร้ายต่างๆ มีชีวิตที่อยู่ในศีลและพระพรของพระเจ้า ผูกพันอยู่กับพระเจ้า เป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับอาดัมในระยะแรกที่พระเจ้าทรงสร้างเขามา เขาเป็นคนที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง นี้แหละเป็นเงื่อนไขของบุคคลที่จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า บางคนอาจจะสงสัยว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือ หรือเป็นไปไม่ได้ ใครจะทำได้ ขอให้เราได้ทบทวนคำสอนจากพระคัมภีร์ที่สอนเราเกี่ยวกับเรื่องของความชอบธรรม พระคัมภีร์ได้สอนเราว่าเราสามารถเป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสตเจ้าได้ในสองช่วงเวลา คือ การได้รับความชอบธรรมระหว่างการรับศีลล้างบาป กับการได้รับความชอบธรรมหลังจากการรับศีลล้างบาป ซึ่งทั้งสองต่างมีความจำเป็นที่จะทำให้เราได้เป็นทายาทแห่งเมืองสวรรค์ ได้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ บางคนอาจจะสงสัยว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือ หรือเป็นไปไม่ได้ ใครจะทำได้ ขอให้เราได้ทบทวนคำสอนจากพระคัมภีร์ที่สอนเราเกี่ยวกับเรื่องของความชอบธรรม พระคัมภีร์ได้สอนเราว่าเราสามารถเป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสตเจ้าได้ในสองช่วงเวลา คือ การได้รับความชอบธรรมระหว่างการรับศีลล้างบาป กับการได้รับความชอบธรรมหลังจากการรับศีลล้างบาป ซึ่งทั้งสองต่างมีความจำเป็นที่จะทำให้เราได้เป็นทายาทแห่งเมืองสวรรค์ ได้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ พี่น้องที่เคารพ เราอาจจะพูดว่า ผม/ฉันรู้พระธรรมคำสอนดีแล้ว ฉันเรียนมาหมดแล้ว ฉันนี้แหละเป็นคนชอบธรรมและสมควรได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแล้ว แต่แท้จริงแล้ว แค่เป็นรู้หรือฟังมาเท่านั้นยังไม่พอ เพราะ “เพราะผู้ที่พระเจ้าจะทรงบันดาลความชอบธรรมนั้น มิใช่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติด้วย” (รม.2:13) เราอาจจะได้ยินบางคนบอกว่า ผม/ฉันมีความเชื่อในพระเจ้า ฉันสวดภาวนาทุกวัน ฉันมีรูปพระติดตัวตลอดเวลา ฉันนี้แหละเป็นผู้ชอบธรรมและสมควรจะไดรับสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า ฉันสามารถเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้แล้ว แต่แท้จริงแล้ว ความเชื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้นำความชอบธรรมมาสู่ตัวของเราเพราะ “มนุษย์จะเป็นผู้ชอบธรรมได้ก็ด้วยการกระทำมิใช่ด้วยความเชื่อแต่อย่างเดียว”(ยก.2:24) บางคนบอกว่า ผม/ฉัน รับศีลล้างบาปแล้ว ฉันเป็นผู้คนชอบธรรมแล้ว แน่นอน โดยผ่านทางศีลล้างบาป พระเยซูเจ้าได้ทรงยอมตายบนไม้กางเขน หลั่งโลหิต เป็นเครื่องบูชาชดเชยบาป หรือจ่ายค่าปรับจากความผิดบาปของเรามนุษย์แล้ว ทำให้เราเป็นอิสระไม่ถูกลงโทษจากบาปในอดีตของเรา(รม.3:25) นอกจากนั้นพระเยซูเจ้าทรงตรัสอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า ถ้าเขาไม่เกิดจากน้ำและพระจิต”(ยน.3:5) การได้รับพิธีล้างบาปนั้นทำให้เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้วก็จริง แต่หลังจากนั้น เราได้ประพฤติตนอย่างไร เราได้ใช้อิสรภาพของเราอย่างไร ความชอบธรรมที่เราได้รับมานั้น เราได้รักษาไว้อย่างดี วิญญาณของเรายังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่ ดังนั้น ศีลล้างบาปจึงเป็นก้าวแรกของการเป็นผู้ชอบธรรม ชีวิตแห่งการเป็นบุตรของเจ้าได้เริ่มต้นจากจุดนี้เอง
ดังนั้นใครล่ะจะเป็น “ผู้ชอบธรรม และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า” อย่างแท้จริง ผมจะพยายามเรียบเรียงการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระศาสนจักรเพื่อเราจะได้ตรวจสอบตนเอง และมั่นใจว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมและเหมาะสมจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า หรือพูดง่ายๆว่าได้ไปสวรรค์ ดังนี้ บุคคลที่จะได้รับความชอบธรรมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับพระหรรษทาน(ความช่วยเหลือ)จากองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยที่พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้เข้าหาหรือแสวงหาพระองค์ พระเจ้าประทานอิสระให้แก่เรา หลายคนรู้แล้วเลือก แต่อีกหลายคนไม่เลือก เมื่อเราเลือกพระองค์และฝากชีวิตไว้กับพระองค์ ยอมเข้ามาร่วมชีวิตกับพระเจ้าโดยผ่านทางศีลล้างบาป เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระวรกายศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งทรงทำให้เราเป็นสิ่งสร้างใหม่ เป็นคนใหม่ โดยพระหรรษทานของพระเจ้า ผ่านทางฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า อาศัยความเชื่อศรัทธาในองค์พระเยซูเจ้าและศีลล้างบาป เราได้รับหัวใจใหม่และจิตใจใหม่ซึ่งทำให้เราหลุดพ้นจากบ่วงแร้วของความบาปต่างๆที่เราได้หลงผิดทั้งจากการกระทำของตัวเราเองและผลของบาปที่ติดตัวมาอันเนื่องมาจากบาปกำเนิด เราได้เกิดใหม่ด้วยพระจิตเจ้า(ยน.3:5) เราได้รับพระจิตเจ้า พระจิตเจ้าทรงเป็นผู้นำทางเราให้สามารถดำเนินชีวิตในฐานะคริสตชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การเป็นสิ่งสร้างใหม่หรือคนใหม่นี้แหละที่เป็นหลักประกันถึง “ความหวังในชีวิตนิรันดรของเรา”
แต่นี้ยังไม่จุดหมายปลายทางของการเป็นคริสตชน นี้เป็นเพียงการเริ่มต้นบนถนนแห่งความเชื่อของเราในฐานะคริสตชนเท่านั้น เราจะต้องดำเนินชีวิตใหม่ในฐานะที่เป็นคนใหม่ของพระคริสตเจ้า นั้นก็คือ เราต้องดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่เรามีนั้น เราต้องเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า นั้นคือ เราต้อง “รักพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด” เหนือสิ่งของฝ่ายโลก และเราต้อง “รักเพื่อนมนุษย์เหมือนหนึ่งรักตนเอง” และเราต้องเข้ารับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างสม่ำเสมอ หลังจากการรับศีลล้างบาปแล้ว เราอาจจะหลงผิดไปได้อีก เราจึงต้องเข้ารับศีลอภัยบาป เพื่อให้เรากลับมาเป็นผู้ชอบธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องสูญเสียความชอบธรรมไปเพราะบาปของเรา แต่เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องรับศีลมหาสนิท ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงบอกกับเราว่านี้คือพระกายของพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นอาหารทรงชีวิต ถ้าเราไม่รับประทานอาหารทรงชีวิตนี้แล้ว จิตวิญญาณของเราจะแห้งแล้ง และจะต้องตายอย่างแน่นอน การรับศีลมหาสนิทอย่างสม่ำเสมอนี้แหละจะเป็นหลักประกันเพื่อการรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า พระอาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา เมื่อใครพบเข้าก็จะมีความยินดี จะขายทุกอย่างเพื่อรวบรวมเงินมาซื้อที่ดินบริเวณนั้น ขุมทรัพย์ที่ว่านั้นคือชีวิตแห่งความสุขนิรันดร ซึ่งจะเป็นสิริรุ่งโรจน์ของชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ แต่การจะได้มาซึ่งความสุขแท้จริงนี้จะต้องขายทุกอย่าง คือ ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆฝ่ายโลก สละความสนุกฝ่ายเนื้อหนัง ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ฯลฯ เราต้องขายสิ่งเหล่านี้ออกไป แล้วรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดของเราเพื่อเอาสวรรค์มาครอบครองให้ได้ พระอาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้กับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลามากมาย แต่ปลาที่ได้มานั้นเป็นทั้งปลาดีและปลาที่ไม่เป็นประโยชน์ เขาเก็บปลาดีๆไว้ ส่วนปลาที่ไม่ดีเขาก็จะโยนทิ้งไป คำอุปมานี้หมายถึงอะไร ปลาดีกับปลาไม่ได้ดีหมายถึงใคร แน่นอนตามความเชื่อของเรา เมื่อถึงวันแห่การพิพากษา วันที่พระคริสตเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้น พระองค์จะเสด็จมาเพื่อพิพากษาเราแต่ละคน และจะทรงคัดเลือกเรา ใครจะเป็นปลาดีหรือปลาเน่าก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเรา นี้เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบตนเอง พี่น้องที่เคารพ ข่าวดีของพระเจ้าในเรื่องนี้ต้องการเตือนใจของเราแต่ละคน ให้คิดถึงอนาคตที่แท้จริงของตัวเรา เราทุกคนจะต้องเป็นผู้ชอบธรรม เพื่อเราจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า เราจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ที่เราเรียกว่าพระหรรษทาน พระศาสนจักรได้ให้อุปกรณ์ต่างๆมาช่วยเหลือเราเพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย ได้แก่ ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ การสวดภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ การทำกิจเมตตา การดำเนินชีวิตตามที่พระศาสนจักรได้กำหนดไว้ นี้แหละเป็นข่าวดีที่เราจะต้องรับรู้และปฏิบัติตาม และเราจะต้องนำไปประกาศข่าวดีให้กับผู้ที่ยังไม่รู้ที่ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก สำหรับเราคริสตชน ไม่เพียงแต่จะต้องดำรงตนเป็นคนดีเท่านั้น แต่จะต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นคนดีด้วย ดั่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราต้องเป็นคนดีคือ “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน...ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก...”(มัทธิว 5:13-16) และเราต้องช่วยเพื่อนพี่น้องให้เป็นคนดีด้วย คือ “ถ้าเพื่อนพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง...ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย...ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยานอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือน....”(มัทธิว 18:15-20) สุดท้ายถ้าเราอ่านจนครบจะพบว่า เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่คำๆนี้ “ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั้นในหมู่พวกเขา”(มัทธิว 18:20) ขอพระเจ้าอวยพร
KC Love God ขอขอบคุณข้อมูลจาก ratchaburidio.or.th

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

“พึ่งพระเจ้า” ตามแบบฉบับของเปโตร



เรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางปัญหา
อาจเกินความสามารถของเรา
แต่ไม่เกินความสามารถของพระเจ้า
ไม่มีสักสิ่งเดียวที่เกินกำลังที่พระเจ้าจะทำได้

 “ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้
แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง"

(มัทธิว 19:26)



“ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง สงสัยทำไมเล่า”

 พระวรสารกล่าวถึงเรื่องของนักบุญเปโตรที่กระโดดจากเรือลงเดินบนน้ำไปหาพระเยซูเจ้า ขณะที่เขากำลังเดินเข้าหาพระเยซูเจ้านั้น เกิดมีลมพัดแรง ก็เกิดความกลัวแล้วจึงค่อยๆจมลง ในขณะที่อยู่ในช่วงวิกฤตินั้นนั้นเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู “พระเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย”ทันใดนั้นพระเยซูเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์จับเขา ตรัสว่า “ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง สงสัยทำไมเล่า” เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นมาประทับเรือพร้อมกับเปโตรแล้ว ลมก็สงบ คนที่อยู่ในเรือจึงเข้ามากราบนมัสการพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง”

ท่านคิดว่าตัวของท่านเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ไหม
              “ตั้งใจแล้ว แต่ยังทำไม่ได้ หรือทำไม่สำเร็จ” แม้ว่าตัวของท่านจะมีความตั้งใจอย่างดีสักเพียงใดก็ตาม ท่านลองพิจารณาถึงชีวิตประจำวันของท่านดูซิว่า ตัวของท่านถูกผจญให้หลงกระทำความผิดหรือความบาปมากขึ้นทุกวันหรือไม่ ท่านมีความเพียรทนต่อบุคคลในบ้านหรือเพื่อนบ้านน้อยลงหรือไม่ ท่านรู้สึกว่าปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้าและพระศาสนจักรได้ยากขึ้นทุกวันหรือไม่ ท่านไปสารภาพบาปกลับมาก็ยังคงกระทำบาปเดิมๆอีก


                ถ้าท่านเป็นเช่นนี้ พระวาจาของพระเจ้าประจำอาทิตย์นี้ จะเป็นคำตอบที่ดีให้กับชีวิตของท่าน

ให้เราใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อหาคำตอบชีวิตจากเหตุการณ์นี้

              เปโตร “กระโดดลงจากเรือ” เดินบนน้ำไปหาพระเยซูเจ้า - พฤติกรรมเช่นนี้เปรียบได้กับชีวิตของเราได้หรือไม่ เราพยายามติดตามพระเยซูเจ้า เราได้รับศีลล้างบาปแล้ว (หรือกำลังเตรียมตัว) เรามีเจตนาดีที่จะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างและคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า เราได้ตัดสินใจแล้ว


              เกิด “ลมพายุพัดแรง” แต่แล้วในชีวิตของเราก็เกิดอุปสรรคหรือมีปัญหาต่างๆเข้ามาผจญเรา เรากลัว เราตกใจ – เมื่อเรามีปัญหา เราหลงลืมพระเจ้าไป เราหลงทางไป เราจึงเหมือนกับเปโตรที่กำลังจะจมน้ำ ชีวิตของเราเริ่มตกต่ำ มีความทุกข์ เกิดความเดือนร้อน ซึ่งหลายคนอาจจะจมน้ำไปแล้ว หรือกำลังจมน้ำตาย

              เปโตร “ร้องเรียกพระเยซู” ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ – ในวิกฤติของชีวิต หรือในยามที่เราประสบกับปัญหาต่างๆ เราร้องเรียกหาใคร เราเข้าพึ่งใคร บางคนหลงไปตามกระแสของคนทั่วไป มีใครบอกว่าอะไรดี ก็ไปหาที่นั้น โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นไสยศาสตร์หรือคาถาอาคมหรือไม่อย่างไร

               พระเยซู “ทรงยื่นพระหัตถ์จับเขา” - นี่แหละคือพระเจ้าของเรา ยามที่เราสำนึกผิดและเรียกหาพระองค์ พระองค์ประทับอยู่ใกล้เรามากที่สุด เพียงแต่ว่าเราลืมพระองค์ไป เราไม่ได้นึกถึงพระองค์ เปโตรรอดตายเพราะท่านร้องเรียกหาพระองค์

  ดังนั้นพระวาจาของพระเจ้าในเรื่องนี้จึงเตือนสติเรา และเป็นข่าวดีสำหรับเราทุกคน พระเจ้าทรงมีวิธีการสอนหรือทรงเรียกเราในหลากหลายวิธีด้วยกัน ความทุกข์หรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตก็เป็นเสียงเรียกอย่างหนึ่งให้เรามนุษย์ได้หันมาหาพระองค์ หันมาพึ่งพระองค์

             สิ่งที่สำคัญก็คือ บ่อยครั้งที่เรามนุษย์มักจะมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป เราพึ่งพาอาศัยความสามารถของตนเอง นึกว่าตัวเราเก่งแล้ว ยอดแล้ว แต่แท้ที่จริง “เพราะถ้าไม่มีเรา(พระเจ้า) ท่าน(เรามนุษย์)ก็ทำอะไรไม่ได้เลย”(ยน.15:5)

             ย้อนมาดูความตั้งใจของเรา ไม่ว่าการที่เราต้องการที่จะเอาชนะการผจญ หรือการที่เราจะเอาชนะความไม่เพียรทน หรือการเอาชนะตนเองในการปฏิบัติตามพระบัญญัติ หรือการเอาชนะตนเองที่จะไม่กลับไปทำบาปเดิมๆอีกได้นั้น อย่านึกว่าเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะเรากำลังสู้กับปีศาจ ปีศาจมีกำลังมากกว่าเรามากนัก (เพราะว่าพวกมันเคยเป็นทูตสวรรค์มาก่อน) ดังนั้นการที่เราจะเอาชนะการล่อลวงของปีศาจเราจำเป็นต้อง “พึ่งพระเจ้า” ตามแบบฉบับของเปโตร

             แน่นอนเราต้องเพียรพยายามที่จะเอาชนะความอ่อนแอด้วยตัวของเราเองก่อน แต่ในฐานะคริสตชน เราต้องไม่เพียงแต่พึ่งพลังกำลังของตนเองเพื่อดำรงตนเป็นคนดีเท่านั้น เราต้อง “ทูลวอน” ขอพละกำลังหรือความเชื่อเหลือจากพระเจ้าด้วย

           ทุกครั้งที่เราถูกผจญหรือตั้งใจแล้วยังล้มเหลว ขออย่าให้เรายอมแพ้ แต่จงยกสายตาของเราขึ้นหาพระเจ้า แล้วทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ นี้แหละคือข่าวดีของพระเจ้าที่มีต่อเราทุกคน

        “ข้าแต่พระบิดา..โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การผจญ แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ อาแมน”
kamsondeedee.com

ทำไม​เปโตร​เริ่ม​วอกแวก และ​นั่น​ก่อ​ผล​เช่น​ไร?
พระองค์​สอน​บทเรียน​สำคัญ​อะไร​แก่​เปโตร?
 เปโตร​ต้อง​เพ่ง​มอง​ไป​ที่​พระ​เยซู. พระ​เยซู​คือ​ผู้​ที่​ทำ​ให้​เปโตร​เดิน​บน​น้ำ​ได้​โดย​ใช้​อำนาจ​จาก​พระ​ยะโฮวา. พระ​เยซู​ทำ​เช่น​นั้น​เพราะ​เห็น​ว่า​เปโตร​มี​ความ​เชื่อ​ใน​พระองค์. แต่​เปโตร​กลับ​วอกแวก. เรา​อ่าน​ว่า “เมื่อ​เห็น​พายุ​เขา​ก็​กลัว.” เปโตร​กลัว​มาก​เมื่อ​เห็น​คลื่น​ซัด​กระแทก​เรือ​และ​แตก​กระเซ็น​เป็น​ฟอง​ กระจาย​ไป​กับ​ลม. เขา​อาจ​นึก​ภาพ​ว่า ตัว​เอง​กำลัง​จะ​จม​น้ำ​ตาย​ใน​ทะเลสาบ​นั้น. ยิ่ง​เขา​กลัว ความ​เชื่อ​ของ​เขา​ก็​ยิ่ง​ลด​น้อย​ลง. ชาย​ที่​ได้​ชื่อ​ว่า​ศิลา​เพราะ​มี​ศักยภาพ​ที่​จะ​ยืนหยัด​มั่นคง​เริ่ม​จม​ลง​เหมือน​หิน​ก้อน​หนึ่ง​เนื่อง​จาก​ความ​เชื่อ​สั่น​คลอน. เปโตร​เป็น​คน​ว่าย​น้ำ​เก่ง แต่​เขา​กลับ​ไม่​ว่าย. เขา​ร้อง​ว่า “พระองค์​เจ้าข้า โปรด​ช่วย​ข้าพเจ้า​ด้วย!” พระ​เยซู​จึง​จับ​มือ​และ​ดึง​เขา​ขึ้น​มา. ขณะ​ที่​ยัง​อยู่​บน​ผิว​น้ำ​นั้น พระองค์​ได้​สอน​บทเรียน​สำคัญ​แก่​เปโตร. พระองค์​ตรัส​ว่า “เจ้า​ผู้​มี​ความ​เชื่อ​น้อย เจ้า​สงสัย​ทำไม?” (มัทธิว 14:30,31)

ทำไม​ความ​สงสัย​จึง​อันตราย และ​เรา​จะ​สู้​กับ​แนว​โน้ม​นี้​ได้​อย่าง​ไร?
 ความ​สงสัย​อาจ​เป็น​พลัง​ที่​ก่อ​ความ​เสียหาย​ได้​อย่าง​มาก​มาย. ถ้า​เรา​เริ่ม​สงสัย ความ​เชื่อ​ของ​เรา​จะ​ถูก​กัด​กร่อน​และ​หมด​ไป​ใน​ที่​สุด. เรา​ต้อง​สู้​กับ​ความ​สงสัย​อย่าง​สุด​กำลัง! จะ​ทำ​อย่าง​ไร​ล่ะ? โดย​เพ่ง​มอง​ให้​ถูก​ที่. ถ้า​เรา​เพ่ง​มอง​ที่​พระ​เจ้า​และ​พระ​บุตร​ของ​พระองค์ มอง​สิ่ง​ที่​พระองค์​ทั้ง​สอง​ได้​ทำ กำลัง​ทำ และ​จะ​ทำ​เพื่อ​ผู้​ที่​รัก​พระองค์ ความ​สงสัย​จะ​ไม่​อาจ​ทำลาย​ความ​เชื่อ​ของ​เรา​ได้. อย่าง​ไร​ก็​ตาม ถ้า​เรา​คิด​ถึง​แต่​สิ่ง​ที่​ทำ​ให้​เรา​กลัว ท้อ​แท้ หรือ​เขว​ไป​จาก​พระ​เจ้า​และ​พระ​บุตร​ของ​พระองค์ เรา​ก็​จะ​รู้สึก​สงสัย​มาก​ขึ้น.

 ทำไม​ความ​เชื่อ​ของ​เปโตร​ควร​ค่า​แก่​การ​เลียน​แบบ?
 เมื่อ​เปโตร​ตาม​พระ​เยซู​ขึ้น​มา​บน​เรือ เขา​ก็​เห็น​ว่า​พายุ​สงบ​แล้ว. ทะเล​แกลิลี​สงบ​เงียบ. เปโตร​กับ​สาวก​คน​อื่น ๆ พูด​ออก​มา​ว่า “พระองค์​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระเจ้า​จริง ๆ.” (มัทธิว. 14:33) เมื่อ​แสง​อาทิตย์​ยาม​เช้า​ส่อง​ไป​ทั่ว​ทะเลสาบ หัวใจ​ของ​เปโตร​คง​เปี่ยม​ด้วย​ความ​สำนึก​บุญคุณ. เขา​ได้​เรียน​รู้​ที่​จะ​เอา​ชนะ​ความ​กลัว​และ​ความ​สงสัย. จริง​อยู่ เขา​ยัง​ต้อง​ปรับ​เปลี่ยน​แก้ไข​อีก​หลาย​อย่าง​กว่า​จะ​เป็น​คริสเตียน​ที่​หนักแน่น​มั่นคง​ดุจ​ศิลา​ดัง​ที่​พระ​เยซู​พยากรณ์​ไว้. แต่​เขา​ตั้งใจ​แน่วแน่​ว่า​จะ​พยายาม​และ​ก้าว​หน้า​ต่อ​ไป. คุณ​ตั้งใจ​เช่น​นั้น​ด้วย​ไหม? คุณ​จะ​พบ​ว่า​ความ​เชื่อ​ของ​เปโตร​ควร​ค่า​แก่​การ​เลียน​แบบ​อย่าง​แน่นอน.
jw.org







วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปรัชญาคำสอนจากพระคัมภี์ไบเบิล เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความวางใจในพระเจ้า

การที่รู้ว่าท่านเป็นคริสตชนก็นับว่าดี แต่การแสดงตนเป็นคริสตชนย่อมดีกว่า.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (ยอห์น 13:35)
หากท่านรักกันและกัน คนทั้งหลายก็จะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา


จงเป็นห่วงว่าพระเป็นเจ้าทรงคิดอย่างไรกับท่าน มากกว่าการเป็นห่วงว่าคนอื่นเขาจะคิดอย่างไร.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (กิจการ 5:29)
เปโตรและสาวกอื่นๆ ตอบว่า เรานอบน้อมเชื่อฟังพระเป็นเจ้าดีกว่ามนุษย์


ความเชื่อคือการท้าทายให้จิตวิญญาณ มองไปยังที่ซึ่งตามองไม่เห็น.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (2 โครินทร์ 5:7)
แต่เราดำเนินชีวิตอาศัยความเชื่อ มิได้อาศัยสิ่งที่เรามองเห็น


ความเชื่อเที่ยงแท้ และความกล้าหาญ เปรียบเสมือนว่าว ยิ่งมีลมต้าน มักยิ่งร่อนสูงขึ้น.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (อิสยาห์ 41:31)
ส่วนผู้ที่รอคอยพระเจ้า จะฟื้นฟูพลังของตนเอง เขาจะมีปีกโผบินดังเช่นนกอินทรีย์ เขาจะวิ่งแต่ก็ไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินแต่ก็ไม่เป็นลม


พระเจ้าเป็นผู้ทรงสามารถรักษาดวงใจที่สลายได้ แต่พระองค์จำเป็นต้องมีทุกชิ้นส่วนของดวงใจนั้น.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (สุภาษิต 23:26ก.)
ลูกรัก จงมอบดวงใจให้แก่เราเถิด


พระเยซูเจ้าคือพระสหาย ผู้ทรงทราบถึง ความผิดตกบกพร่อง อันมากมายของท่าน แต่ก็ยังทรงรักท่านอยู่เช่นเดิม.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์(โรม 5:8)
พระเจ้าทรงสำแดงความรัก ของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา


พระเยซูเจ้าคือพระสหาย ผู้ทรงย่างกายเข้ามา เมื่อโลกย้ายออกไป.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (ยอห์น 16:33)
เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติในจิตใจของท่านเนื่องจากเรา ระหว่างที่ท่านอยู่ในโลก ท่านจะต้องทรมาน แต่จงทำใจดีไว้เถิด


มโนธรรม คือ เครื่องเตือนภัยซึ่งพระเป็น ทรงติดตั้งให้ไว้กับท่าน จงดีใจเมื่อมันทำให้ ท่านรู้สึกเจ็บ แต่จงระวังเมื่อท่านไม่รู้สึกเจ็บ.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์  (กิจการ 24:16)
ในข้อนี้ ข้าพเจ้าพยายามประพฤติตามมโนธรรม โดยมิให้กระทำผิดต่อพระเป็นเจ้า และต่อเพื่อนมนุษย์


สะพานเชื่อมที่ดีเลิศระหว่างความหวัง กับ ความหมดหวัง ก็คือ การนอนหลับให้เต็มอิ่ม.

อ้างอิงจาก พระคัมภีร์  (สุดดี 127:2)
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตื่นเช้า นอนดึก เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ พระเป็นเจ้าทรงดูแลผู้ที่พระองค์ทรงรัก แม้ในยามที่เขานอนหลับ



ข้อมูลจากwww.wordyguru.com

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปรัชญาคำสอนจากพระคัมภี์ไบเบิล เกี่ยวกับเรื่อง ความรัก และการเป็นผู้ให้

พระคัมภีร์ไบเบิลมีปรัชญาที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก มีหลายต่อหลายประโยคที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันของเรา

เราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เรากลับเป็นผู้มอบชีวิต เมื่อเราเป็นผู้ให้

ความหมายในพระคัมภีร์  (กิจการ 20:35)
ข้าพเจ้าได้ให้ตัวอย่างแก่ท่านแล้วในทุกสิ่ง ให้ท่านเห็นว่าการกระทำดังนี้ ท่านจะสามารถช่วยผู้ที่อ่อนแอ ท่านจงรำลึกถึงพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ตรัสว่า การให้ย่อมได้บุญมากกว่าการรับ


หัวใจมีความสุขมากที่สุด เมื่อมันเต้นเพื่อคนอื่น.

ความหมายในพระคัมภีร์  (ยอห์น 15:13)
ไม่มีผู้ใดมีความรักเท่ากับ ผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อผู้อื่น


หนทางที่ดีที่สุดที่จะลืมปัญหาของตนเอง ก็คือการช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่น.

ความหมายในพระคัมภีร์  (ฟิลลิปปี 2:4)
มนุษย์ อย่ามองเพียงปัญหาของตนเอง แต่ทุกคนควรมองดูปัญหาของผู้อื่น


ผู้ที่มีสิทธิ์ในความรักน้อยที่สุด คือผู้ที่ต้องการความรักมากที่สุด.

ความหมายในพระคัมภีร์  (มัทธิว 5:44)
แต่เราสั่งให้ท่านรักศัตรู และอธิฐานภาวนา ให้ผู้ที่กระทำผิดต่อท่าน



ผู้ที่นำแสงอาทิตย์ เข้ามาในชีวิตของผู้อื่น ย่อมไม่สามารถกั้นแสงนั้น จากชีวิตของตนเองได้.

ความหมายในพระคัมภีร์    (กาลาเทีย 6:7)
อย่าหลงผิด ไม่มีใครหลอกพระเป็นเจ้าได้ สิ่งใดที่มนุษย์หว่านไว้ เขาก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น



ชิวิตคงจะง่ายขึ้นมาก หากคนเรา แสดงความอดทนในครอบครัว ให้เท่ากับเวลาที่เขาไปนั่งตกปลา.

ความหมายในพระคัมภีร์    (1เปโต 3:7ข.)
ท่านที่เป็นสามี ก็จงอยู่กับภรรยาของท่าน ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน


จงลืมตัวท่าน เพื่อผู้อื่น แล้วเขาจะไม่ลืมท่าน.

ความหมายในพระคัมภีร์  (มัทธิว 7:12)
ดังนั้นสิ่งใดที่ท่านปรารถนา ให้ผู้อื่นกระทำแก่ท่าน ท่านก็จงกระทำสิ่งนั้นแก่เขา เพราะนี่กฎบัญญัติ และคำสอนของบรรดาประกาศก


ของขวัญอันล้ำค่า ที่เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ ก็คือ ตัวอย่างที่ดี.

ความหมายในพระคัมภีร์  (ยอห์น 13:15)
เหตุว่าเราได้มอบแบบอย่างให้แก่ท่านแล้ว ทั้งนี้เพื่อ ให้ท่านทำดังที่เราได้กระทำแก่ท่าน



ข้อมูลจากwww.wordyguru.com

ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...