การประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของเรา แต่การเกิดผลและปาฏิหารย์เป็นงานของพระเจ้า ฉะนั้น จงสัตย์ซื่อในหน้าที่ของตน แล้วจงวางใจ ยิ่งเรารับใช้ ยิ่งทำให้ความเชื่อของพวกเราเติบโตยิ่งขึ้น เราจึงรู้ว่า "โดยความเชื่อ ทุกสิ่งเป็นไปได้จริงๆ" ในชีวิตของตัวข้าพเจ้าเอง มีเรื่องราวอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย การได้มีเวลาอ่าน ฟังและทำความเข้าใจ พระธรรมคำสอนในพระคัมภีร์นับว่าเป็นพรประเสริฐ นี่จึงเป็นที่มาของความตั้งใจในการทำเพจขึ้นมาเพื่อแบ่งปันเรื่องราวและประกาศข่าวดีของพระองค์ ขอขอบคุณทุกๆที่มาของบทความหนุนใจ
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558
“อิจฉาริษยา”
ในชีวิตของเรา เรามักจะหัวเสียเมื่อเห็นคนอื่นๆโชคดีกว่าตัวเรา คิดให้ดีๆแล้วยอมรับความจริง นี้คือสิ่งที่เรียกว่า “อิจฉาริษยา” ใช่ไหม แต่ทำไมจึงทำให้เราเกิดความอิจฉาคนอื่นเล่า
เหตุผลหนึ่งก็คือ เรามักจะคิดว่าตัวเรานี้ “ดีกว่า” คนอื่น หรือ ยิ่งกว่านั้น เราเองมักจะคิดว่าเราดีกว่าสิ่งที่ตัวเราเองเป็นหรือมีด้วยซ้ำไป เช่น เก่งกว่า รวยกว่า ทำอะไรได้มากกว่า ทั้งๆทีเราทำไม่ได้ถึงขั้นนั้น
หยุดการเปรียบคนเองกับผู้อื่น แต่ให้เรายอมรับตนเองอย่างที่เป็น และปฏิบัติตามแนวทางที่นักบุญเปาโลสอนเราไว้คือ “แต่ละคนจงพิจารณาการกระทำของตน แล้วจะภูมิใจในตนเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น” (กาละเทีย 6:4)
นี่แหละที่ทำให้เราวิจารณ์คนอื่น ว่าคนอื่น ดูถูกคนอื่น ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้ใช้มาตรฐานของพระเจ้าในการตัดสินคนอื่น เราใช้มาตรฐานของเราเอง เราเอาตัวเองเป็นตาชั่งสำหรับคนอื่น
ใครจะไปรู้ถึงแผนการของพระเจ้า ความสามารถที่เราคิดว่าเรามีมากกว่าคนอื่นนั้น อาจจะไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า นักบุญเปาโลเตือนใจเราได้อย่างตรงประเด็นที่สุด เมื่อท่านกล่าวว่า “แต่พระเจ้าทรงเลือกสรรคนโง่เขลาในสายตาของโลกเพื่อให้คนฉลาดต้องอับอาย และพระเจ้าทรงเลือกสรรสิ่งต่ำช้าน่าดูหมิ่นไร้คุณค่าในสายตาของชาวโลกเพื่อทำลายสิ่งที่โลกคิดว่าสำคัญ” (1โครินธ์ 1:27-28)
ความอิจฉาริษยาเป็น “การกระทำที่เกิดจากความปรารถนาของกายที่มีบาป” ที่เราชาวคริสทุกคนควรพยายามเอาชนะ. (กลา. 5:19-21) ถ้าเราไม่ปล่อยให้ความอิจฉาริษยาครอบงำเรา ชีวิตเราก็จะมีความสุขมากขึ้นและทำให้พระบิดาของเราพอพระทัย.
ฝึกตนเองให้เป็นคน รู้จักชื่นชมยินดี “จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี.” (โรม 12:15) พระเยซูทรงชื่นชมยินดีเมื่อเหล่าสาวกประสบความสำเร็จ และพระองค์ทรงชี้ว่าพวกเขาจะทำงานประกาศให้สำเร็จได้มากยิ่งกว่าพระองค์. (ลูกา 10:17, 21; โย. 14:12) เรามีเอกภาพในฐานะผู้รับใช้ของพระยะโฮวา. ด้วยเหตุนั้น ความสำเร็จของใครก็ตามในหมู่พวกเรานับเป็นพระพรสำหรับทุกคน. (1 โค. 12:25, 26) ดังนั้น เราน่าจะชื่นชมยินดีแทนที่จะรู้สึกอิจฉาเมื่อคนอื่นได้รับหน้าที่รับผิดชอบมากกว่ามิใช่หรือ?
อีกทางหนึ่งก็คือ การต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งอยู่ในระบบของโลกนี้ พระคัมภีร์บอกว่า เรากำลังทำงานให้กับพระเจ้า ก็ขอบคุณพระเจ้า
หน้าที่ของเรา อันดับแรกคือระงับ จัดการ กำจัด ตรึงความรู้สึกของกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ให้อยู่หมัดให้ได้ และที่เหลือพระเจ้าจะนำพาเราผ่านไปเอง ให้ถวายเกียรติพระองค์ในทุกแง่มุม ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า จะตรึงกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ที่ไม้กางเขนทุกวัน และขอพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราใหม่ ให้เราเป็นเหมือนพระองค์ทุกวัน ให้เราดำเนินโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ตัดสินใจ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา ไม่ใช่โดยความคิดเก่าๆ ของกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ชีวิตจึงแตกต่างกับคนที่อยู่ในโลกนี้ ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ให้เราอธิษฐานทุกๆวันนะคะ
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558
มิสซังหรือสังฆมณฑล มีที่มาอย่างไร
เรื่องที่น่า(จะต้อง)รู้ของคริสตชน
ในเวลานี้พระศาสนจักรของเรากำลังเน้นเรื่องสำคัญที่ได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 เป็นต้นมา นั่นคือเรื่องกฤษฎีกา “ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” ที่ออกมาหลังการสมัชชาใหญ่ปีค.ศ.2015 แต่ก่อนที่เราจะพิจารณาความหมายของกฤษฎีกานี้ พ่ออยากให้เราย้อนไปดูเส้นทางการประกาศข่าวดีในดินแดนสยาม เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของพระศาสนจักรในประเทศไทยของเราเสียก่อน ศาสนาคริสต์มาถึงประเทศไทยได้กว่า 450 ปีมาแล้วในปี ค.ศ. 1567 โดยมิชชันนารี 2 ท่าน คณะดอมินิกันชาวโปรตุเกส คือ
- คุณพ่อ เยโรนีโม ดา ครูส
- คุณพ่อ เซบาสตีอาว โด กันโต
ถือเป็นการประกาศศาสนาอย่างเป็นทางการ คุณพ่อดา ครูส ได้ถูกหอกแทงตายเป็นมรณะสักขี ในตอนนั้นท่านได้มาที่อยุธยาและมีคนกลับใจเยอะตามที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดมีการเบียดเบียนศาสนา ทำให้การประกาศศาสนาชะงักไม่เป็นผลเท่าที่ควร จนกระทั่งในปี1658 จึงได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการโดย
-พระสังฆราชฟรังซัวส์ ปัลลือ ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังตังเกี๋ย
-พระสังฆราชปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังโคชินจีน
โดยในตอนแรกยังไม่ได้เป็นประมุข ยังไม่ใช่มิสซัง เป็นเพียงเขตปกครองของวาติกัน พระศาสนจักรส่วนกลาง
จนในปีค.ศ. 1669
• ประกาศแต่งตั้งมิสซังสยาม โดยมี คุณพ่อหลุยส์ ลาโน เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาปกครอง
• 25 มี.ค. 1674 คุณพ่อหลุยส์ ลาโน ได้อภิเษก เป็นพระสังฆราชเป็นประมุขมิสซังสยามท่านแรก
• มิสซังสยามสมัยนั้นมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ คือ สยาม ลาว แหลมมาลายู เกาะสุมาตรา และพม่าตอนใต้
การประกาศแต่งตั้งนี้หมายความว่ามีความเป็นอิสระมากกว่าเดิมที่เป็นเพียงเขตปกครอง
• ค.ศ. 1838 พระสังฆราชฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระสังฆราชผู้ช่วย
• ปี 1841 แยกมิสซังสยามเป็น 2 เขต คือ
1.เขตตะวันออก ประกอบด้วย สยาม และ ลาว มีพระสังฆราชปัลเลอกัวเป็นประมุข
2. เขตตะวันตก ประกอบด้วย มาลายู เกาะสุมาตรา และภาคใต้ของพม่า มีพระสังฆราชกูร์เวอซี เป็นประมุข
• ค.ศ. 1899 มิสซังลาวแยกจากมิสซังสยาม โดยมี เขตปกครอง อยู่ในภาคอีสานของสยามและในประเทศลาว
ในสมัยของพระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์ โดยมีพระสังฆราชมารีย์ ยอแซฟ กืออ๊าส เป็นประมุขมีสำนักกลางอยู่ที่หนองแสง
• 1923 สันตะสำนักได้แนะนำให้มีการแบ่งมิสซัง พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส จึงเสนอให้แบ่งมิสซังสยามเป็น 3 มิสซัง คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และราชบุรี-ชุมพร โดยมิสซังราชบุรี-ชุมพร มอบให้คณะซาเลเซียนดูแล
ในปี 1928 ต่อมาปี 1941 จึงได้รับการตั้งเป็นมิสซังราชบุรี มีพระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี
• และในปี 1924 มิสซังสยามได้เปลี่ยนชื่อเป็นมิสซังกรุงเทพฯ
• 1944 มิสซังจันทบุรี ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มีพระสังฆราชยาโกเบ แจง เกิดสว่าง เป็นประมุข และเป็นพระสังฆราชชาวไทยองค์แรกด้วย
• 18 ธันวาคม ค.ศ. 1965 (หลังการประกาศสังคายนาวาติกันที่2) สันตะสำนักได้แต่งตั้งและแยกการปกครองพระศาสนจักรไทยเป็น 2 สังฆมณฑลนคร(หรืออัครสังคมณฑล) คือ
1.สังฆมณฑลนครแห่งกรุงเทพฯ โดยมีพระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วย สังฆมณฑลราชบุรี สังฆมณฑลจันทบุรี และ สังฆมณฑลเชียงใหม่
2.สังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง โดยมีพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วยสังฆมณฑลอุดรธานี สังฆมณฑลอุบลราชธานี และ สังฆมณฑลนครราชสีมา
เป็นที่น่าแปลกอยู่สักหน่อยตรงที่สังฆมณฑลนครราชสีมาในเรื่องของกฏหมายนั้นขึ้นอยู่กับสังฆมณฑลกรุงเทพ แต่กลับเป็นมิสซังลูกของสังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง ในปัจจุบันนี้ทางการรับรองเพียงสังฆมณฑลกรุงเทพและสังฆมณฑลท่าแร่เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
- สังฆมณฑลนครสวรรค์ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1967
- สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1969 (ทั้ง 2 สังฆมณฑลเป็นกลุ่มของสังฆมณฑลนครแห่ง กรุงเทพฯ)
ดังนั้นทั้งหมดเราจึงมี10สังฆมณฑล โดย6สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของกรุงเทพ และอีก4สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของท่าแร่ ในปัจจุบันนี้มีเพิ่มขึ้นมาอีก1สังฆมณฑล เป็นสังฆมณฑลที่11 คือเชียงรายที่ทางสันตะสำนักได้รับรองแล้ว รอการแต่งตั้งพระสังฆราชจากทางกรุงโรมแล้วจึงจะมีการประกาศมิสซังเชียงรายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง การแบ่งสังฆมณฑลออกเป็นส่วนย่อยๆ ก็เพื่อช่วยให้การดูแล ปกครองทำได้ง่ายขึ้น เป็นการแบ่งเพื่อให้เจริญเติบโต
จากตัวเลขสถิตินี้ ในขณะที่เมืองไทยเรามีประชากรทั้งหมดประมาณ68ล้านคนแล้ว จำนวนคาทอลิกเราคิดเป็นประมาณ0.5% และถ้ารวมกับพี่น้องโปรเตสแตนต์ และนิกายอื่นๆด้วยก็จะมีจำนวนประมาณ6-7แสนคน หรือประมาณ1% ของประชากรไทยทั้งหมด
คำว่าพระสงฆ์นักบวชคือเป็นพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วย พระสงฆ์คือผู้ที่ได้รับศีลบวช ส่วนนักบวชนั้นจะมีคณะนักบวช มีผู้ตั้งคณะของเขาเอง เช่นคณะพระมหาไถ่ คำว่าพระสงฆ์นักบวชก็คือ เป็นทั้งพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วยไม่ได้สังกัดสังฆมณฑล จากข้อมูลที่พ่อได้ให้พวกเราได้เห็นเส้นทางในอดีตที่ล่วงเลยมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อดาครูสเป็นต้นมา ผ่านมาแล้วกว่า450ปี คาทอลิกเรามีจำนวนแค่นี้ คือมีกันอยู่ประมาณ380,000คน คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายเพื่อจะทำให้ข่าวดีแห่งความรอด ทำให้ศิษย์พระคริสต์ประกาศข่าวดีได้เกิดผลอย่างแท้จริง
หลังจากเมื่อ350ปีที่แล้วที่มีคณะมิสซังต่างประเทศได้เข้ามาจัดสังคายนาสมัชชาครั้งที่1ของประเทศไทย มีสมาชิกของสมัชชา8คน มีการตั้งบ้านเณรยอแซฟหรือบ้านเณรใหญ่ขึ้น และเมื่อปีค.ศ.2015 จึงได้มีการสังคายนาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รับรองโดยสันตะสำนัก โดยก่อนทำสมัชชานี้ออกมา ได้มีการออกแบบฟอร์มสำรวจข้อมูลเมื่อปีค.ศ.2013-14 แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้จากพี่น้องมานั้นไปวิเคราะห์ พิจารณา และได้พบว่าสิ่งที่ทำให้พระศาสนจักรของเราอ่อนแอลงเพราะปัจจุบันนี้กระแสโลกียะนิยมเป็นกระแสที่แรงมาก คือความเจริญ ความวุ่นวายทางโลก โลกียะคือตามประสาโลก โลภ โกรธ หลง กระแสของทรัพย์สมบัติ วัตถุ ที่เข้ามาอย่างมากมาย จนกระทั่งทำให้คนไม่สนใจศาสนา ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะคาทอลิกแต่เป็นในทุกศาสนา
จากปัจจุบันนี้ประชากรโลกที่มีทั้งหมดประมาณ7พันล้านคน มีประมาณ1พันล้านคนที่ไม่สนใจ ไม่มีศาสนา จากกระแสโลกียะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราวิเคราะห์และปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร กฤษฎีกาของเราจับจุดตรงนี้ว่าสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้สามารถต่อสู้กับกระแสโลกียะนี้ได้นั้น ต้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนให้เข้มแข็ง และทำให้คนอื่นได้รู้จักความรักของพระเป็นเจ้าด้วยชีวิตของเรา ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันตามฐานะของแต่ละคนที่มีอยู่ พ่อเป็นพระสงฆ์ก็มีหน้าที่ของพระสงฆ์ พวกเราเป็นฆราวาสก็มีหน้าที่ของฆราวาส การประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของเราทุกคน โดยเริ่มจากคนในบ้านของเราก่อน แล้วจึงขยายออกไปข้างนอก ดังนั้นการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนนี้จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในกฤษฎีกาที่จะทยอยออกมาเรื่อยๆ ส่วนจะฟื้นฟูอย่างไร อะไรบ้างก็จะค่อยๆมีแผนงานออกมาเป็นขั้นตอน
แบ่งปันโดยคุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ทำไมพระเจ้าประทานความทุกข์ยากลำบากมาให้มนุษย์
ทำไมพระเจ้าประทานความทุกข์ยากลำบากมาให้มนุษย์
ทำไมพระเจ้าประทานความทุกข์ยากลำบากมาให้มนุษย์ต้องแบกต้องทน ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่า “ความทุกข์ยากลำบากเป็นมาตรฐานในการประเมินคุณค่าของมนุษย์” คนหนึ่งจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น คนๆนั้นจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน และความทุกข์ยากลำบากเป็นการพิสูจน์รักแท้ ถ้าเรารักใครเราคงยอมลำบากเพื่อเขาได้ด้วยใจยินดี แต่นี้ก็ยังเป็นแค่มาตรฐานมนุษย์ แต่มาตรฐานของพระเจ้าแล้ว ความยากลำบากในชีวิตทำให้เรามีส่วนในพระทรมานของพระเยซูเจ้า ความยากลำบากเป็นเครื่องมือของของพระเจ้าที่ทรงเรียกเราให้เราเข้ามาใกล้ชิดกับพระองค์ (เปรียบกับคำที่ว่าถ้าไม่เห็นโลงศพก็ยังไม่หลั่งน้ำตา)
ความทุกข์ยากของมนุษย์เป็นเสมือนกางเขนที่เราทุกคนจะต้องแบก คำสอนของพระเยซูให้กำลังใจมากเพราะเราไม่ได้แบกไม้กางเขนเพียงแต่ลำพัง แต่เราเดินไปพร้อมกับพระองค์ ขอให้เรายอมรับความทุกข์ยากลำบากที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความโดดเดี่ยว ความกลัดกลุ้มใจ ฯลฯ ขอให้เรามองไม้กางเขนไว้ อย่างลืมที่พระองค์ทรงสอนเรา “จงแบกกางเขนของตนแล้วติดตามเรา” ซึ่งเราส่วนใหญ่มักจะโดนประจญเช่นนี้ “ขอที่เถิดพระเจ้า อย่าให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเลย”
เราจะต้องคิดพิจารณาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราด้วยมาตรฐานของพระเจ้า เราได้เรียนรู้จากพระวาจาของพระเจ้าแล้วว่าพระเจ้าทรงรักเราอย่างไร พระองค์ไม่อยากให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา พระองค์ทรงยอมลำบากแทนเราได้ ความทุกข์ยากลำบากจึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเพราะนี้เป็นแผนการของพระเจ้าที่จะทรงนำเราไปพบกับความสุข “วิถีทางของพระเจ้าไม่เหมือนวิถีทางของมนุษย์ แต่วิถีทางของพระเจ้านั้นดีที่สุดสำหรับเรามนุษย์."
ขอพระเจ้าอวยพร
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
คนชอบธรรมเป็นอย่างไร
คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “คนชอบธรรม” ก็คือ บุคคลที่กระทำถูกต้องในสายตาของพระเจ้า ประพฤติตนดีงามโดยไม่ยึดติดกับบาปหรือความเลวร้ายต่างๆ มีชีวิตที่อยู่ในศีลและพระพรของพระเจ้า ผูกพันอยู่กับพระเจ้า เป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับอาดัมในระยะแรกที่พระเจ้าทรงสร้างเขามา เขาเป็นคนที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง นี้แหละเป็นเงื่อนไขของบุคคลที่จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า
บางคนอาจจะสงสัยว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือ หรือเป็นไปไม่ได้ ใครจะทำได้ ขอให้เราได้ทบทวนคำสอนจากพระคัมภีร์ที่สอนเราเกี่ยวกับเรื่องของความชอบธรรม พระคัมภีร์ได้สอนเราว่าเราสามารถเป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสตเจ้าได้ในสองช่วงเวลา คือ การได้รับความชอบธรรมระหว่างการรับศีลล้างบาป กับการได้รับความชอบธรรมหลังจากการรับศีลล้างบาป ซึ่งทั้งสองต่างมีความจำเป็นที่จะทำให้เราได้เป็นทายาทแห่งเมืองสวรรค์ ได้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์
บางคนอาจจะสงสัยว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือ หรือเป็นไปไม่ได้ ใครจะทำได้ ขอให้เราได้ทบทวนคำสอนจากพระคัมภีร์ที่สอนเราเกี่ยวกับเรื่องของความชอบธรรม พระคัมภีร์ได้สอนเราว่าเราสามารถเป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสตเจ้าได้ในสองช่วงเวลา คือ การได้รับความชอบธรรมระหว่างการรับศีลล้างบาป กับการได้รับความชอบธรรมหลังจากการรับศีลล้างบาป ซึ่งทั้งสองต่างมีความจำเป็นที่จะทำให้เราได้เป็นทายาทแห่งเมืองสวรรค์ ได้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์
พี่น้องที่เคารพ เราอาจจะพูดว่า ผม/ฉันรู้พระธรรมคำสอนดีแล้ว ฉันเรียนมาหมดแล้ว ฉันนี้แหละเป็นคนชอบธรรมและสมควรได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแล้ว แต่แท้จริงแล้ว แค่เป็นรู้หรือฟังมาเท่านั้นยังไม่พอ เพราะ “เพราะผู้ที่พระเจ้าจะทรงบันดาลความชอบธรรมนั้น มิใช่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติด้วย” (รม.2:13)
เราอาจจะได้ยินบางคนบอกว่า ผม/ฉันมีความเชื่อในพระเจ้า ฉันสวดภาวนาทุกวัน ฉันมีรูปพระติดตัวตลอดเวลา ฉันนี้แหละเป็นผู้ชอบธรรมและสมควรจะไดรับสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า ฉันสามารถเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้แล้ว แต่แท้จริงแล้ว ความเชื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้นำความชอบธรรมมาสู่ตัวของเราเพราะ “มนุษย์จะเป็นผู้ชอบธรรมได้ก็ด้วยการกระทำมิใช่ด้วยความเชื่อแต่อย่างเดียว”(ยก.2:24)
บางคนบอกว่า ผม/ฉัน รับศีลล้างบาปแล้ว ฉันเป็นผู้คนชอบธรรมแล้ว แน่นอน โดยผ่านทางศีลล้างบาป พระเยซูเจ้าได้ทรงยอมตายบนไม้กางเขน หลั่งโลหิต เป็นเครื่องบูชาชดเชยบาป หรือจ่ายค่าปรับจากความผิดบาปของเรามนุษย์แล้ว ทำให้เราเป็นอิสระไม่ถูกลงโทษจากบาปในอดีตของเรา(รม.3:25) นอกจากนั้นพระเยซูเจ้าทรงตรัสอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า ถ้าเขาไม่เกิดจากน้ำและพระจิต”(ยน.3:5) การได้รับพิธีล้างบาปนั้นทำให้เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้วก็จริง แต่หลังจากนั้น เราได้ประพฤติตนอย่างไร เราได้ใช้อิสรภาพของเราอย่างไร ความชอบธรรมที่เราได้รับมานั้น เราได้รักษาไว้อย่างดี วิญญาณของเรายังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่ ดังนั้น ศีลล้างบาปจึงเป็นก้าวแรกของการเป็นผู้ชอบธรรม ชีวิตแห่งการเป็นบุตรของเจ้าได้เริ่มต้นจากจุดนี้เอง
ดังนั้นใครล่ะจะเป็น “ผู้ชอบธรรม และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า” อย่างแท้จริง ผมจะพยายามเรียบเรียงการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระศาสนจักรเพื่อเราจะได้ตรวจสอบตนเอง และมั่นใจว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมและเหมาะสมจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า หรือพูดง่ายๆว่าได้ไปสวรรค์ ดังนี้ บุคคลที่จะได้รับความชอบธรรมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับพระหรรษทาน(ความช่วยเหลือ)จากองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยที่พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้เข้าหาหรือแสวงหาพระองค์ พระเจ้าประทานอิสระให้แก่เรา หลายคนรู้แล้วเลือก แต่อีกหลายคนไม่เลือก เมื่อเราเลือกพระองค์และฝากชีวิตไว้กับพระองค์ ยอมเข้ามาร่วมชีวิตกับพระเจ้าโดยผ่านทางศีลล้างบาป เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระวรกายศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งทรงทำให้เราเป็นสิ่งสร้างใหม่ เป็นคนใหม่ โดยพระหรรษทานของพระเจ้า ผ่านทางฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า อาศัยความเชื่อศรัทธาในองค์พระเยซูเจ้าและศีลล้างบาป เราได้รับหัวใจใหม่และจิตใจใหม่ซึ่งทำให้เราหลุดพ้นจากบ่วงแร้วของความบาปต่างๆที่เราได้หลงผิดทั้งจากการกระทำของตัวเราเองและผลของบาปที่ติดตัวมาอันเนื่องมาจากบาปกำเนิด เราได้เกิดใหม่ด้วยพระจิตเจ้า(ยน.3:5) เราได้รับพระจิตเจ้า พระจิตเจ้าทรงเป็นผู้นำทางเราให้สามารถดำเนินชีวิตในฐานะคริสตชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การเป็นสิ่งสร้างใหม่หรือคนใหม่นี้แหละที่เป็นหลักประกันถึง “ความหวังในชีวิตนิรันดรของเรา”
แต่นี้ยังไม่จุดหมายปลายทางของการเป็นคริสตชน นี้เป็นเพียงการเริ่มต้นบนถนนแห่งความเชื่อของเราในฐานะคริสตชนเท่านั้น เราจะต้องดำเนินชีวิตใหม่ในฐานะที่เป็นคนใหม่ของพระคริสตเจ้า นั้นก็คือ เราต้องดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่เรามีนั้น เราต้องเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า นั้นคือ เราต้อง “รักพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด” เหนือสิ่งของฝ่ายโลก และเราต้อง “รักเพื่อนมนุษย์เหมือนหนึ่งรักตนเอง” และเราต้องเข้ารับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างสม่ำเสมอ หลังจากการรับศีลล้างบาปแล้ว เราอาจจะหลงผิดไปได้อีก เราจึงต้องเข้ารับศีลอภัยบาป เพื่อให้เรากลับมาเป็นผู้ชอบธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องสูญเสียความชอบธรรมไปเพราะบาปของเรา แต่เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องรับศีลมหาสนิท ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงบอกกับเราว่านี้คือพระกายของพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นอาหารทรงชีวิต ถ้าเราไม่รับประทานอาหารทรงชีวิตนี้แล้ว จิตวิญญาณของเราจะแห้งแล้ง และจะต้องตายอย่างแน่นอน การรับศีลมหาสนิทอย่างสม่ำเสมอนี้แหละจะเป็นหลักประกันเพื่อการรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า พระอาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา เมื่อใครพบเข้าก็จะมีความยินดี จะขายทุกอย่างเพื่อรวบรวมเงินมาซื้อที่ดินบริเวณนั้น ขุมทรัพย์ที่ว่านั้นคือชีวิตแห่งความสุขนิรันดร ซึ่งจะเป็นสิริรุ่งโรจน์ของชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ แต่การจะได้มาซึ่งความสุขแท้จริงนี้จะต้องขายทุกอย่าง คือ ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆฝ่ายโลก สละความสนุกฝ่ายเนื้อหนัง ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ฯลฯ เราต้องขายสิ่งเหล่านี้ออกไป แล้วรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดของเราเพื่อเอาสวรรค์มาครอบครองให้ได้ พระอาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้กับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลามากมาย แต่ปลาที่ได้มานั้นเป็นทั้งปลาดีและปลาที่ไม่เป็นประโยชน์ เขาเก็บปลาดีๆไว้ ส่วนปลาที่ไม่ดีเขาก็จะโยนทิ้งไป คำอุปมานี้หมายถึงอะไร ปลาดีกับปลาไม่ได้ดีหมายถึงใคร แน่นอนตามความเชื่อของเรา เมื่อถึงวันแห่การพิพากษา วันที่พระคริสตเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้น พระองค์จะเสด็จมาเพื่อพิพากษาเราแต่ละคน และจะทรงคัดเลือกเรา ใครจะเป็นปลาดีหรือปลาเน่าก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเรา นี้เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบตนเอง พี่น้องที่เคารพ ข่าวดีของพระเจ้าในเรื่องนี้ต้องการเตือนใจของเราแต่ละคน ให้คิดถึงอนาคตที่แท้จริงของตัวเรา เราทุกคนจะต้องเป็นผู้ชอบธรรม เพื่อเราจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า เราจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ที่เราเรียกว่าพระหรรษทาน พระศาสนจักรได้ให้อุปกรณ์ต่างๆมาช่วยเหลือเราเพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย ได้แก่ ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ การสวดภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ การทำกิจเมตตา การดำเนินชีวิตตามที่พระศาสนจักรได้กำหนดไว้ นี้แหละเป็นข่าวดีที่เราจะต้องรับรู้และปฏิบัติตาม และเราจะต้องนำไปประกาศข่าวดีให้กับผู้ที่ยังไม่รู้ที่ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก สำหรับเราคริสตชน ไม่เพียงแต่จะต้องดำรงตนเป็นคนดีเท่านั้น แต่จะต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นคนดีด้วย ดั่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราต้องเป็นคนดีคือ “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน...ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก...”(มัทธิว 5:13-16) และเราต้องช่วยเพื่อนพี่น้องให้เป็นคนดีด้วย คือ “ถ้าเพื่อนพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง...ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย...ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยานอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือน....”(มัทธิว 18:15-20) สุดท้ายถ้าเราอ่านจนครบจะพบว่า เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่คำๆนี้ “ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั้นในหมู่พวกเขา”(มัทธิว 18:20) ขอพระเจ้าอวยพร
KC Love God ขอขอบคุณข้อมูลจาก ratchaburidio.or.th
ดังนั้นใครล่ะจะเป็น “ผู้ชอบธรรม และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า” อย่างแท้จริง ผมจะพยายามเรียบเรียงการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระศาสนจักรเพื่อเราจะได้ตรวจสอบตนเอง และมั่นใจว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมและเหมาะสมจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า หรือพูดง่ายๆว่าได้ไปสวรรค์ ดังนี้ บุคคลที่จะได้รับความชอบธรรมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับพระหรรษทาน(ความช่วยเหลือ)จากองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยที่พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้เข้าหาหรือแสวงหาพระองค์ พระเจ้าประทานอิสระให้แก่เรา หลายคนรู้แล้วเลือก แต่อีกหลายคนไม่เลือก เมื่อเราเลือกพระองค์และฝากชีวิตไว้กับพระองค์ ยอมเข้ามาร่วมชีวิตกับพระเจ้าโดยผ่านทางศีลล้างบาป เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระวรกายศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งทรงทำให้เราเป็นสิ่งสร้างใหม่ เป็นคนใหม่ โดยพระหรรษทานของพระเจ้า ผ่านทางฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า อาศัยความเชื่อศรัทธาในองค์พระเยซูเจ้าและศีลล้างบาป เราได้รับหัวใจใหม่และจิตใจใหม่ซึ่งทำให้เราหลุดพ้นจากบ่วงแร้วของความบาปต่างๆที่เราได้หลงผิดทั้งจากการกระทำของตัวเราเองและผลของบาปที่ติดตัวมาอันเนื่องมาจากบาปกำเนิด เราได้เกิดใหม่ด้วยพระจิตเจ้า(ยน.3:5) เราได้รับพระจิตเจ้า พระจิตเจ้าทรงเป็นผู้นำทางเราให้สามารถดำเนินชีวิตในฐานะคริสตชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การเป็นสิ่งสร้างใหม่หรือคนใหม่นี้แหละที่เป็นหลักประกันถึง “ความหวังในชีวิตนิรันดรของเรา”
แต่นี้ยังไม่จุดหมายปลายทางของการเป็นคริสตชน นี้เป็นเพียงการเริ่มต้นบนถนนแห่งความเชื่อของเราในฐานะคริสตชนเท่านั้น เราจะต้องดำเนินชีวิตใหม่ในฐานะที่เป็นคนใหม่ของพระคริสตเจ้า นั้นก็คือ เราต้องดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่เรามีนั้น เราต้องเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า นั้นคือ เราต้อง “รักพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด” เหนือสิ่งของฝ่ายโลก และเราต้อง “รักเพื่อนมนุษย์เหมือนหนึ่งรักตนเอง” และเราต้องเข้ารับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างสม่ำเสมอ หลังจากการรับศีลล้างบาปแล้ว เราอาจจะหลงผิดไปได้อีก เราจึงต้องเข้ารับศีลอภัยบาป เพื่อให้เรากลับมาเป็นผู้ชอบธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องสูญเสียความชอบธรรมไปเพราะบาปของเรา แต่เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องรับศีลมหาสนิท ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงบอกกับเราว่านี้คือพระกายของพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นอาหารทรงชีวิต ถ้าเราไม่รับประทานอาหารทรงชีวิตนี้แล้ว จิตวิญญาณของเราจะแห้งแล้ง และจะต้องตายอย่างแน่นอน การรับศีลมหาสนิทอย่างสม่ำเสมอนี้แหละจะเป็นหลักประกันเพื่อการรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้า พระอาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา เมื่อใครพบเข้าก็จะมีความยินดี จะขายทุกอย่างเพื่อรวบรวมเงินมาซื้อที่ดินบริเวณนั้น ขุมทรัพย์ที่ว่านั้นคือชีวิตแห่งความสุขนิรันดร ซึ่งจะเป็นสิริรุ่งโรจน์ของชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ แต่การจะได้มาซึ่งความสุขแท้จริงนี้จะต้องขายทุกอย่าง คือ ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆฝ่ายโลก สละความสนุกฝ่ายเนื้อหนัง ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ฯลฯ เราต้องขายสิ่งเหล่านี้ออกไป แล้วรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดของเราเพื่อเอาสวรรค์มาครอบครองให้ได้ พระอาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้กับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลามากมาย แต่ปลาที่ได้มานั้นเป็นทั้งปลาดีและปลาที่ไม่เป็นประโยชน์ เขาเก็บปลาดีๆไว้ ส่วนปลาที่ไม่ดีเขาก็จะโยนทิ้งไป คำอุปมานี้หมายถึงอะไร ปลาดีกับปลาไม่ได้ดีหมายถึงใคร แน่นอนตามความเชื่อของเรา เมื่อถึงวันแห่การพิพากษา วันที่พระคริสตเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้น พระองค์จะเสด็จมาเพื่อพิพากษาเราแต่ละคน และจะทรงคัดเลือกเรา ใครจะเป็นปลาดีหรือปลาเน่าก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเรา นี้เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบตนเอง พี่น้องที่เคารพ ข่าวดีของพระเจ้าในเรื่องนี้ต้องการเตือนใจของเราแต่ละคน ให้คิดถึงอนาคตที่แท้จริงของตัวเรา เราทุกคนจะต้องเป็นผู้ชอบธรรม เพื่อเราจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า เราจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ที่เราเรียกว่าพระหรรษทาน พระศาสนจักรได้ให้อุปกรณ์ต่างๆมาช่วยเหลือเราเพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย ได้แก่ ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ การสวดภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ การทำกิจเมตตา การดำเนินชีวิตตามที่พระศาสนจักรได้กำหนดไว้ นี้แหละเป็นข่าวดีที่เราจะต้องรับรู้และปฏิบัติตาม และเราจะต้องนำไปประกาศข่าวดีให้กับผู้ที่ยังไม่รู้ที่ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก สำหรับเราคริสตชน ไม่เพียงแต่จะต้องดำรงตนเป็นคนดีเท่านั้น แต่จะต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นคนดีด้วย ดั่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราต้องเป็นคนดีคือ “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน...ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก...”(มัทธิว 5:13-16) และเราต้องช่วยเพื่อนพี่น้องให้เป็นคนดีด้วย คือ “ถ้าเพื่อนพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง...ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย...ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยานอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือน....”(มัทธิว 18:15-20) สุดท้ายถ้าเราอ่านจนครบจะพบว่า เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่คำๆนี้ “ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั้นในหมู่พวกเขา”(มัทธิว 18:20) ขอพระเจ้าอวยพร
KC Love God ขอขอบคุณข้อมูลจาก ratchaburidio.or.th
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
“พึ่งพระเจ้า” ตามแบบฉบับของเปโตร
เรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางปัญหา
อาจเกินความสามารถของเรา
แต่ไม่เกินความสามารถของพระเจ้า
ไม่มีสักสิ่งเดียวที่เกินกำลังที่พระเจ้าจะทำได้
“ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้
แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง"
(มัทธิว 19:26)
“ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง
สงสัยทำไมเล่า”
พระวรสารกล่าวถึงเรื่องของนักบุญเปโตรที่กระโดดจากเรือลงเดินบนน้ำไปหาพระเยซูเจ้า
ขณะที่เขากำลังเดินเข้าหาพระเยซูเจ้านั้น เกิดมีลมพัดแรง
ก็เกิดความกลัวแล้วจึงค่อยๆจมลง
ในขณะที่อยู่ในช่วงวิกฤตินั้นนั้นเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู “พระเจ้าข้า
ช่วยข้าพเจ้าด้วย”ทันใดนั้นพระเยซูเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์จับเขา ตรัสว่า
“ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง สงสัยทำไมเล่า”
เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นมาประทับเรือพร้อมกับเปโตรแล้ว ลมก็สงบ
คนที่อยู่ในเรือจึงเข้ามากราบนมัสการพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง”
ท่านคิดว่าตัวของท่านเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ไหม
“ตั้งใจแล้ว แต่ยังทำไม่ได้
หรือทำไม่สำเร็จ” แม้ว่าตัวของท่านจะมีความตั้งใจอย่างดีสักเพียงใดก็ตาม
ท่านลองพิจารณาถึงชีวิตประจำวันของท่านดูซิว่า
ตัวของท่านถูกผจญให้หลงกระทำความผิดหรือความบาปมากขึ้นทุกวันหรือไม่
ท่านมีความเพียรทนต่อบุคคลในบ้านหรือเพื่อนบ้านน้อยลงหรือไม่
ท่านรู้สึกว่าปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้าและพระศาสนจักรได้ยากขึ้นทุกวันหรือไม่
ท่านไปสารภาพบาปกลับมาก็ยังคงกระทำบาปเดิมๆอีก
ถ้าท่านเป็นเช่นนี้
พระวาจาของพระเจ้าประจำอาทิตย์นี้ จะเป็นคำตอบที่ดีให้กับชีวิตของท่าน
ให้เราใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อหาคำตอบชีวิตจากเหตุการณ์นี้
เปโตร “กระโดดลงจากเรือ”
เดินบนน้ำไปหาพระเยซูเจ้า - พฤติกรรมเช่นนี้เปรียบได้กับชีวิตของเราได้หรือไม่
เราพยายามติดตามพระเยซูเจ้า เราได้รับศีลล้างบาปแล้ว (หรือกำลังเตรียมตัว)
เรามีเจตนาดีที่จะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างและคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า
เราได้ตัดสินใจแล้ว
เกิด “ลมพายุพัดแรง”
แต่แล้วในชีวิตของเราก็เกิดอุปสรรคหรือมีปัญหาต่างๆเข้ามาผจญเรา เรากลัว เราตกใจ –
เมื่อเรามีปัญหา เราหลงลืมพระเจ้าไป เราหลงทางไป เราจึงเหมือนกับเปโตรที่กำลังจะจมน้ำ
ชีวิตของเราเริ่มตกต่ำ มีความทุกข์ เกิดความเดือนร้อน ซึ่งหลายคนอาจจะจมน้ำไปแล้ว
หรือกำลังจมน้ำตาย
เปโตร “ร้องเรียกพระเยซู”
ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ – ในวิกฤติของชีวิต หรือในยามที่เราประสบกับปัญหาต่างๆ
เราร้องเรียกหาใคร เราเข้าพึ่งใคร บางคนหลงไปตามกระแสของคนทั่วไป
มีใครบอกว่าอะไรดี ก็ไปหาที่นั้น
โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นไสยศาสตร์หรือคาถาอาคมหรือไม่อย่างไร
พระเยซู “ทรงยื่นพระหัตถ์จับเขา”
- นี่แหละคือพระเจ้าของเรา ยามที่เราสำนึกผิดและเรียกหาพระองค์ พระองค์ประทับอยู่ใกล้เรามากที่สุด
เพียงแต่ว่าเราลืมพระองค์ไป เราไม่ได้นึกถึงพระองค์
เปโตรรอดตายเพราะท่านร้องเรียกหาพระองค์
ดังนั้นพระวาจาของพระเจ้าในเรื่องนี้จึงเตือนสติเรา
และเป็นข่าวดีสำหรับเราทุกคน
พระเจ้าทรงมีวิธีการสอนหรือทรงเรียกเราในหลากหลายวิธีด้วยกัน
ความทุกข์หรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตก็เป็นเสียงเรียกอย่างหนึ่งให้เรามนุษย์ได้หันมาหาพระองค์
หันมาพึ่งพระองค์
สิ่งที่สำคัญก็คือ
บ่อยครั้งที่เรามนุษย์มักจะมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป
เราพึ่งพาอาศัยความสามารถของตนเอง นึกว่าตัวเราเก่งแล้ว ยอดแล้ว แต่แท้ที่จริง
“เพราะถ้าไม่มีเรา(พระเจ้า) ท่าน(เรามนุษย์)ก็ทำอะไรไม่ได้เลย”(ยน.15:5)
ย้อนมาดูความตั้งใจของเรา
ไม่ว่าการที่เราต้องการที่จะเอาชนะการผจญ หรือการที่เราจะเอาชนะความไม่เพียรทน
หรือการเอาชนะตนเองในการปฏิบัติตามพระบัญญัติ
หรือการเอาชนะตนเองที่จะไม่กลับไปทำบาปเดิมๆอีกได้นั้น
อย่านึกว่าเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะเรากำลังสู้กับปีศาจ ปีศาจมีกำลังมากกว่าเรามากนัก
(เพราะว่าพวกมันเคยเป็นทูตสวรรค์มาก่อน)
ดังนั้นการที่เราจะเอาชนะการล่อลวงของปีศาจเราจำเป็นต้อง “พึ่งพระเจ้า”
ตามแบบฉบับของเปโตร
แน่นอนเราต้องเพียรพยายามที่จะเอาชนะความอ่อนแอด้วยตัวของเราเองก่อน
แต่ในฐานะคริสตชน เราต้องไม่เพียงแต่พึ่งพลังกำลังของตนเองเพื่อดำรงตนเป็นคนดีเท่านั้น
เราต้อง “ทูลวอน” ขอพละกำลังหรือความเชื่อเหลือจากพระเจ้าด้วย
ทุกครั้งที่เราถูกผจญหรือตั้งใจแล้วยังล้มเหลว ขออย่าให้เรายอมแพ้
แต่จงยกสายตาของเราขึ้นหาพระเจ้า แล้วทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ นี้แหละคือข่าวดีของพระเจ้าที่มีต่อเราทุกคน
“ข้าแต่พระบิดา..โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การผจญ
แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ อาแมน”
kamsondeedee.com
ทำไมเปโตรเริ่มวอกแวก และนั่นก่อผลเช่นไร?
พระองค์สอนบทเรียนสำคัญอะไรแก่เปโตร?
เปโตรต้องเพ่งมองไปที่พระเยซู.
พระเยซูคือผู้ที่ทำให้เปโตรเดินบนน้ำได้โดยใช้อำนาจจากพระยะโฮวา.
พระเยซูทำเช่นนั้นเพราะเห็นว่าเปโตรมีความเชื่อในพระองค์.
แต่เปโตรกลับวอกแวก. เราอ่านว่า “เมื่อเห็นพายุเขาก็กลัว.”
เปโตรกลัวมากเมื่อเห็นคลื่นซัดกระแทกเรือและแตกกระเซ็นเป็นฟอง
กระจายไปกับลม. เขาอาจนึกภาพว่า
ตัวเองกำลังจะจมน้ำตายในทะเลสาบนั้น. ยิ่งเขากลัว
ความเชื่อของเขาก็ยิ่งลดน้อยลง. ชายที่ได้ชื่อว่าศิลาเพราะมีศักยภาพที่จะยืนหยัดมั่นคงเริ่มจมลงเหมือนหินก้อนหนึ่งเนื่องจากความเชื่อสั่นคลอน.
เปโตรเป็นคนว่ายน้ำเก่ง แต่เขากลับไม่ว่าย. เขาร้องว่า
“พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย!” พระเยซูจึงจับมือและดึงเขาขึ้นมา.
ขณะที่ยังอยู่บนผิวน้ำนั้น พระองค์ได้สอนบทเรียนสำคัญแก่เปโตร.
พระองค์ตรัสว่า “เจ้าผู้มีความเชื่อน้อย เจ้าสงสัยทำไม?” (มัทธิว 14:30,31)
ทำไมความสงสัยจึงอันตราย
และเราจะสู้กับแนวโน้มนี้ได้อย่างไร?
ความสงสัยอาจเป็นพลังที่ก่อความเสียหายได้อย่างมากมาย.
ถ้าเราเริ่มสงสัย ความเชื่อของเราจะถูกกัดกร่อนและหมดไปในที่สุด.
เราต้องสู้กับความสงสัยอย่างสุดกำลัง! จะทำอย่างไรล่ะ? โดยเพ่งมองให้ถูกที่.
ถ้าเราเพ่งมองที่พระเจ้าและพระบุตรของพระองค์
มองสิ่งที่พระองค์ทั้งสองได้ทำ กำลังทำ และจะทำเพื่อผู้ที่รักพระองค์
ความสงสัยจะไม่อาจทำลายความเชื่อของเราได้. อย่างไรก็ตาม
ถ้าเราคิดถึงแต่สิ่งที่ทำให้เรากลัว ท้อแท้
หรือเขวไปจากพระเจ้าและพระบุตรของพระองค์
เราก็จะรู้สึกสงสัยมากขึ้น.
ทำไมความเชื่อของเปโตรควรค่าแก่การเลียนแบบ?
เมื่อเปโตรตามพระเยซูขึ้นมาบนเรือ
เขาก็เห็นว่าพายุสงบแล้ว. ทะเลแกลิลีสงบเงียบ. เปโตรกับสาวกคนอื่น ๆ
พูดออกมาว่า “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ.” (มัทธิว. 14:33)
เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องไปทั่วทะเลสาบ
หัวใจของเปโตรคงเปี่ยมด้วยความสำนึกบุญคุณ.
เขาได้เรียนรู้ที่จะเอาชนะความกลัวและความสงสัย. จริงอยู่
เขายังต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขอีกหลายอย่างกว่าจะเป็นคริสเตียนที่หนักแน่นมั่นคงดุจศิลาดังที่พระเยซูพยากรณ์ไว้.
แต่เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะพยายามและก้าวหน้าต่อไป.
คุณตั้งใจเช่นนั้นด้วยไหม? คุณจะพบว่าความเชื่อของเปโตรควรค่าแก่การเลียนแบบอย่างแน่นอน.
jw.org
วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ปรัชญาคำสอนจากพระคัมภี์ไบเบิล เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความวางใจในพระเจ้า
การที่รู้ว่าท่านเป็นคริสตชนก็นับว่าดี แต่การแสดงตนเป็นคริสตชนย่อมดีกว่า.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (ยอห์น 13:35)หากท่านรักกันและกัน คนทั้งหลายก็จะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา
จงเป็นห่วงว่าพระเป็นเจ้าทรงคิดอย่างไรกับท่าน มากกว่าการเป็นห่วงว่าคนอื่นเขาจะคิดอย่างไร.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (กิจการ 5:29)เปโตรและสาวกอื่นๆ ตอบว่า เรานอบน้อมเชื่อฟังพระเป็นเจ้าดีกว่ามนุษย์
ความเชื่อคือการท้าทายให้จิตวิญญาณ มองไปยังที่ซึ่งตามองไม่เห็น.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (2 โครินทร์ 5:7)แต่เราดำเนินชีวิตอาศัยความเชื่อ มิได้อาศัยสิ่งที่เรามองเห็น
ความเชื่อเที่ยงแท้ และความกล้าหาญ เปรียบเสมือนว่าว ยิ่งมีลมต้าน มักยิ่งร่อนสูงขึ้น.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (อิสยาห์ 41:31)ส่วนผู้ที่รอคอยพระเจ้า จะฟื้นฟูพลังของตนเอง เขาจะมีปีกโผบินดังเช่นนกอินทรีย์ เขาจะวิ่งแต่ก็ไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินแต่ก็ไม่เป็นลม
พระเจ้าเป็นผู้ทรงสามารถรักษาดวงใจที่สลายได้ แต่พระองค์จำเป็นต้องมีทุกชิ้นส่วนของดวงใจนั้น.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (สุภาษิต 23:26ก.)ลูกรัก จงมอบดวงใจให้แก่เราเถิด
พระเยซูเจ้าคือพระสหาย ผู้ทรงทราบถึง ความผิดตกบกพร่อง อันมากมายของท่าน แต่ก็ยังทรงรักท่านอยู่เช่นเดิม.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์(โรม 5:8)พระเจ้าทรงสำแดงความรัก ของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา
พระเยซูเจ้าคือพระสหาย ผู้ทรงย่างกายเข้ามา เมื่อโลกย้ายออกไป.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (ยอห์น 16:33)เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติในจิตใจของท่านเนื่องจากเรา ระหว่างที่ท่านอยู่ในโลก ท่านจะต้องทรมาน แต่จงทำใจดีไว้เถิด
มโนธรรม คือ เครื่องเตือนภัยซึ่งพระเป็น ทรงติดตั้งให้ไว้กับท่าน จงดีใจเมื่อมันทำให้ ท่านรู้สึกเจ็บ แต่จงระวังเมื่อท่านไม่รู้สึกเจ็บ.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (กิจการ 24:16)ในข้อนี้ ข้าพเจ้าพยายามประพฤติตามมโนธรรม โดยมิให้กระทำผิดต่อพระเป็นเจ้า และต่อเพื่อนมนุษย์
สะพานเชื่อมที่ดีเลิศระหว่างความหวัง กับ ความหมดหวัง ก็คือ การนอนหลับให้เต็มอิ่ม.
อ้างอิงจาก พระคัมภีร์ (สุดดี 127:2)ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตื่นเช้า นอนดึก เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ พระเป็นเจ้าทรงดูแลผู้ที่พระองค์ทรงรัก แม้ในยามที่เขานอนหลับ
ข้อมูลจากwww.wordyguru.com
วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ปรัชญาคำสอนจากพระคัมภี์ไบเบิล เกี่ยวกับเรื่อง ความรัก และการเป็นผู้ให้
พระคัมภีร์ไบเบิลมีปรัชญาที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก มีหลายต่อหลายประโยคที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันของเรา
เราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เรากลับเป็นผู้มอบชีวิต เมื่อเราเป็นผู้ให้
ความหมายในพระคัมภีร์ (กิจการ 20:35)ข้าพเจ้าได้ให้ตัวอย่างแก่ท่านแล้วในทุกสิ่ง ให้ท่านเห็นว่าการกระทำดังนี้ ท่านจะสามารถช่วยผู้ที่อ่อนแอ ท่านจงรำลึกถึงพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ตรัสว่า การให้ย่อมได้บุญมากกว่าการรับ
หัวใจมีความสุขมากที่สุด เมื่อมันเต้นเพื่อคนอื่น.
ความหมายในพระคัมภีร์ (ยอห์น 15:13)ไม่มีผู้ใดมีความรักเท่ากับ ผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อผู้อื่น
หนทางที่ดีที่สุดที่จะลืมปัญหาของตนเอง ก็คือการช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่น.
ความหมายในพระคัมภีร์ (ฟิลลิปปี 2:4)มนุษย์ อย่ามองเพียงปัญหาของตนเอง แต่ทุกคนควรมองดูปัญหาของผู้อื่น
ผู้ที่มีสิทธิ์ในความรักน้อยที่สุด คือผู้ที่ต้องการความรักมากที่สุด.
ความหมายในพระคัมภีร์ (มัทธิว 5:44)แต่เราสั่งให้ท่านรักศัตรู และอธิฐานภาวนา ให้ผู้ที่กระทำผิดต่อท่าน
ผู้ที่นำแสงอาทิตย์ เข้ามาในชีวิตของผู้อื่น ย่อมไม่สามารถกั้นแสงนั้น จากชีวิตของตนเองได้.
ความหมายในพระคัมภีร์ (กาลาเทีย 6:7)อย่าหลงผิด ไม่มีใครหลอกพระเป็นเจ้าได้ สิ่งใดที่มนุษย์หว่านไว้ เขาก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น
ชิวิตคงจะง่ายขึ้นมาก หากคนเรา แสดงความอดทนในครอบครัว ให้เท่ากับเวลาที่เขาไปนั่งตกปลา.
ความหมายในพระคัมภีร์ (1เปโต 3:7ข.)ท่านที่เป็นสามี ก็จงอยู่กับภรรยาของท่าน ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน
จงลืมตัวท่าน เพื่อผู้อื่น แล้วเขาจะไม่ลืมท่าน.
ความหมายในพระคัมภีร์ (มัทธิว 7:12)ดังนั้นสิ่งใดที่ท่านปรารถนา ให้ผู้อื่นกระทำแก่ท่าน ท่านก็จงกระทำสิ่งนั้นแก่เขา เพราะนี่กฎบัญญัติ และคำสอนของบรรดาประกาศก
ของขวัญอันล้ำค่า ที่เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ ก็คือ ตัวอย่างที่ดี.
ความหมายในพระคัมภีร์ (ยอห์น 13:15)เหตุว่าเราได้มอบแบบอย่างให้แก่ท่านแล้ว ทั้งนี้เพื่อ ให้ท่านทำดังที่เราได้กระทำแก่ท่าน
ข้อมูลจากwww.wordyguru.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ
หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...
-
วันที่ห้าสิบเอ็ด-วิธีการอธิษฐาน 9“ฉะนั้น ท่านควรจะอธิษฐานดังนี้ว่า “ ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ ข...
-
คำแนะนำชีวิตที่ดีที่สุด คือพระคัมภีร์ การใช้เวลากับพระเจ้ามากขึ้นจะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไป ไม่มีใครบอกผลลัพธ์ของเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าตัวคุณเ...
-
วันที่สิบเอ็ด-การเริ่มต้นใหม่ ดูเถิด เรากำลังทำสิ่งใหม่! มันเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าไม่เห็นหรอกหรือ ? เรากำลังสร้างทางในถิ่นกันดาร แ...




