วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ข้อคิดจากพระคัมภีร์ จุดเริ่มต้นของวันสะบาโต



วันสะบาโต[1] (อังกฤษ: Sabbath Day; ฮีบรู: שומרי השבת) เป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ สะบาโต มาจากภาษาฮีบรู "ซับบาธ" แปลว่า "พัก" พระเจ้าทรงสร้างโลก 6 วัน และทรงพักในวันที่ 7 เพื่อให้มนุษย์ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ถือเป็นวันบริสุทธิ์ห้ามทำกิจกรรมใด ได้ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อน เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ทำกิจกรรมที่ถวายแด่พระเจ้า เช่น การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการขอบคุณพระเจ้า

จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์
( หนังสืออพยพ 20:8)

ข้อคิดจากพระคัมภีร์

ปฐก.2:1-3 จุดเริ่มต้นของวันสะบาโต
2:1 ดังนี้ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกทรงสร้างขึ้นให้สำเร็จ พร้อมทั้งบรรดาบริวารของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกนั้น

2:2 และในวันที่เจ็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น และในวันที่เจ็ดพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น
2:3 และพระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ดและทรงตั้งวันนี้ไว้เป็นวันบริสุทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ได้ทรงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างไว้และทรงกระทำมาแล้วนั้น

(ข้อ 1) พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งสำเร็จอย่างดี ไร้ที่ติ ไร้จุดบกพร่อง ทั้งโลก ฟ้าสวรรค์ ระบบวงโคจรของแผ่นดิน และสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบจักรวาล สภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม ระบอบการดำรงชีพของสรรพสิ่ง

(ข้อ 2) พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นในระยะเวลา 6 วัน และทรงหยุดพักในวันที่ 7 นั่นหมายความว่า
1. พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอย่างดีเลิศแล้ว ตามเวลาที่ทรงกำหนด คือ ในเวลา 6 วัน
2. ในวันที่ 7 ทรงหยุดพัก คือ หยุดจากการทรงสร้างทั้งสิ้น เพื่อชื่นชมสิ่งที่ทรงสร้าง = พระเจ้าทรงชื่นชม และ ใช้เวลากับความงดงามของการทรงสร้างเหล่านั้น

(ข้อ 3) วันที่ 7 มีนัยยะสำคัญ ดังนี้
1. ทรงอวยพรวันที่ 7
2. ทรงตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์ เพราะเป็นวันหยุดพัก

ข้อคิด
1. พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสิ้นเป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง ไร้ตำหนิ แล้วพระองค์จึงทรงหยุดพัก แสดงว่า การทรงสร้างของพระเจ้าจะไม่มีคำว่า “ตำหนิ”
ในนัยยะหนึ่งเมื่อพระเจ้าทรงสร้างเรา แรกเดิมนั้น เราแต่ละคนไร้ตำหนิ ไม่มีจุดบกพร่องใดๆ ในขณะเดียวกัน
อีกนัยยะหนึ่ง การทรงสร้างของพระเจ้าในชีวิตเราแต่ละคนมีกระบวนการ ใช้ระยะเวลา และจะมีเวลาการหยุดพักด้วย ดังนั้น จึงไม่แปลก หากบางช่วงชีวิตพระเจ้าให้เราหยุดพัก เพราะนี่ คือ กระบวนการที่นำสู่ความไร้ตำหนิด้วยเช่นกัน… แน่นอนว่าจะมีบางช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตเรา ยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น เรามีหน้าที่ให้พระเจ้าทำงานภายในเราอย่างเต็มที่ เมื่อทรงสร้างเสร็จจะทรงให้เราได้หยุดพัก และ ทรงชื่นชมในการทรงสร้างนั้นๆ ในชีวิตเรา

2. พระเจ้าทรงชื่นชมชีวิตของเราเสมอ เหตุนี้เอง ชีวิตเราจึงมีคุณค่า เพราะพระเจ้าทรงใส่ใจทุกรายละเอียด ชื่นชมในฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และ ชีวิตคนเรา คือ ฝีพระหัตถ์ชิ้นเอกที่ทรงบรรจงสร้างเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งสารพัดที่รายล้อม เพื่อมนุษย์ฉันใด ก็ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เป็นอย่างดี เพื่อเราฉันนั้น ในวันที่ 1 อาจยังมองไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง ยังไม่เข้าใจถึงองค์รวม แต่หากเราไม่เลิกรา เชื่อ และ วางใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราจะได้เห็นสิ่งทรงสร้างอันอัศจรรย์ในชีวิตของเราเป็นแน่ๆ

3. พระเจ้าทรงตั้งวันที่ 7 ไว้เป็นวันหยุดพักจากการงานทั้งสิ้น ด้วยการเป็นแบบอย่างในการพัก และ ทรงตั้งไว้ด้วยการอวยพรในวันนั้น ดังนั้น เราจึงควรเดินตามแบบอย่างของพระเจ้า และ ให้น้ำหนักกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ เพื่อพระพรจะมาถึงอย่างเต็มขนาด อีกทั้ง การพักนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่พระเจ้าทรงให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญ ไว้ตั้งแต่ทรงเริ่มสร้างโลกนี้มาแล้ว เป็นเสมือนรากฐานของแผ่นดินโลกนี้ ควบคู่กับสิ่งอื่นๆ ที่ทรงสร้าง
harpandbowlministry.com


ข้อคิดจากพระคัมภีร์ พระประสงค์ของพระเจ้าที่สวนเอเดน



ข้อคิดจากพระคัมภีร์

ปฐก.2:4-17 พระประสงค์ของพระเจ้าที่สวนเอเดน

2:4 เรื่องราวของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเมื่อทรงเนรมิตสร้างนั้นเป็นดังนี้ ในวันที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงสร้างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์
2:5 พร้อมทั้งบรรดาพืชตามท้องทุ่งก่อนมันเป็นอยู่บนแผ่นดินโลก และบรรดาผักตามท้องทุ่งก่อนมันงอกขึ้น ด้วยว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้ายังไม่ทำให้ฝนตกบนแผ่นดินโลก และยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา
2:6 แต่มีหมอกขึ้นมาจากแผ่นดินโลก และทำให้พื้นแผ่นดินเปียกชุ่มทั่วไป
2:7 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน และทรงระบายลมปราณแห่งชีวิตเข้าทางจมูกของเขา และมนุษย์จึงเกิดเป็นจิตวิญญาณมีชีวิตอยู่
2:8 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ในเอเดนทางทิศตะวันออก และพระองค์ได้ทรงให้มนุษย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงปั้นมานั้นอาศัยอยู่ที่นั่น
2:9 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงให้บรรดาต้นไม้ที่งามน่าดูและที่เหมาะสำหรับเป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตอยู่ท่ามกลางสวนด้วย และมีต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว
2:10 และมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลออกจากเอเดนรดสวนนั้น และจากที่นั่นได้แยกออก และกลายเป็นแม่น้ำสี่สาย
2:11 ชื่อของแม่น้ำสายที่หนึ่งคือปิโชน ซึ่งไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ทั้งสิ้น ที่นั่นมีแร่ทองคำ
2:12 และทองคำที่แผ่นดินนั้นเป็นทองคำเนื้อดี มียางไม้หอม และพลอยสีน้ำข้าว
2:13 และชื่อแม่น้ำสายที่สองคือกีโฮน แม่น้ำสายนี้ได้ไหลรอบแผ่นดินเอธิโอเปียทั้งสิ้น
2:14 และชื่อแม่น้ำสายที่สามคือฮิดเดเคล ซึ่งได้ไหลไปทางทิศตะวันออกของแผ่นดินอัสซีเรีย และแม่น้ำสายที่สี่คือยูเฟรติส
2:15 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงนำมนุษย์ และให้เขาไปอยู่ในสวนเอเดนให้ดูแลและรักษาสวน
2:16 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าทรงมีพระดำรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า “จากบรรดาต้นไม้ทุกอย่างในสวนเจ้ากินได้ทั้งหมด
2:17 แต่จากต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว เจ้าอย่ากินผลจากต้นนั้น เพราะว่าเจ้ากินผลจากต้นนั้นในวันใด เจ้าจะตายแน่ในวันนั้น”

(ข้อ 4-6) เริ่มแรกเดิมที พระเจ้าไม่ได้มีพระประสงค์จะให้มนุษย์ทำงานตรากตรำ หรือใช้แรงงาน ดังนั้น จึงไม่ได้มีฝนตก เพื่อพืชผล แต่มีน้ำใต้บาดาลหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เกิดผลเองตามธรรมชาติ สรุปง่ายๆ ก็คือ มนุษย์เก็บกินผลต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องลงมือปลูก ไม่ต้องคอยรดน้ำ พรวนดิน ไม่ต้องทำอะไรเลย พระเจ้าทรงตั้งสิ่งสารพัดไว้เพื่อให้มนุษย์เป็นผู้เก็บกินอย่างอภิรมย์

(ข้อ 7) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์อย่างพิถีพิถัน และใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยทรงใส่สิ่งที่พิเศษที่สุดเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พระเจ้าทรงสร้าง นั่นคือ ทรงใส่ลมปราณ และ จิตวิญญาณให้แก่มนุษย์
จะเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงสะท้อนความรักของพระองค์ออกมาตั้งแต่การทรงสร้างแล้ว ว่า ทรงต้องการให้เราพิเศษกว่าสิ่งอื่นๆ อีกทั้งทรงจัดเตรียมสิ่งสารพัดให้มนุษย์อย่างพร้อมแล้ว เราเพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์อยู่ในอาณาบริเวณของพระเจ้าเท่านั้น ไม่ต้องคิดกังวลว่าจะเอาอะไรกิน เพราะพระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติ และ สิ่งอื่นๆ ไว้ให้เกิดผล รอให้มนุษย์ได้เก็บกินอย่างเสรี โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

(ข้อ 8-9 / 15) ทุกสิ่งที่ดีงาม สวยงาม และสมบูรณ์ที่สุด อยู่ในเอเดน ในดินแดน และ อาณาบริเวณที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์อยู่ที่นั่น แสดงว่า พระเจ้าทรงเลือกสิ่งที่ดีที่สุด สวยงามที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เป็นส่วนที่มนุษย์จะได้อาศัยอยู่ ณ ที่นั่นกับพระเจ้า และพระเจ้าทรงมอบให้แก่มนุษย์อย่างไม่ได้หวงแหนสิ่งดีอันใดเลย

(ข้อ 10-14) พระเจ้าทรงสร้างอาณาบริเวณล้อมรอบแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยแม่น้ำ และ แร่ธาตุชั้นเลิศ นั่นแสดงถึง ความอุดมสมบูรณ์อย่างครบถ้วนไร้ที่ติที่พระเจ้าทรงสร้าง และ ตั้งไว้ให้มนุษย์ใช้ดำรงชีพ และ ครอบครอง การไหลของแม่น้ำทั้ง 4 สาย โอบล้อมบริเวณดังกล่าวไว้ เสมือนการสร้างกำแพงล้อมรั้วให้กับบุตรของพระเจ้า

(ข้อ 16) พระเจ้าทรงประทานทุกสิ่งให้กับมนุษย์อย่างไม่ทรงหวงแหนสิ่งดีใดๆ ไว้เลย

(ข้อ 9 /17) พระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ห้ามยุ่งเกี่ยว นั่นคือ ห้ามกินผลจากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว และบอกถึงผลที่จะตามมาอย่างชัดเจนให้แก่มนุษย์ด้วย นั่นหมายความว่า หากมนุษย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงห้าม เพียงสิ่งเดียว นั่นก็จะทำให้มนุษย์ปลอดภัย
แต่หากว่ามนุษย์ยังคงฝ่าฝืนกระทำในสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามอย่างชัดเจนแล้ว นั่นแปลว่า มนุษย์ยินยอมรับผลตามนั้น เพราะพระเจ้าทรงตรัสชัดเจนถึงผลที่จะตามมา ไม่มีคลุมเครือเลยแม้แต่น้อย

ข้อคิดที่พึงตระหนัก
1. พระเจ้าทรงสร้าง และ จัดเตรียมสิ่งสารพัดให้แก่เราเป็นอย่างดี โดยทรงใส่ใจในทุกรายละเอียด อย่างเจาะจงเป็นพิเศษ ดังนั้น เราจึงมีเสรีภาพในการดำเนินชีวิตอยู่กับพระเจ้า และปราศจากความกังวล

2. พระเจ้าทรงสร้างรั้วอาณาบริเวณให้แก่เรา เพื่ออยู่อาศัยกับพระองค์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ และ ดีที่สุด นั่นหมายความว่า ชีวิตของเราได้รับการดูแลปกป้องจากพระเจ้า ทรงสร้างมิติแห่งการล้อมรั้วชีวิตของเรา เพื่ออาศัยอยู่กับพระองค์ เป็นที่ๆ สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เหมือนดั่ง เอเดน

3. โดยปกติแล้ว พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งดีๆ ให้ล้อมรอบตัวเรา ไม่ทรงมีพระประสงค์ที่จะให้สิ่งไม่ดีกับเรา ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม การกินอยู่ การดำเนินชีวิต หรือ สิ่งใดๆ ก็ตามแต่

4. เมื่อพระเจ้าทรงมีพระประสงค์สิ่งใด ให้เราทำตาม จะทรงตรัสชัดเจน ไม่คลุมเครือ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำตามอย่างสุดใจของเราเอง ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสของการซิกแซกให้มนุษย์ และไม่มีช่องทางในความผิดพลาด อันเนื่องจากความคลุมเครือ

5. เราสามารถมองย้อนกลับมาที่สวนเอเดน เพื่อมองเห็นสภาพความสมบูรณ์แบบ และ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อตัวเรา มนุษย์ และ โลกนี้ได้อย่างชัดเจน และ ทำให้เราสามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตเราได้อย่างชัดเจน และยังทำให้เข้าใจถึงพระดำรัสสั่งที่เข้มงวดประการแรกของพระเจ้าได้ คือ 2:17 แต่จากต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว เจ้าอย่ากินผลจากต้นนั้น เพราะว่าเจ้ากินผลจากต้นนั้นในวันใด เจ้าจะตายแน่ในวันนั้น

harpandbowlministry.com


วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระเจ้ารอให้เรา "อธิษฐาน" ไม่ใช่ต้องการฟังเราพูดกันถึงเรื่องการอธิษฐาน


ตื่นตอนเเช้าให้อธิษฐานกันก่อน
ให้พระเจ้าประทานพระพรในวันนี้
ก่อนจะกินจะโมทนาพระคุณพระเจ้าแสนดี
ก่อนจะนอนเฝ้าทูลอ้อนวอนทุกทุกที

ทำสิ่งใดให้อธิษฐานกันก่อน
อย่าใจร้อนไม่รอพระองค์คงไม่ดี
ไม่สบายทั้งกายและใจพระองค์รักษาทุกที
สิ่งดี ๆ พระองค์ทรงเตรียมให้เรา
เวลาที่อธิษฐาน ให้อ้อนวอนด้วยสุดใจ
ไม่ต้องมีความสงสัย ไม่ต้องกระวนกระวายสิ่งใด
หากสิ่งที่ขอ พระเจ้าทรงพอพระทัย
ทุกเรื่องที่ฝากเอาไว้ จะพบเจอคำตอบ

ทำไม​ต้อง​อธิษฐาน? พระเจ้า​จะ​ตอบ​เรา​ไหม?
คำ​ตอบ​จาก​คัมภีร์​ไบเบิล
ใช่ พระเจ้า​จะ​ตอบ​คำ​อธิษฐาน​ของ​คุณ​อย่าง​แน่นอน จาก​ประสบการณ์​ของ​ผู้​คน​และ​คัมภีร์​ไบเบิล​เอง​แสดง​ให้​เห็น​ว่า​พระเจ้า​ตอบ​คำ​อธิษฐาน คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า “พระองค์ จะ​ทรง​โปรด​ตาม​ความ​ปรารถนา​ของ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​เกรง​กลัว​พระองค์ พระองค์​จะ​ทรง​สดับ​ฟัง​คำ​ร้อง​ทุกข์​ของ​เขา​และ​จะ​ทรง​ช่วย​เขา​ให้​รอด​ด้วย”
สดุดี 145:19
19  พระองค์​ให้​คน​ที่​เกรง​กลัว​พระองค์​ได้​ทุก​สิ่ง​ที่​ต้องการ  พระองค์​ฟัง​พวก​เขา​ร้อง​ขอ​ความ​ช่วยเหลือ​และ​ช่วย​พวก​เขา

แต่​พระเจ้า​จะ​ตอบ​คำ​อธิษฐาน​ของ​คุณ หรือ​ไม่​ก็​ขึ้น​อยู่​กับ​คุณ

สิ่ง​สำคัญ​สำหรับ​พระเจ้า
·       อธิษฐาน​ถึง​พระเจ้า พระเจ้า​เท่า​นั้น​ที่​เป็น “ผู้​สดับ​คำ​อธิษฐาน”  
สดุดี 65:2  พระองค์​ผู้​ฟัง​คำ​อธิษฐาน คน​ทุก​ชนิด​จะ​มา​หา​พระองค์

·       อธิษฐาน​สอดคล้อง​กับ​พระ​ประสงค์​หรือ​ข้อ​เรียก​ร้อง​ของ​พระเจ้า​ดัง​ที่​มี​บอก​ไว้​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล
1 ยอห์น 5:14  เรา​มั่น​ใจ​ใน​พระเจ้า​ว่า ถ้า​เรา​ขอ​อะไร​ก็​ตาม​ที่​สอดคล้อง​กับ​ความ​ประสงค์​ของ​พระองค์ พระองค์​จะ​ฟัง​เรา

·       อธิษฐาน​ใน​นาม​ของ​พระ​เยซู ซึ่ง​เป็น​การ​ให้​เกียรติ​พระองค์ พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “ไม่​มี​ใคร​จะ​มา​ถึง​พระ​บิดา​ได้​นอก​จาก​มา​ทาง​เรา”
ยอห์น 14:6
6  พระ​เยซู​ตอบ​เขา​ว่า “ผม​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต ไม่​มี​ใคร​จะ​มา​ถึง​พระเจ้า​ผู้​เป็น​พ่อ​ได้​นอก​จาก​มา​ทาง​ผม

·       อธิษฐาน​ขอ​ด้วย​ความ​เชื่อ และ​ขอ​ให้​มี​ความ​เชื่อ​มาก​ขึ้น​ทุกๆวัน
มัทธิว 21:22  ถ้า​คุณ​มี​ความ​เชื่อ ไม่​ว่า​คุณ​จะ​อธิษฐาน​ขอ​อะไร​ก็​จะ​ได้​รับ”

·       ถ่อม​ใจ​และ​จริง​ใจ คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า “แม้​ว่า​พระ​ยะโฮวา​ผู้​เป็น​ใหญ่​ยิ่ง, พระองค์​ยัง​ทรง​ระลึก​ถึง​คน​ต่ำต้อย”
สดุดี 138:6  แม้​พระ​ยะโฮวา​สูง​ส่ง แต่​พระองค์​ก็​สนใจ​คน​ถ่อม ส่วน​คน​หยิ่ง​นั้น​พระองค์​ไม่​อยาก​อยู่​ใกล้

สิ่ง​ที่​ไม่​สำคัญ​สำหรับ​พระเจ้า
·       สี​ผิว​หรือ​เชื้อชาติ “พระเจ้า​ไม่​ทรง​ลำเอียง แต่​พระองค์​ทรง​ชอบ​พระทัย​คน​ที่​ยำเกรง​พระองค์​และ​ประพฤติ​ชอบธรรม​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​คน​ชาติ​ใด”
กิจการ 10:34, 35  เปโตร​จึง​เริ่ม​พูด​ว่า “ตอน​นี้​ผม​เข้าใจ​จริง ๆ แล้ว​ว่า​พระเจ้า​ไม่​ลำเอียง พระองค์​ยอม​รับ​ทุก​คน​ที่​เกรง​กลัว​พระองค์​และ​ทำ​สิ่ง​ที่​ถูก​ต้อง ไม่​ว่า​เขา​จะ​เป็น​คน​ชาติ​ไหน​ก็​ตาม

·       ท่า​อธิษฐาน คุณ​จะ​อธิษฐาน​ถึง​พระเจ้า​ใน​ท่า​นั่ง ก้ม​ตัว คุกเข่า หรือ​ท่า​ยืน​ก็​ได้
1 พงศาวดาร 17:16  กษัตริย์​ดาวิด​ก็​เข้า​มา​นั่ง​ต่อ​หน้า​พระ​ยะโฮวา​และ​อธิษฐาน​ว่า “พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า​ของ​ผม ผม​เป็น​ใคร​และ​วงศ์​ตระกูล​ของ​ผม​สำคัญ​อย่าง​ไร​พระองค์​ถึง​พา​ผม​มา​ไกล​ขนาด​นี้?

เนหะมีย์ 8:6  เอสรา​สรรเสริญ​พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า​เที่ยง​แท้​องค์​ยิ่ง​ใหญ่ ประชาชน​ทุก​คน​ก็​พูด​ว่า “อาเมน* อาเมน” และ​ชู​มือ​ขึ้น แล้ว​ซบ​หน้า​ลง​กับ​พื้น​หมอบ​นมัสการ​พระ​ยะโฮวา
ดาเนียล 6:10  เมื่อ​ดาเนียล​รู้​ว่า​มี​การ​ออก​กฎหมาย​นั้น เขา​ก็​กลับ​บ้าน ที่​บ้าน​ของ​เขา​มี​ห้อง​บน​ดาดฟ้า มี​หน้าต่าง​เปิด​อยู่​ซึ่ง​หัน​ไป​ทาง​กรุง​เยรูซาเล็ม เขา​ขึ้น​ไป​คุกเข่า​อธิษฐาน​และ​สรรเสริญ​พระเจ้า​อย่าง​ที่​เคย​ทำ​เป็น​ประจำ​วัน​ละ 3 ครั้ง

มาระโก 11:25  และ​เมื่อ​คุณ​อธิษฐาน คุณ​ต้อง​ให้​อภัย​คน​ที่​ทำ​ให้​คุณ​โกรธ แล้ว​พระเจ้า​ผู้​เป็น​พ่อ​ของ​คุณ​ที่​อยู่​ใน​สวรรค์ก็​จะ​ให้​อภัย​คุณ​ด้วย​เมื่อ​คุณ​ทำ​ผิด”

·       อธิษฐาน​ออก​เสียง​หรือ​อธิษฐาน​ใน​ใจ พระเจ้า​ตอบ​คำ​อธิษฐาน​แม้​แต่​เมื่อ​คุณ​อธิษฐาน​ใน​ใจ
เนหะมีย์ 2:1-6  ใน​เดือน​นิสาน* ปี​ที่ 20 ที่​กษัตริย์​อาร์ทาเซอร์ซิสปกครอง เมื่อ​กษัตริย์​ต้องการ​จะ​ดื่ม​เหล้า​องุ่น ผม​นำ​เหล้า​มาริน​ให้​ท่านตาม​ปกติ แต่​เมื่อ​อยู่​ต่อ​หน้า​ท่าน​ใน​ครั้ง​นี้ หน้า​ตา​ของ​ผม​ดู​เศร้า​หมอง​อย่าง​ที่​ไม่​เคย​เป็น​มา​ก่อน 2  กษัตริย์​จึง​ถาม​ผม​ว่า “ทำไม​ดู​เศร้า ๆ ทั้ง ๆ ที่​ไม่​ได้​เจ็บ​ไข้​ได้​ป่วย​อะไร? นี่​แสดง​ว่า​มี​เรื่อง​ที่​ทำ​ให้​ไม่​สบาย​ใจ​อยู่​ล่ะ​สิ” เมื่อ​ได้​ยิน​อย่าง​นี้ ผม​ตกใจ​มาก
3  ผม​จึง​บอก​กษัตริย์​ว่า “ขอ​ให้​ท่าน​อายุ​ยืน​ยาว ตอน​นี้​เมือง​ซึ่ง​เป็น​ที่​ฝัง​ศพ​บรรพบุรุษ​ของ​ผม​เหลือ​แต่​ซาก​ปรัก​หัก​พัง ประตู​เมือง​ถูก​ไฟ​เผา​จน​เหลือ​แต่​ซาก เมื่อ​เป็น​อย่าง​นี้ จะ​ไม่​ให้​ผม​โศก​เศร้า​ได้​ยัง​ไง​ครับ” 4  กษัตริย์​จึง​ถาม​ผม​ว่า “แล้ว​คิด​จะ​ทำ​ยัง​ไง?” ตอน​นั้น​เอง ผม​ก็​รีบ​อธิษฐาน​ถึง​พระเจ้า​แห่ง​สวรรค์​ทันที 5  และ​บอก​กษัตริย์​ไป​ว่า “ถ้า​ผม​เป็นผู้​รับใช้​ที่​ท่าน​

·       ไม่​ว่า​เรื่อง​ที่​คุณ​เป็น​ห่วง​จะ​เป็น​เรื่อง​สำคัญ​หรือ​ไม่ พระเจ้า​สนับสนุน​คุณ​ให้ ‘ละ​ความ​กังวล​ทั้ง​สิ้น​ของ​คุณ​ไว้​กับ​พระองค์​เพราะ​พระองค์​ทรง​ห่วงใย​คุณ’
1 เปโตร 5:7  และ​ฝาก​ความ​กังวล​ทั้ง​หมด​ไว้​กับ​พระองค์ เพราะ​พระองค์​ห่วงใย​คุณ
.jw.org/th

แล้วทำไมพระเจ้าไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของทุกคนเล่า?
มันอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พวกเขาอาจจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงดำรงอยู่ และอาจจะนมัสการพระเจ้าบ้างเป็นบางครั้ง แต่สำหรับบางคนที่ไม่เคยได้รับการตอบคำอธิษฐานคงจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกเขาไม่เคยได้รับการอภัยโทษบาปของพวกเขาอย่างสมบูรณ์จากพระเจ้า คุณอาจจะถามว่า แล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเล่า? นี่คือคำอธิบาย “ดูเถิด พระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ได้สั้นลง ที่จะช่วยให้รอดไม่ได้ หรือพระกรรณตึงซึ่งจะทรงไม่ได้ยิน แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลาย ได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลายได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิได้ยิน”3

เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกถึงการถูกตัดขาดจากพระเจ้า เมื่อผู้คนเริ่มทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากพระเจ้า เขาจะทูลว่าอย่างไรนะ? พวกเขาเริ่มต้นด้วย “พระเจ้า ข้าพเจ้าต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ในปัญหานี้จริงๆ ...” หลังจากนั้นเขาจะหยุด และติดตามด้วยการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... “ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่สมบูรณ์นัก และจริงๆแล้วข้าพเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทูลขอสิ่งนี้ต่อพระองค์...” มันเป็นความรู้สึกลึกๆถึงความบาปและความล้มเหลวของแต่ละบุคคล และความรู้สึกว่า “ฉันกำลังล้อเล่นอยู่กับใครกันนี่? สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือการที่เขาจะสามารถรับการอภัยโทษบาปทั้งหลายของพวกเขาได้อย่างไร เขาอาจจะไม่รู้ว่า เขาสามารถเข้ามาสู่การมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้และเมื่อนั้นพระเจ้าจะทรงได้ยินเมื่อเขาอธิษฐาน นี่คือรากฐานของการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคุณ

แล้วเราจะต้องทำอะไรบ้าง? พระเจ้าทรงประสงค์จะทำสิ่งใด?
เราสามารถเขียนสิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะทำในชีวิตของเราได้มากมายหลายหน้าเลยทีเดียว ตลอด ทั้งเล่มของพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้พรรณนาถึงรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ทรงอยากให้เรามีประสบการณ์กับพระองค์ และลักษณะชีวิตที่ทรงต้องการที่จะประทานให้กับเรา ลองดูตัวอย่างจากข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้

“เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงรอคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงลุกขึ้นเพื่อเมตตาเจ้า เพราะพระเจ้า เป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร”7 “สำหรับพระเจ้าพระองค์นี้ พระมรรคาของพระองค์ก็บริบูรณ์ พระสัญญาของพระเจ้าพิสูจน์แล้วเป็นความจริง พระองค์ทรงเป็นโล่ของบรรดาผู้ที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์”8 “แต่พระเจ้าทรงปรีดีในคนที่ยำเกรงพระองค์และคนที่ความหวังของเขาอยู่ในความรักมั่นคงของพระองค์”9

อย่างไรก็ตาม การทรงสำแดงถึงความรักและความซื่อตรงที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ต่อคุณก็คือสิ่งนี้ พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน”10 นี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเรา และดังนั้น “... ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา? พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลายด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ?”11

แล้วคำอธิษฐานที่ “ไม่ได้รับคำตอบ”ล่ะ?
แน่นอนว่าคนเรายังคงมีความป่วยไข้และบางคนก็เสียชีวิตไป หรือปัญหาทางการเงินก็เกิดขึ้นจริง และ สถานการณ์ที่ยุ่งยากหลายอย่างสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป

พระเจ้าทรงบอกให้เรามอบความห่วงกังวลของเราไว้กับพระองค์ แม้ว่าสถานการณ์นั้นยังคงน่ากลุ้มใจอยู่ก็ตาม “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย”12 สถานการณ์อาจจะดูเหมือนว่ามันควบคุมไม่ได้ แต่จริงๆแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อโลกทั้งโลกดูเหมือนจะถล่มทลายลงมา แต่พระเจ้านั้นทรงสามารถที่จะรักษาเราไว้ได้ ณ เวลานี้เองที่คนๆหนึ่งจะสามารถรู้สึกสำนึกในพระคุณ ว่าเขารู้จักกับพระเจ้า “...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”13 พระเจ้าอาจจะทรงจัดเตรียมทางออก หรือ ทางแก้ปัญหาของคุณในแบบที่เหนือกว่าที่คุณจะจินตนาการว่าจะเป็นไปได้ บางทีคริสเตียนทุกคนคงจะสามารถ เขียนตัวอย่างลักษณะนี้ออกมาในชีวิตของเขาเองได้ด้วย แต่หากว่าสถานการณ์นั้นยังไม่ได้คลี่คลายไปในทางที่ดี พระเจ้ายังทรงสามารถประทานสันติสุขของพระองค์แก่เราในท่ามกลางสถานการณ์นั้นๆได้ พระเยซูตรัสว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย”14

ณ จุดนี้เอง (ขณะเมื่อสถานการณ์ต่างๆยังคงยุ่งยากอยู่) ที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เรายังคงไว้วางใจในพระองค์ต่อไป นั่นคือ “การดำเนินด้วยความเชื่อศรัทธาไม่ใช่แบบที่ตามองเห็น” พระคัมภีร์ได้กล่าวเอาไว้เช่นนั้น แต่นี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อแบบไร้เหตุผล ความเชื่อนี้ขึ้นอยู่กับพระลักษณะของพระเจ้าเลยทีเดียว รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนสะพานโกลเด้นท์ เกท วิ่งอยู่บนนั้นได้โดยความแข็งแรงของตัวสะพานเอง การที่คนขับจะรู้สึกหรือคิดอย่างไร หรือได้พูด คุยอะไรกันบ้างกับผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สลักสำคัญอะไร สิ่งที่ทำให้รถคันนั้นไปถึงอีกฝั่งอย่างปลอดภัยก็คือ ความแข็งแรงของตัวสะพานซึ่งคนขับรถคันนั้นเต็มใจที่จะวางใจมันต่างหากที่สำคัญ

ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงต้องการให้เราที่จะไว้วางใจในความจริงแห่งพระองค์ พระลักษณะของพระองค์...ความเมตตาเอ็นดู ความรัก พระปัญญา ความชอบธรรมของพระองค์เพื่อเรา พระองค์ตรัสว่า “...เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป”15 “ประชาชนเอ๋ย จงวางใจในพระองค์ตลอดเวลา จงระบายความในใจของท่านต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา”16

everythaistudent.com


มีคนมาก...
ที่ชอบพูดเรื่องการอธิษฐาน
แต่มีคนน้อยนักที่รักการอธิษฐาน
แม้ว่าการอธิษฐานจะไม่ต้องเสียอะไรเลย...
นอกเสียจากเรื่องการให้ "เวลา"

อย่าคาดหวังข้าวในนา....
ถ้าไม่ยอมออกไปไถหว่าน

เราจะได้เก็บเกี่ยว....
ก็ต่อเมื่อเราหว่านลงแล้วเท่านั้น

พระเจ้ารอให้เรา "อธิษฐาน"
ไม่ใช่ต้องการฟังเราพูดกันถึงเรื่องการอธิษฐาน

.................................................
เยเรมีย์ 33:3 พระเจ้าตรัสว่า...
'จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า
และจะบอกสิ่งยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นแก่เจ้า'
.................................................

เราจะรู้น้ำพระทัยพระเจ้าได้
ก็ด้วยการที่เรา "อธิษฐาน"
(เจิม ซัม)

พระเจ้าทรงเสนอที่จะตอบคำอธิษฐาน ของลูกพระองค์ (คนทั้งหลายที่ได้ยอมรับพระองค์เข้าในชีวิตของเขาและแสวงหาโอกาสที่จะติดตามพระองค์) พระองค์ทรงขอให้เรานำความห่วงกังวลทั้งหลายมาไว้ที่พระองค์ โดยการอธิษฐาน และพระองค์จะทรงกระทำการของพระองค์ตามน้ำพระทัย เมื่อเราต้องเผชิญกับความยากลำบาก เราควรที่จะวางความห่วงใยทั้งหลายเอาไว้ที่พระองค์ และรับเอาสันติสุขจากพระองค์ซึ่งอยู่เหนือสถานการณ์เหล่านั้น พื้นฐานของความหวังและความเชื่อศรัทธาของเราอยู่ที่พระลักษณะของพระเจ้าเอง ยิ่งเรารู้จักพระองค์ ดีขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งไว้วางใจพระองค์ได้ง่ายขึ้นมากเท่านั้นด้วย
KC LOVE GOD

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การนับถือบิดามารดา



จงนับถือบิดามารดา
    ในพระบัญญัติของพระเจ้าประการที่ 4 ถึงประการที่ 10 เป็นเรื่องราวของแนวทางการปฏิบัติตนของเราในการอยู่กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องสิ่งที่ต้องปฏิบัติและละเว้น เพื่อทำไห้การอยู่ร่วมกันในโลกนี้มีความสุขที่แท้จริง

  พระบัญญัติประการที่ 4 ที่บอกว่า “จงนับถือบิดามารดา” เป็นเสมือนแม่บทของการดำเนินชีวิตที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น    เรามาดูความหมายที่แฝงไว้ว่าพระบัญญัติประการนี้สั่งให้เราทำอะไร และห้ามเราทำอะไร

    แน่นอนว่าจงนับถือบิดามารดาเป็นการสั่งให้รักเคารพเชื่อฟังและดูแลบิดามารดาของตน ส่วนการห้ามนั้นได้แก่ การห้ามการกระทำใดๆ ที่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการสั่งให้ทำนั่นเอง

    สำหรับสาเหตุของการที่ต้องปฏิบัติตามพระบัญญัติข้อนี้เพราะว่าบิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณ เป็นผู้ให้กำเนิดเรา เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูเรามาตังแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และรับผดชอบตัวเองได้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บิดามารดายังเป็นผู้แทนของพระเจ้าอีกด้วย

ในพระบัญญัติข้อนี้ มีสิ่งที่จะต้องเข้าใจเพิ่มเติมอีกหลายประการ เช่น
1.  คำว่าบิดามารดา ในที่นี้มิได้มีความหมายเพียงแค่บิดาและมารดาผู้ให้กำเนินเรามาเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพี่ ป้า น้า อา ปู่ย่า ตายาย ครูอาจารย์ รวมไปถึงผู้ปกครองของเราทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ (บรรดาพระสงฆ์-นักบวช)    อีกทั้งผู้ปกครองบ้านเมือง (รัฐบาล) ด้วยเหมือนกัน เรียกว่าครอบคลุมและกินความครบถ้วนเลยก็ว่าได้

2. ความหมายของพระบัญญัติในข้อนี้ นอกจากจะพูดถึงหน้าที่ของบุตรที่จะต้องมีต่อบิดามารดาและผู้อื่นตามนัยในข้อที่ 1 แล้ว    ในทางกลับกันยังหมายถึงหน้าที่ของบิดามารดาและผู้อื่นตามข้อที่ 1 ที่จะต้องมีต่อบุตรของตนด้วย ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

3. นอกจากนั้น พระบัญญัติประการที่ 4 ยังหมายถึงหน้าที่ ที่จะต้องมีต่อปิตุภูมิหรือบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง และต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย

ต่อไปนี้เป็นสรุปหน้าที่สำคัญๆ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันและกัน
1. หน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา    ดังที่ได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า บุตรมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความเคารพ นับถือ ต้องรักบิดามารดาของตน ต้องแสดงออกด้วยการกตัญญูรู้คุณ ตอบแทนพระคุณของท่าน ต้องมีความนบนอบเชื่อฟัง ไม่ทำให้ท่านเสียใจ ต้องดูแลเอาใจใส่เมื่อท่านเจ็บไข้ได้ป่วย หรือ เป็นทุกข์ หรือ ยามท่านสูงอายุ อกจากนั้น นอกเหนือจากบิดามารดาแล้วเรายังต้องเคารพปู่ ย่า ตา ยาย พี่ป้า น้าอา และผู้มีพระคุณต่อเราทุกคนด้วยเหมือนกัน

น่าเสียดายที่ในปัจจุบัน การให้ความเคารพต่อบิดามารดาและผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมของเราลดน้อยถอยลงไปเป็นอย่างมาก มีการละเมิดต่อผู้มีพระคุณในลักษณะต่างๆ มากมาย

2. หน้าที่บิดา-มารดาที่ต้องมีต่อบุตร    ในเวลาเดียวกันพระบัญญัติประการที่ 4 นี้ก็สั่งให้ผู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่โดยเฉพาะบิดามารดา ต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานของตนเองอย่างดีด้วยเช่นกัน ซึ่งหน้าที่ที่ต้องกระทำคือ...
ต้องดูแลให้บุตรหลานของตนเองเป็นคริสตชนที่ดี    มีความเชื่อความศรัทธาในพระเจ้าด้วยการให้บุตรหลานได้รับศีลล้างบาป เป็นคริสตชนที่สมบูรณ์ อีกทั้งยังต้องอบรมฝึกสอนและปลูกฝังความเชื่อความศรัทธา ให้เขารู้จักปฏิบัติศาสนกิจอย่างดีมีความหมาย นอกจากนี้ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เขาในทุกๆ เรื่อง
ต้องเลี้ยงดูเขาให้เจริญเติบโตขึ้นมายอย่างดีด้วยการรักษาสุขภาพอนามัย มีอาหารรับประทาน มีเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ชีวิตของเขาอย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการกระทำผิดเรื่องนี้มากขึ้น เราจะเห็นได้จากการไม่ดูแลเอาใจใส่บุตรหลานของตนเอง ทิ้งให้เด็กๆ อยู่กันตามยถากรรมขาดการอบรมสั่งสอน ทำให้เด็กๆ เติบโตท่ามกลางความเลวร้ายของสังคมและเสียไปในที่สุด

3. หน้าที่ของเราต่อประเทศชาติ    พระบัญญัติประการนี้สั่งให้เราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติของตน ด้วยการไม่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองใดๆโดยให้ความเคารพต่อรัฐบาลและข้าราชการ    ในประเด็นนี้มีข้อแนะนำว่า ถ้าพวกรัฐบาลหรือข้าราชการที่ไม่ดีที่อยุติธรม เราก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม แต่ต้องระวังว่าต้องพิสูจน์ได้จริงๆ ว่าเขาไม่ดีจริงๆมิใช่ใช้เพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

นอกจากนี้การกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองใดๆ ก็ตามต่อหน้าพระศาสนจักรก็คือ เป็นความผิดด้วยเหมือนกัน    นอกจากกฎหมายนั้นๆ จะขัดต่อพระบัญญัติของพระศาสนจักรเราก็ไม่ต้องปฏิบัติ เช่น การทำแท้ง

ดังนั้น คริสตชนที่ดีจะต้องเสียภาษีอย่างถูกต้อง ต้องปกป้องประเทศชาติด้วยชีวิต ต้องใช้สิทธิใช้เสียงของตนในการเป็นพลเมืองที่ดีอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นที่น่าเสียดายเหมือนกันที่มีคริสตชนจำนวนไม่น้อยกระทำผิดในเรื่องนี้ เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง

4. ต่อเพื่อนพี่น้องร่วมชาติ    เราต้องให้ความเคารพในสิทธิ์ของเขา และรักเขาฉันท์พี่น้องตามที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสั่งไว้

ส่วนผู้ที่เป็นรัฐบาล เป็นข้าราชการ ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนที่มีนั้นอย่างดีอย่างยุติธรรม ซื่อสัตย์ เช่น ดูแลความสงบเรียบร้อย จัดการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยความเอาใจใส่
ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)


ทุกชาติทุกภาษาต่างยกย่องเทิดทูลพ่อแม่ไว้เหนือสิ่งใด  ทั้งนี้เนื่องจากสายสัมพันธ์ตามธรรมชาติ

สรุป     สำหรับสังคมไทยเรายิ่งให้เกียรติและยกย่องพ่อแม่เป็นทวีคูณถึงกับมีความเชื่อถือว่า  ใครนับถือพ่อแม่จะประสบความเจริญรุ่งเรือง  ใครไม่นับถือพ่อแม่จะอับโชค  ทำกินไม่ขึ้น

เหตุการณ์ในพระคัมภีร์
พระเยซูคริสได้ทรงวางแบบอย่างอันพึงปฏิบัติต่อพ่อแม่ไว้ให้เราคริสตชนได้เห็นและปฏิบัติตาม  คือ  “เมื่อพระกุมารมีพระชนมายุได้สิบสองพรรษา  พวกเขา  (พระกุมาร  พระนางมารีอา  นักบุญยอแซฟ)  ได้ไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในเทศกาลปัสกาตามธรรมเนียม  เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว  ขณะที่เดินทางกลับพระกุมารยังค้างอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มโดยบิดามารดาไม่รู้  เขาทั้งสองคิดว่าพระกุมารคงปะปนมากับผู้ที่เดินทางมาด้วยกัน  พอเดินทางมาได้หนึ่งวันออกตามหาพระกุมารในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู่จัก  แต่ไม่พบ  จึงรีบกลับไปกรุงเยรูซาเล็มอีกเที่ยวตามหาอยู่สามวัน  จึงพบพระกุมารประทับอยู่ในพระวิหารท่ามกลางบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย  กำลังฟังและไต่ถามอาจารย์เหล่านั้นอยู่  คนทั้งปวงที่ได้ยินที่ได้ฟังต่างก็พิศวงในสติปัญญาและคำตอบของพระกุมารยั้น  ฝ่ายบิดามารดาเห็นก็ประหลาดใจ  มารดาจึงกล่าวว่า  “ลูกเอ๋ย     ทำไมจึงทำเช่นนี้  ดูซิ  พ่อกับแม่ตามหาลูกด้วยความเป็ฯห่วงยิ่ง”  พระกุมารตอบว่า  “คุณพ่อคุณแม่ตามหาลูกทำไม  ?   ไม่ทราบหรือว่าลูกจะต้องกระทำภารกิจของพระบิดา  ?”  แต่บิดามารดาไม่เข้าใจคำตอบนี้  แล้วพระกุมารก็กลับไปนาซาแร็ธกับบอดามารดาและอยู่ใต้โอวาทของท่านทั้งสอง  ฝ่ายพระมารก็เก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจและพระกุมารก็เจริญเติบโตขึ้นทั้งสติปัญญาและวัยวุฒิ  เป็นที่พอพระทัยของพระเป็นเจ้า  และของเพื่อนบ้าทุกคน”  (ลก. 2,42 – 52)

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นพระกุมารกำลังทำหน้าที่ต่อบิดามารดาในสองระดับคือ  
1)  ต่อพระบิดา  คือ  พระเป็นเจ้าในสวรรค์และ  2)  ต่อบิดามารดา  คือพระนางมารีอาและนักบุญยอแซฟในโลกนี้  หน้าที่ต่อพระบิดาในสวรรค์ต้องมาก่อน  เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบิดาเที่ยงแท้นิรันดรของพระองค์  ส่วนหน้าที่ต่อพระนางมารีอาและนักบุญยอแซฟมาทีหลัง  เพราะท่านทั้งสองเป็ฯบิดามารดาของพระองค์ในโลกนี้  พระกุมารจึงตอบว่าพระองค์ต้องทำภารกิจของพระบิดา  และแล้วก็ทำหน้าที่บิดามารดา  คือกลับไปนาซาแร็ธกับท่าน  และอยู่ใต้โอวาทของท่าน

หน้าที่เอกของลูกจึงได้แก่ความนบนอบเชื่อฟังบิดามารดา  เป็นต้น  เมื่อลูกๆ ยังอยู่กับท่าน  พระคัมภีร์ยังเตือนย้ำถึงหน้าที่นี้อยู่บ่อยๆ  เช่น  “ลูกเอ๋ย  จงถือบัญญัติของพ่อเจ้า  และอย่าละทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้ามัดมันติดไว้ในใจเจ้าเสมอ  เมื่อเจ้าเดินมันจะนำเจ้า  เมื่อเจ้านอนมันจะเฝ้าเจ้า  เมื่อเจ้าตื่นมันจะพูดกับเจ้า”  (สภษ. 6,20 – 22)  และ  เด็กๆทั้งหลาย  จงนบนอบพ่อแม่ของเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง  เพราะการกระทำเช่นนี้พอพระทัยพระเป็นเจ้า”  (คส. 3,20)

หน้าที่ต่อมาของลูกต่อบิดามารดาก็คือความกตัญญูรู้คุณ  เพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดในโลกนี้  เป็นผู้ให้กำเนิดลูกมา  เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน  ปกป้องคุ้มครองจนเติบใหญ่  “จงนับถือดามารดาของเจ้าด้วยความเคารพเหนือเกล้า  จงอย่าลืมมารดาที่ให้กำเนิดเจ้ามาด้วยความเจ็บปวด  อย่าลืมว่าท่านทั้งสองเป็นผู้บังเกิดเกล้า  พระคุณของท่านต่อเจ้านั้นจะหาอะไรมาทดแทนได้  ?”  (บสร. 7,27 – 28)  ความกตัญญูรู้คุณนี้แสดงออกด้วยการให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ทั้งทางกายและทางใจ  เป็นต้นในยามท่านแก่ชรา  เจ็บป่วย  อยู่โดดเดี่ยว  หรือประสบความยากลำบากใดๆ

ลูกๆยังต้องเคารพบิดามารดาของตนอยู่เสมอ  ให้เกียรติท่านยกย่องท่านไว้มนที่สูง  ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการลบหลู่ดูหมิ่น  แม้ด้วยวาจา  หนังสือบุตรสิรากล่าวว่า  “พระเจ้ายกย่องบิดามารดารเหนือบุตร  ทรงสนับสนุนสิทธิของบิดามารดาเหนือบุตร  บุตรที่เคารพนับถือบิดาก็ใช้หนี้บาปของตน  บุตรที่ให้เกียรติมารดาก็เท่ากับสะสมทรัพย์สมบัติไว้  ใครเคารพนับถือบิดาก็จะประสบความสุขสันต์หรรษากับบุตรของตนเอง  ในวาระที่เขาภาวนาอ้อนวอนพระเจ้าก็จะสดับฟัง  บุตรที่ให้เกียรติบิดาจะมีอายุยืน  บุตรที่เชื่อฟังพระเจ้าจะทำให้มารดาชื่นใจ  (บสร. 3,2 – 6)
เมื่อเราเคารพนับถือบิดามารดา  เราก็ต้องเคารพนับถือญาติพี่น้องของเราด้วย  เป็นต้นพี่น้องที่คลานตามกันมา  จงทำให้บ้านมีสันติด้วยการรักใคร่ปรองดองกันระหว่างพี่น้อง  ไม่ทะเลาะเบาะแว้งแก่งแย่งชิงดีกันอันจะทำให้พ่อแม่หนักใจ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจงทำตนเป็นลูกที่ดี  ประพฤติดี  มีสัมมาอาชีพ  ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมและมีศรัทธากล้าแข็งต่อพระเป็นเจ้าอยู่เสมอ  พ่อแม่จะได้ปลื้มใจที่ได้เห็นผลงานความสำเร็จในชีวิตของท่าน  คือเป็นผู้ให้กำเนิดทั้งกายและใจแก่ลูกๆตามหน้าที่ที่ท่านได้รับมาจากพระเป็นเจ้า  ท่านจะได้ตายตาหลับเหมือนผู้เฒ่าสิเมโอนที่กล่าวว่า  “บัดนี้ข้าพเจ้าหลับตาตายเป็นสุขได้แล้ว  เพราะตาข้าพเจ้าได้เห็นความรอดแล้ว”  (ลก. 2,29 – 30)

ข้อควรจำและไปปฏิบัติ
“จงนับถือบิดามารดา”
“พระเยซูกลับไปนาซาแร็ธกับบิดามารดาและอยู่ใต้โอวาทของท่านทั้งสอง” (ลก. 2,51)
“บุตรที่เกียรติบิดาจะมีอายุยืน บุตรที่เชื่อฟังพระเจ้าจะทำให้มารดารชื่นใจ”
“อย่าลืมว่าท่านทั้งสองเป็นผู้บังเกิดเกล้า พระคุณของท่านต่อเจ้าจะเอาอะไรมาทดแทนไม่ได้”  (บสร. 7,28)
จงทำตนเป็นลูกที่ดี ประพฤติดี  มีสัมมาอาชีพ  ตั้งมั่นในศีลในธรรม  และมีศรัทธากล้าแข็งต่อพระเป็นเจ้าอยู่เสมอ
kamsondeedee.com


ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...