วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

เหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงทำลายคนไม่ดี และทำไม​คน​ดี​ต้อง​เจอ​กับ​เรื่อง​ร้าย ๆ?



ทำไมพระเจ้าจึงไม่ทรงทำลายคนไม่ดี
พระเจ้าทรงรักมนุษย์มาก แม้แต่คนที่แย่ที่สุดในโลก นั่นคือพระองค์ทรงประทานเวลาให้เขาละทิ้งความชั่วหันกลับมาหาพระองค์     พระเจ้าทรงมีความเพียรทนมาก  แต่เมื่อถึงเวลา สักวันหนึ่งทุกคนที่ปฏิเสธจะดำเนินชีวิตในหนทางของพระเจ้า และมอบชีวิตของตนเพื่อพระคริสตเจ้าจะได้รับการลงโทษ วันนั้นจะเป็นวันแห่งความเศร้าสลด และวันนั้นจะมาถึง

ข้อความสำคัญ
องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงรีรอที่จะปฏิบัติตามพระสัญญาดังที่บางคนคิด แต่พระองค์ทรงอดกลั้นต่อท่านทั้งหลาย ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดต้องพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจ เปลี่ยนวิถีชีวิต (เปโตร 3:9)

พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง
มัทธิว 13:24-30;
24 พระเยซูเจ้าทรงเล่าเป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับชายคนหนึ่งที่หว่านข้าวพันธุ์ดีในนาของตน 25 ขณะที่ทุกคนนอนหลับ ศัตรูก็มาหว่านข้าวละมานทับลงบนข้าวสาลีแล้วจากไป 26 เมื่อต้นข้าวงอกขึ้นจนออกรวง ข้าวละมานก็ปรากฏแซมอยู่ด้วย 27 บรรดาผู้รับใช้จึงไปหานายถามว่า ‘นายครับ นายหว่านข้าวพันธุ์ดีในนามิใช่หรือ แล้วข้าวละมานมาจากที่ใดเล่า’ 28 นายตอบว่า ‘ศัตรูมาหว่านไว้’ ผู้รับใช้จึงถามว่า ‘นายต้องการให้เราไปถอนมันไหม’ 29 นายตอบว่า ‘อย่าเลย เกรงว่าเมื่อท่านถอนข้าวละมาน ท่านจะถอนข้าวสาลีติดมาด้วย 30 จงปล่อยให้ข้าวสองชนิดงอกงามขึ้นด้วยกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว แล้วฉันจะบอกคนเก็บเกี่ยวว่า จงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อน เผาไฟเสีย ส่วนข้าวสาลีนั้น จงเก็บเข้ายุ้งของฉัน’

ฮีบรู 10:23
 23 เราจงยึดมั่นโดยไม่หวั่นไหวในการประกาศความหวังที่เรามีอยู่ เพราะว่าพระองค์ผู้ประทานพระสัญญานั้นทรงซื่อสัตย์

kamsonbkk.com



ทำไม​คน​ดี​ต้อง​เจอ​กับ​เรื่อง​ร้าย ๆ?
เนื่อง​จาก​พระ​เจ้าเป็น​พระ​ผู้​สร้าง​และ​เป็น​พระเจ้า​องค์​ใหญ่​ยิ่ง​สูง​สุด หลาย​คน​จึง​คิด​ว่า​พระองค์​ต้อง​รับผิดชอบ​ทุก​สิ่ง​ที่​เกิด​ขึ้น​บน​โลก รวม​ทั้ง​เรื่อง​ร้าย ๆ ด้วย แต่​ให้​เรา​มา​ดู​ว่า​คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​อะไร​เกี่ยว​กับ​พระเจ้า​เที่ยง​แท้​องค์​นี้
17 พระ​เจ้าทำ​ทุก​สิ่ง​อย่าง​ถูก​ต้องและ​ด้วย​ความ​ภักดี   สดุดี 145:17

พระเจ้า​ผู้​เป็น​เหมือน​หิน​ที่​แข็ง​แกร่ง สิ่ง​ที่​พระองค์​ทำ​ดี​เยี่ยม​ไม่​มี​ที่​ติเพราะ​แนว​ทาง​ทั้ง​หมด​ของ​พระองค์​ยุติธรรม
พระองค์​เป็น​พระเจ้า​ที่​ซื่อ​สัตย์+และ​ยุติธรรม​เสมอ+พระองค์​เป็น​พระเจ้า​ที่​เที่ยงธรรม*และ​ซื่อ​ตรง  เฉลยธรรมบัญญัติ 32:4

เรา​ถือ​ว่า​คน​ที่​อด​ทน​ก็​มี​ความ​สุข*+ พวก​คุณ​เคย​ได้​ยิน​เรื่อง​ความ​อด​ทน​ของ​โยบ+และ​รู้​ว่า​ตอน​จบ​พระ​เจ้า*ให้​อะไร​กับ​เขา​บ้าง+ นั่น​แสดง​ว่า​พระเจ้า*เมตตา+และ​มี​ความ​เห็น​อก​เห็น​ใจ​จริง ๆ  ยากอบ 5:11

ถ้า​พระเจ้า​ไม่​ได้​เป็น​ต้น​เหตุ​ของ​เรื่อง​ร้าย ๆ แล้ว​พระองค์​เป็น​ผู้​ยุยง​ให้​คน​อื่น​ทำ​สิ่ง​เลว​ร้าย​ไหม? คำตอบคือ ไม่ คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า “เมื่อ​ถูก​ทดสอบ อย่า​ให้​ใคร​บอก​ว่า ‘พระเจ้า​ทรง​ลอง​ใจ​ข้าพเจ้า’” ทำไม​เรา​ไม่​ควร​พูด​แบบ​นั้น? เพราะ เมื่อ​เจอ​ความ​ลำบาก*อย่า​พูด​ว่า “พระเจ้า​ลอง​ใจ​ฉัน”( เพราะ​พระองค์​ไม่​เคย​ลอง​ใจ​ใคร​ด้วย​ความ​ชั่ว​และ​ไม่​มี​ใคร​ลอง​ใจ​พระเจ้า​ให้​ทำ​ชั่ว​ได้   ยากอบ1:13 )  พระเจ้า​ไม่​ทดสอบ​หรือ​ลอง​ใจ​มนุษย์ แต่​ถ้า​พระเจ้า​ไม่​ได้​เป็น​ต้น​เหตุ​และ​ไม่​ใช่​ผู้​ยุยง แล้ว​ใคร​หรือ​อะไร​เป็น​ต้น​เหตุ​ของ​เรื่อง​ร้าย ๆ ทั้ง​หมด​ที่​เกิด​ขึ้น​ล่ะ?

การอยู่​ผิด​ที่​ผิด​เวลา
คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า​สาเหตุ​หนึ่ง​ที่​ทำ​ให้​ผู้​คน​ต้อง​ทน​ทุกข์​ก็​เพราะ“วาระ​กับ​โอกาส​มา​ถึง​เขา​ทุก​คน”  (ยัง​มี​อีก​อย่าง​ที่​เรา​เห็น​คือ คน​วิ่ง​เร็ว​ไม่​ได้​ชนะ​การ​แข่งขัน​เสมอ​ไป คน​แข็งแรง​ไม่​ได้​รบ​ชนะ​ทุก​ครั้ง คน​มี​ปัญญา​ไม่​ได้​มี​อาหาร​กิน​อยู่​ตลอด คน​ฉลาด​ไม่​ได้​ร่ำรวย​กัน​ทุกคน และ​คน​มี​ความ​รู้​อาจ​ไม่​ประสบ​ความ​สำเร็จ​ก็​ได้เพราะ​เหตุ​การณ์​ที่​ไม่​คาด​คิด​อาจ​เกิด​ขึ้น​กับ​พวก​เขา​ทุก​คน​ใน​เวลา​ที่​คาด​ไม่​ถึง  ปัญญาจารย์ 9:11 )เมื่อ​มี​เหตุ​การณ์​ที่​ไม่​คาด​คิด​หรือ​อุบัติเหตุ​เกิด​ขึ้น คน​เรา​จะ​ได้​รับ​อันตราย​หรือ​ไม่​ก็​ขึ้น​อยู่​กับ​ว่า​ตอน​นั้น​เขา​อยู่​ที่​ไหน นาน​เกือบ 2,000 ปี​มา​แล้ว พระ​เยซู​คริสต์​พูด​ถึง​อุบัติเหตุ​ร้ายแรง​ที่​ทำ​ให้​มี​คน​ตาย​ถึง 18 คน ( ตอน​นั้น​มี​บาง​คน​มา​เล่า​ให้​พระ​เยซู​ฟัง​ว่า ปีลาต​ฆ่า​คน​กาลิลี​กลุ่ม​หนึ่ง​ตอน​ที่​พวก​เขา​กำลัง​ถวาย​เครื่อง​บูชา 2 ท่าน​จึง​ถาม​พวก​เขา​ว่า “พวก​คุณ​คิด​ว่า สิ่ง​นี้​เกิด​ขึ้น​กับ​พวก​เขา​เพราะ​พวก​เขา​มี​บาป​มาก​กว่า​คน​กาลิลี​คน​อื่น ๆ ไหม? 3 ผม​จะ​บอก​ให้​ว่า ไม่​ใช่​หรอก แต่​ถ้า​พวก​คุณ​ไม่​กลับ​ใจ คุณ​ทุก​คน​ก็​จะ​ต้อง​พินาศ​เหมือน​กัน 4 หรือ 18 คน​ที่​ถูก​หอคอย​ที่​สระ​สิโลอัม​พัง​ลง​มา​ทับ​ตาย​นั้น พวก​คุณ​คิด​ว่า​พวก​เขา​ทำ​ผิด​มาก​กว่า​คน​อื่น ๆ ที่​อยู่​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม​ไหม? 5 ผม​จะ​บอก​ให้​ว่า ไม่​ใช่​หรอก แต่​ถ้า​พวก​คุณ​ไม่​กลับ​ใจ คุณ​ทุก​คน​จะ​ต้อง​พินาศ​เหมือน​พวก​เขา” ลูกา 13:1-5)  สาเหตุ​ที่​คน​เหล่า​นั้น​ตาย​ไม่​ใช่​เพราะ​พวก​เขา​ประพฤติ​ตัว​ไม่​ดี​หรือ​เป็น​คน​ชั่ว แต่​เพราะ​พวก​เขา​อยู่​ใน​หอคอย​ตอน​ที่​มัน​ถล่ม​ลง​มา​พอ​ดี เมื่อ​ไม่​นาน​มา​นี้ ใน​เดือน​มกราคม ปี ค.ศ. 2010 เกิด​แผ่นดิน​ไหว​รุนแรง​ที่​ก่อ​ความ​เสียหาย​ย่อยยับ​ใน​ประเทศ​เฮติ รัฐบาล​ประกาศ​ว่า​มี​คน​ตาย​มาก​กว่า 300,000 คน ผู้​เสีย​ชีวิต​จาก​โศกนาฏกรรม​ครั้ง​นั้น​มี​ทุก​เพศ​ทุก​วัย​และ​ทุก​ชน​ชั้น นอก​จาก​นั้น ความ​เจ็บ​ป่วย​ก็​อาจ​ทำ​ให้​คน​เรา​เสีย​ชีวิต​ได้​ทุก​เมื่อ 

บาง​คน​สงสัย​ว่า ‘พระเจ้า​ป้องกัน​ไม่​ให้​เรื่อง​ร้าย ๆ เกิด​ขึ้น​ได้​ไหม? ทำไม​พระองค์​ไม่​คุ้มครอง​คน​ดี​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​หายนะ​ล่ะ?’ เพื่อ​พระเจ้า​จะ​ป้องกัน​ไม่​ให้​เรื่อง​เลว​ร้าย​เกิด​ขึ้น​ได้ พระองค์​ก็​ต้อง​รู้​ล่วง​หน้า​ใช่​ไหม? ใช่ พระองค์​มี​ทั้ง​อำนาจ​และ​ความ​สามารถ​ที่​จะ​รู้​อนาคต แต่​เพื่อ​จะ​เข้าใจ​เรื่อง​นี้ เรา​ต้อง​รู้​ก่อน​ว่า​พระองค์​เป็น​พระเจ้า​แบบ​ไหน พระองค์​เลือก​ใช้​อำนาจ​อย่าง​ไร พระองค์​ใช้​อำนาจ​อย่าง​เต็ม​ที่​และ​คอย​ดู​ตลอด​เวลา​ไหม​ว่า​จะ​มี​อะไร​เกิด​ขึ้น​ใน​อนาคต? ( ดู​สิ เรื่อง​ต่าง ๆ ที่​เรา​เคย​บอก​ไว้​ได้​เกิด​ขึ้น​แล้วตอน​นี้​เรา​จะ​บอก​เรื่อง​ใหม่เรา​จะ​บอก​ให้​รู้ ก่อน​ที่​มัน​จะ​เกิด​ขึ้น” อิสยาห์ 42:9)

ข้อ​คัมภีร์​หนึ่ง​บอก​ว่า “พระเจ้า . . . อยู่​ใน​ฟ้า​สวรรค์ สิ่ง​ใด​ที่​พระองค์​พอ​พระทัย​พระองค์​ก็​ทรง​กระทำ” (พระเจ้า​ของ​พวก​เรา​อยู่​ใน​สวรรค์พระองค์​ทำ​ทุก​อย่าง​ที่​พระองค์​พอ​ใจ สดุดี 115:3) พระ​เจ้า​สามารถ​ทำ​ทุก​สิ่ง​ได้ แต่​พระองค์​เลือก​ทำ​เฉพาะ​สิ่ง​ที่​จำเป็น และ​พระองค์​ใช้​หลัก​นี้​กับ​การ​รู้​อนาคต​ด้วย ตัว​อย่าง​เช่น ใน​อดีต​เมือง​โซโดม​และ​โกโมร์ราห์​มี​แต่​คน​ชั่ว พระเจ้า​บอก​กับ​อับราฮาม​บรรพบุรุษ​คน​หนึ่ง​ของ​มนุษย์​ว่า “เรา​จะ​ลง​ไป​ตรวจ​ดู​ว่า​คน​ทั้ง​หลาย​ได้​กระทำ​เหมือน​เสียง​ร้อง​ที่​เรา​ได้​ยิน​นั้น​ทั้ง​สิ้น​หรือ​ไม่ ถ้า​หา​ไม่​เรา​ก็​จะ​ได้​รู้” (แล้ว​พระ​เจ้า​พูด​ว่า “บาป​ของ​เมือง​โสโดม​และ​โกโมราห์​ร้ายแรง​มาก+ เรา​ได้​ยิน​ผู้​คน​ร้อง​บ่น​เกี่ยว​กับ​สอง​เมือง​นี้+ 21 เรา​จะ​ลง​ไป​ดู​ให้​รู้​ว่า พวก​เขา​ทำ​ชั่ว​อย่าง​ที่​เรา​ได้​ยิน​เสียง​ร้อง​บ่น​ว่า​นั้น​หรือ​เปล่า” ปฐมกาล 18:20-21 ) นี่​แสดง​ว่า​มี​ช่วง​หนึ่ง​ที่​พระ​เจ้าเลือก​จะ​ไม่​รับ​รู้​ว่า​ผู้​คน​ใน​เมือง​นั้น​ทำ​สิ่ง​เลว​ร้าย​ขนาด​ไหน และ​ทำ​ให้​เรา​เข้าใจ​ว่า​พระ​ยะโฮวา​สามารถ​เลือก​ที่​จะ​รู้​หรือ​ไม่​รู้​อะไร​ก็​ได้ ( ทูตสวรรค์*พูด​ว่า “อย่า​ทำ​อันตราย​ลูก​ของ​เจ้า อย่า​ทำ​อะไร​เขา​เลย ตอน​นี้​เรา​รู้​แล้ว​ว่า​เจ้า​เกรง​กลัว​พระเจ้า เพราะ​เจ้า​ไม่​ได้​หวง​ลูก​ชาย​คน​เดียว​ของ​เจ้า​ไว้ แต่​ยอม​ยก​ให้​เรา” ปฐมกาล 22:12)  เรื่อง​นี้​ไม่​ได้​แปล​ว่า​พระเจ้า​บกพร่อง​หรือ​มี​จุด​อ่อน เพราะ “กิจการ​ของ​พระองค์​ดี​รอบคอบ” พระเจ้า​ใช้​ความ​สามารถ​ของ​พระองค์​อย่าง​เหมาะ​สม​เพื่อ​จะ​รู้​อนาคต​ใน​ส่วน​ที่​เกี่ยว​ข้อง​กับ​ความ​ประสงค์​ของ​พระองค์ พระเจ้า​ไม่​เคย​ใช้​อำนาจ​นี้​เพื่อ​ลิขิต​ชีวิต​มนุษย์* (พระเจ้า​ผู้​เป็น​เหมือน​หิน​ที่​แข็ง​แกร่ง สิ่ง​ที่​พระองค์​ทำ​ดี​เยี่ยม​ไม่​มี​ที่​ติ+เพราะ​แนว​ทาง​ทั้ง​หมด​ของ​พระองค์​ยุติธรรม+พระองค์​เป็น​พระเจ้า​ที่​ซื่อ​สัตย์+และ​ยุติธรรม​เสมอ+พระองค์​เป็น​พระเจ้า​ที่​เที่ยงธรรม*และ​ซื่อ​ตรง เฉลยธรรมบัญญัติ 32:4 )

ถ้า​อย่าง​นั้น ข้อ​สรุป​คือ​อะไร? พูด​ง่าย ๆ ก็​คือ พระเจ้า​ใช้​อำนาจ​อย่าง​รอบคอบ​และ​เลือก​จะ​รับ​รู้​บาง​เรื่อง​เท่า​นั้น

มนุษย์​ต้อง​รับผิดชอบ​ไหม?
มนุษย์​ก็​มี​ส่วน​ต้อง​รับผิดชอบ​สำหรับ​เรื่อง​ร้าย ๆ ที่​เกิด​ขึ้น​ด้วย คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า​มนุษย์​อาจ​ทำ​สิ่ง​ที่​ก่อ​ผล​เสียหาย​ร้ายแรง​ได้​เพราะ “ทุก​คน​ถูก​ทดสอบ​โดย​ที่​ความ​ปรารถนา​ของ​เขา​เอง​ชัก​นำ​และ​ล่อ​ใจ เมื่อ​ความ​ปรารถนา​นั้น​มาก​พอ​จะ​เกิด​ผล ก็​จะ​ทำ​ให้​เกิด​บาป แล้ว​เมื่อ​มี​การ​ทำ​บาป บาป​นั้น​ก็​ทำ​ให้​เกิด​ความ​ตาย” ( แต่​ทุก​คน​ถูก​ล่อ​ใจ​เมื่อ​ความ​ต้องการ​ของ​ตัว​เอง​ชัก​นำ​และ​ล่อ​ลวง+ 15 เมื่อ​ความ​ต้องการ​เพิ่ม​ขึ้น​จน​เต็ม​ที่​แล้ว​ก็​ทำ​ให้​เกิด​บาป และ​เมื่อ​มี​การ​ทำ​บาป บาป​นั้น​ก็​ทำ​ให้​เกิด​ความ​ตาย+  ยากอบ 1:14,15)  เมื่อ​มนุษย์​ทำ​ตาม​ความ​ปรารถนา​ที่​ไม่​ดี​หรือ​กิเลส​ของ​ตัว​เอง เขา​ก็​ต้อง​รับ​ผล​เสียหาย​จาก​การ​กระทำ​นั้น  (ดัง​นั้น ข้าพเจ้า​เห็น​ว่า​มี​กฎ​ข้อ​หนึ่ง​อยู่​ใน​ตัว​ข้าพเจ้า คือ เมื่อ​ข้าพเจ้า​อยาก​ทำ​สิ่ง​ที่​ถูก​ต้อง สิ่ง​ชั่ว​ก็​อยู่​ใน​ตัว​ข้าพเจ้าจริง ๆ แล้ว​ใจ​ข้าพเจ้า​ชอบ​กฎหมาย​ของ​พระเจ้า แต่​ข้าพเจ้าเห็น​กฎ​อีก​อย่าง​หนึ่ง​ใน​ร่าง​กาย*ที่​ต่อ​สู้​กับ​กฎ​ใน​ใจ​ข้าพเจ้า และ​ทำ​ให้​ข้าพเจ้าตก​อยู่​ใต้​บังคับ​กฎ​ของ​บาปที่​อยู่​ใน​ร่าง​กายข้าพเจ้า  โรม 7:21-23   )ประวัติศาสตร์​ให้​หลักฐาน​ว่า​มนุษย์​ทำ​สิ่ง​เลว​ร้าย​หลาย​อย่าง​และ​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​ทุกข์​มาก​มาย นอก​จาก​นั้น คน​ชั่ว​ก็​ยัง​ยุยง​คน​อื่น​ให้​ทำ​ชั่ว​เหมือน​กัน เรื่อง​ร้าย ๆ จึง​มี​ให้​เห็น​อยู่​เต็ม​ไป​หมด ลูก​พ่อ ถ้า​คน​บาป​มา​ชักจูง​ลูก อย่า​ไป​ฟัง​เขา+11 ถ้า​พวก​เขา​พูด​ว่า “ไป​กัน​เถอะไป​ดัก​ฆ่า​คน​กันเรา​จะ​ซุ่ม​รอ​เล่น​งาน​คน​ที่​ไม่​มี​ความ​ผิด12 เรา​จะ​เป็น​เหมือน​หลุม​ศพ*ที่​กลืน​พวก​เขา​ทั้ง​เป็น
เหมือน​หลุม​ที่​กลืน​คน​ลง​ไป​ทั้ง​ตัว13 เรา​จะ​ยึด​ของ​มี​ค่า​ของ​พวก​เขา​ให้​หมดแล้ว​เอา​ของ​ที่​ปล้น​ได้​มา​เก็บ​ไว้​ให้​เต็ม​บ้าน14 ไป​กับ​เรา​สิแล้ว​เรา​จะ​เอา​ของ​ที่​ขโมย​มา​แบ่ง​กัน เรา​จะ​แบ่ง​ให้​เท่า ๆ กัน”*15 ลูก​พ่อ อย่า​ไป​กับ​พวก​เขา
อย่า​ตาม​พวก​เขา​ไป+16 เพราะ​พวก​เขา​รีบ​ไป​ทำ​ชั่วพวก​เขา​รีบ​ไป​ฆ่า​คน สุภาษิต 1:10-16 

มนุษย์​ทำ​สิ่ง​เลว​ร้าย​หลาย​อย่าง​และ​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​ทุกข์​มาก​มาย
พระเจ้า​ควร​เข้า​มา​แทรกแซง​และ​ป้องกัน​ไม่​ให้​คน​ทำ​ชั่ว​ไหม? เพื่อ​ตอบ​คำ​ถาม​นี้ ให้​เรา​มา​ดู​ว่า​มนุษย์​ถูก​สร้าง​ขึ้น​อย่าง​ไร คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า​พระเจ้า​สร้าง​มนุษย์​ตาม​แบบ​ของ​พระองค์ นี่​หมาย​ความ​ว่า มนุษย์​สามารถ​สะท้อน​คุณลักษณะ​ของ​พระเจ้า​ได้  (พระเจ้า​พูด​ว่า “ให้​เรา+สร้าง​มนุษย์​ตาม​แบบ​เรา+และ​มี​ลักษณะ​คล้าย​เรา+ และ​ให้​ปลา​ใน​ทะเล สัตว์ที่​บิน​ใน​ท้องฟ้า สัตว์​ที่​เชื่อง สัตว์​เลื้อยคลาน​ทุก​ชนิด​ที่​อยู่​บน​แผ่นดิน และ​โลก​ทั้ง​โลก​อยู่​ใต้​อำนาจ​พวก​เขา” ปฐมกาล  1:26 ) พระเจ้า​ให้​มนุษย์​มี​อิสระ​ทาง​ความ​คิด เรา​จึง​เลือก​ได้​ว่า​จะ​รัก​และ​ซื่อ​สัตย์​ต่อ​พระองค์​หรือ​ไม่ มนุษย์​เลือก​จะ​เชื่อ​ฟัง​และ​ทำ​สิ่ง​ที่​พระองค์​ต้องการ​ได้(  ขอ​ให้​ฟ้า​ดิน​เป็น​พยาน​ใน​วัน​นี้​ว่า ข้าพเจ้า​ได้​ตั้ง​ชีวิต​และ​ความ​ตาย คำ​อวยพร​และ​คำ​สาป​แช่ง​ไว้​ตรง​หน้า​คุณ+ ขอ​ให้​คุณ​เลือก​เอา​ชีวิต​เพื่อ​จะ​ได้​มี​ชีวิต​อยู่+ ทั้ง​ตัว​คุณ​และ​ลูก​หลาน​ของ​คุณ​ด้วย+ 20 โดย​รัก​พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า+ เชื่อ​ฟัง​พระองค์ และ​ซื่อ​สัตย์​ต่อ​พระองค์​เสมอ+ เพราะ​พระองค์​เป็น​ผู้​ให้​ชีวิต​พวก​คุณ และ​พระ​ยะโฮวา​จะ​ทำ​ให้​คุณ​มี​ชีวิต​ยืน​ยาว​อยู่​ใน​แผ่นดิน​ที่​พระองค์​สาบาน​ว่า​จะ​ยก​ให้​บรรพบุรุษ​ของ​คุณ คือ อับราฮัม อิสอัค และ​ยาโคบ”  เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19, 20 ) ถ้า​พระเจ้า​ลิขิต​ชีวิต​มนุษย์​ให้​เดิน​ตาม​เส้น​ที่​พระองค์​ขีด​ไว้ พระองค์​จะ​ให้​มนุษย์​มี​อิสระ​ทาง​ความ​คิด​ทำไม​ตั้ง​แต่​แรก? หรือ​ถ้า​โชค​ชะตา​กำหนด​ไว้​แล้ว​ว่า​เรา​ต้อง​ทำ​อะไร​และ​ต้อง​เจอ​อะไร มนุษย์​ก็​คง​เป็น​เหมือน​หุ่น​ยนต์​ไร้​ชีวิต​จิตใจ​ที่​แค่​ทำ​ตาม​คำ​สั่ง​ใน​โปรแกรม! เรา​น่า​จะ​ดีใจ​ที่​พระเจ้า​ให้​เกียรติ​เรา​เลือก​ทาง​เดิน​ชีวิต​ของ​ตัว​เอง แต่​นี่​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​ข้อ​ผิด​พลาด​หรือ​การ​ตัดสิน​ใจ​ที่​ไม่​ดี​ของ​มนุษย์​จะ​ก่อ​ผล​เสียหาย​ร้ายแรง​ต่อ​ทุก​คน​บน​โลก​ตลอด​ไป

เป็น​เพราะ​กรรม​แต่​ชาติ​ปาง​ก่อน​ไหม?
ถ้า​คุณ​ถาม​คน​ที่​นับถือ​ศาสนา​ฮินดู​หรือ​ศาสนา​พุทธ​ว่า “ทำไม​คน​ดี​ต้อง​เจอ​กับ​เรื่อง​ร้าย ๆ?” เขา​อาจ​บอก​คุณ​ว่า “มัน​ก็​เป็น​กฎ​แห่ง​กรรม​นั่น​แหละ เขา​ต้อง​ชด​ใช้​กรรม​ที่​เคย​ทำ​ไว้​ใน​ชาติ​ที่​แล้ว”*

ถ้า​เรา​รู้​ว่า​คัมภีร์​ไบเบิล​พูด​อย่าง​ไร​เกี่ยว​กับ​ความ​ตาย เรา​จะ​เข้าใจ​ว่า​คำ​สอน​เรื่อง​กรรม​เก่า​ที่​หลาย​คน​เชื่อ​นั้น​มี​เหตุ​ผล​หรือ​ไม่ ตอน​ที่​พระเจ้า​สร้าง​อาดาม​มนุษย์​คน​แรก​ใน​สวน​เอเดน พระ​ผู้​สร้าง​บอก​เขา​ว่า “บรรดา​ผลไม้​ทุก​อย่าง​ใน​สวน​นี้​เจ้า​กิน​ได้​ทั้ง​หมด เว้น​แต่​ต้น​ไม้​ที่​ให้​รู้​ความ​ดี​และ​ชั่ว ผล​ของ​ต้น​นั้น​เจ้า​อย่า​กิน​เป็น​อัน​ขาด ถ้า​เจ้า​ขืน​กิน​ใน​วัน​ใด เจ้า​จะ​ตาย​ใน​วัน​นั้น​เป็น​แน่ ( ​พระเจ้า​สั่ง​เขา​ว่า “เจ้า​กิน​ผล​จาก​ต้น​ไม้​ทุก​ต้น​ใน​สวน​นี้​ได้​จน​พอ​ใจ+ 17 แต่​ห้าม​กิน​ผล​จาก​ต้น​ไม้​ที่​ให้​รู้​ดี​รู้​ชั่ว ถ้า​เจ้า​กิน​ผล​จาก​ต้น​นั้น​ใน​วัน​ไหน เจ้า​จะ​ต้อง​ตาย​ใน​วัน​นั้น” ปฐมกาล2:16, 17) ถ้า​อาดาม​เชื่อ​ฟัง​พระเจ้า​และ​ไม่​ได้​ทำ​บาป เขา​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ได้​ตลอด​ไป แต่​เขา​ไม่​เชื่อ​ฟัง​คำ​สั่ง​ของ​พระเจ้า เขา​จึง​ต้อง​รับ​โทษ​คือ​ความ​ตาย หลัง​จาก​นั้น เมื่อ​ลูก​หลาน​ของ​เขา​เกิด​มา “ความ​ตาย​จึง​ลาม​ไป​ถึง​ทุก​คน”( ที่​เป็น​อย่าง​นี้​ก็​เพราะ​ว่า บาป​เข้า​มา​ใน​โลก​เพราะ​คน​คน​เดียว และ​ความ​ตาย​เกิด​ขึ้น​เพราะ​บาป​นั้น+ ความ​ตาย​จึง​ลาม​ไป​ถึง​ทุก​คน​เพราะ​ทุก​คน​เป็น​คน​บาป โรม 5:12 )ดัง​นั้น คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า “ค่า​จ้าง​ที่​บาป​จ่าย​คือ​ความ​ตาย” ( ค่า​จ้าง​ที่​บาป​จ่าย​คือ​ความ​ตาย+ แต่​ของ​ขวัญ​ที่​พระเจ้า​ให้​คือ​ชีวิต​ตลอด​ไป+ผ่าน​ทาง​พระ​คริสต์​เยซู​ผู้​เป็น​นาย​ของ​เรา โรม 6:23) และ “คน​ที่​ตาย​แล้ว​ก็​พ้น​โทษ​จาก​บาป​ของ​ตน” (คน​ที่​ตาย​แล้ว​ก็​พ้น​โทษ*จาก​บาป​ของ​เขา โรม  6:7)  นี่​หมาย​ความ​ว่า​เมื่อ​คน​เรา​ตาย เขา​ก็​ไม่​ต้อง​ชด​ใช้​บาป​ของ​ตัว​เอง​อีก​ต่อ​ไป

หลาย​ล้าน​คน​ใน​ทุก​วัน​นี้​บอก​ว่า​ปัญหา​และ​ความ​ทุกข์​ที่​มนุษย์​ต้อง​เจอ​เป็น​ผล​จาก​กรรม​เก่า คน​ที่​เชื่อ​เรื่อง​นี้​ก็​ก้ม​หน้า​รับ​กรรม​ของ​ตัว​เอง​ไป และ​เขา​ก็​ไม่​รู้สึก​เดือดร้อน​ใจ​เท่า​ไร​เมื่อ​เห็น​คน​อื่น​ทน​ทุกข์​เพราะ​คิด​ว่า​มัน​เป็น​กรรม​เก่า​ของ​เขา แต่​ที่​จริง​แนว​ความ​คิด​แบบ​นี้​ไม่​ได้​ทำ​ให้​มนุษย์​มี​ความ​หวัง​ว่า​เรื่อง​ร้าย ๆ จะ​หมด​ไป ผู้​คน​เชื่อ​กัน​ว่า​ทาง​เดียว​ที่​จะ​หลุด​พ้น​จาก​การ​เวียน​ว่าย​ตาย​เกิด​คือ การ​ถือ​ศีล​ทำ​บุญ​และ​ศึกษา​ธรรมะ​จน​รู้​แจ้ง​เห็น​จริง แต่​แนว​คิด​นี้​แตกต่าง​กัน​มาก​จาก​สิ่ง​ที่​คัมภีร์​ไบเบิล​บอก*

ตัวการ​สำคัญ!
สาเหตุ​หลัก​ของ​เรื่อง​เลว​ร้าย​ที่​เกิด​ขึ้น​บน​โลก​ไม่​ได้​มา​จาก​มนุษย์ แต่​ตัวการ​สำคัญ​คือ ซาตาน​พญา​มาร มัน​เคย​เป็น​ทูตสวรรค์​ที่​ซื่อ​สัตย์​ต่อ​พระเจ้า แต่​มัน “ไม่​ได้​ยึด​มั่น​กับ​ความ​จริง” และ​นำ​บาป​เข้า​มา​ใน​โลก (พวก​คุณ​มา​จาก​มาร​ซึ่ง​เป็น​พ่อ​ของ​พวก​คุณ และ​พวก​คุณ​อยาก​ทำ​ตาม​ที่​พ่อ​ของ​พวก​คุณ​ต้องการ+ มัน​เป็น​ฆาตกร​ตั้ง​แต่​แรก+ และ​มัน​ไม่​ได้​ยึด​มั่น​ใน​ความ​จริง เพราะ​มัน​ไม่​มี​ความ​จริง มัน​โกหก​ตาม​สันดาน​ของ​มัน เพราะ​มัน​เป็น​จอม​โกหก​และ​เป็น​พ่อ​ของ​การ​โกหก ยอห์น 8:44) มัน​ยุยง​มนุษย์​คู่​แรก​ให้​ขืน​อำนาจ​ต่อ​พระเจ้า​ใน​สวน​เอเดน ( ใน​สัตว์​ป่า​ทั้ง​หมด​ที่​พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า​สร้าง​นั้น งู+เป็น​สัตว์​ที่​เจ้า​เล่ห์​ที่​สุด* มัน​พูด​กับ​ผู้​หญิง​ว่า “พระเจ้า​ไม่​ให้​พวก​คุณ​กิน​ผลไม้​ทุก​ต้น​ใน​สวน​นี้​จริง ๆ หรือ?”+ 2 ผู้​หญิง​ตอบ​งู​ว่า “ผลไม้​ใน​สวน​นี้​พวก​เรา​กิน​ได้+ 3 แต่​พระเจ้า​พูด​ถึง​ผล​ของ​ต้น​ที่​อยู่​กลาง​สวน+ว่า ‘ห้าม​กิน​ผล​จาก​ต้น​นั้น อย่า​แม้​แต่​จะ​ไป​แตะ​ต้อง ไม่​อย่าง​นั้น พวก​เจ้า​จะ​ต้อง​ตาย’” 4 งูจึง​พูด​กับ​ผู้​หญิง​ว่า “พวก​คุณ​จะ​ไม่​ตาย​หรอก+ 5 จริง ๆ แล้ว​พระเจ้า​ก็​รู้​ว่า ใน​วัน​ที่​พวก​คุณ​กิน​ผล​ของ​ต้น​นั้น พวก​คุณ​จะ​ตา​สว่าง​และ​จะ​เป็น​เหมือน​พระเจ้า รู้*ว่า​อะไร​ดี​อะไร​ชั่ว” ปฐมกาล 3:1-5) พระ​เยซู​คริสต์​เรียก​มัน​ว่า “ตัว​ชั่ว​ร้าย” และ “ผู้​ปกครอง​โลก”  (ขอ​พระองค์​ช่วย​ปก​ป้อง​พวก​เรา​ไว้​จาก​ซาตาน​ตัว​ชั่ว​ร้าย+ และ​ช่วย​ให้​เอา​ชนะ​การ​ล่อ​ใจ​ได้’ มัทธิว6:13;   ต่อ​ไป​นี้ ผม​จะ​ไม่​พูด​อะไร​กับ​พวก​คุณ​มาก ผู้​ปกครอง​โลก+จะ​มา​แล้ว แต่​ผู้​นั้น​ไม่​มี​อำนาจ​เหนือ​ผม ยอห์น 14:30) ผู้​คน​ส่วน​ใหญ่​ติด​ตาม​ซาตาน​และ​แนว​คิด​ของ​มัน​ที่​บอก​ว่า​มนุษย์​ไม่​จำเป็น​ต้อง​สนใจ​พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า (อย่า​รัก​โลก​หรือ​สิ่ง​ของ​ใน​โลก+ ถ้า​ใคร​รัก​โลก เขา​ก็​ไม่​ได้​รัก​พระเจ้า​ผู้​เป็น​พ่อ+ 16 เพราะ​ทุก​สิ่ง​ใน​โลก​นี้ ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ความ​ต้องการ​ของ​ร่าง​กาย​ที่​มี​บาป+ ความ​ต้องการ​ที่​เกิด​จาก​ตา+ หรือ​การ​โอ้อวด​ทรัพย์​สมบัติ* ไม่​ได้​มา​จาก​พระเจ้า​ผู้​เป็น​พ่อ แต่​มา​จาก​โลก ยอห์น 2:15, 16) ใน​หนังสือ (ยอห์น  5:19 เรา​รู้​ว่า​เรา​เป็น​คน​ของ​พระเจ้า แต่​โลก​ทั้ง​โลก​อยู่​ใน​อำนาจ​ซาตาน​ตัว​ชั่ว​ร้าย) บอก​ว่า “โลก​ทั้ง​โลก​อยู่​ใน​อำนาจ​ตัว​ชั่ว​ร้าย” นอก​จาก​นี้ ยัง​มี​ทูตสวรรค์​องค์​อื่น ๆ อีก​ที่​หัน​ไป​ทำ​ชั่ว​และ​กลาย​เป็น​พวก​ของ​ซาตาน คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า​ซาตาน​และ​ผี​ปิศาจ​พรรค​พวก​ของ​มัน “ชัก​นำ​ทั้ง​โลก​ให้​หลง​ผิด” ทำ​ให้ ‘แผ่นดิน​โลก​เกิด​วิบัติ’ (พญา​นาค​ใหญ่+ถูก​เหวี่ยง​ลง​มา​บน​โลก+ ทูตสวรรค์​ที่​อยู่​ฝ่าย​มัน​ก็​ถูก​เหวี่ยง​ลง​มา​ด้วย พญา​นาค​ใหญ่​คือ​งู​ตัว​แรก​นั้น+ที่​ถูก​เรียก​ว่า​มาร+และ​ซาตาน+ซึ่ง​กำลัง​หลอก​ลวง​ทั้ง​โลก​ให้​หลง​ผิด วิวรณ์ 12:9, 12) ดัง​นั้น ถ้า​จะ​โทษ​ใคร​ว่า​เป็น​ต้น​เหตุ​ของ​เรื่อง​ร้าย ๆ ที่​เกิด​ขึ้น ก็​ต้อง​โทษ​ตัวการ​สำคัญ​ซึ่ง​ก็​คือ​ซาตาน​พญา​มาร​นี่​แหละ

เห็น​ได้​ชัด​ว่า พระเจ้า​ไม่​ใช่​ผู้​ที่​ต้อง​รับผิดชอบ​เมื่อ​มี​สิ่ง​เลว​ร้าย​เกิด​ขึ้น พระองค์​ไม่​ได้​ทำ​ให้​มนุษย์​ทุกข์​ทรมาน แต่​ตรง​กัน​ข้าม พระองค์​สัญญา​ว่า​จะ​กำจัด​ความ​ทุกข์​ให้​หมด​ไป ลอง​อ่าน​ดู​ใน​บทความ​ถัด​ไป​ว่า​พระองค์​จะ​ทำ​อย่าง​ไร

คุณ​รู้​ไหม​ว่า​ตัวการ​สำคัญ​ที่​ทำ​ให้​เกิด​เรื่อง​ร้าย ๆ ก็​คือ​ซาตาน​พญา​มาร “ผู้​ปกครอง​โลก” (ต่อ​ไป​นี้ ผม​จะ​ไม่​พูด​อะไร​กับ​พวก​คุณ​มาก ผู้​ปกครอง​โลก+จะ​มา​แล้ว แต่​ผู้​นั้น​ไม่​มี​อำนาจ​เหนือ​ผม ยอห์น14:30)
wol.jw.org

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงรักเรามากและได้ทรงส่งพระบุตรสุดที่รักลงมาเพื่อไถ่บาปให้เรา จงยอมรับการอภัยโทษบาปซึ่งพระองค์ทรงเปิดทางให้เราได้รับ ความผิดพลาดของเราทั้งหมด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และหนี้ทางศีลธรรมทั้งหมดของเรา พระเจ้าทรงจัดการทั้งหมด โดยการที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนและตายเพื่อเรา   เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งนี้เพื่อเรา แล้วเราจึงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าอีกครั้ง และจงอย่าทำผิดซ้ำอีก และเมื่อเราทำเช่นนั้น ความผิดพลาดในของเราก็จะถูกแก้ไขให้ถูกต้องในสายพระเนตรพระเจ้า เราจะมีอิสระที่จะอยู่กับพระองค์ตลอดไป เหมือนกับที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นในตอนเริ่มแรก การทำดีหรือทำชั่วของเราในแต่ละวัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่พระเจ้าจะยกโทษให้เราหรือไม่ เพราะสาเหตุที่แท้จริงที่พระเจ้ายกโทษให้เรา คือเพราะเห็นแก่พระโลหิตต่างหาก
พระเจ้าทรงยกโทษให้เราทุกครั้งที่เราสารภาพบาปต่อพระองค์แน่นอน  

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน
KC LOVE GOD









วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทูตสวรรค์คือใคร



มีบางคนคิดว่า แต่ละคนมีทูตสวรรค์ประจำตัวที่เรียกว่า “อารักขเทวดา” ทูตสวรรค์นี้ได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูและปกป้องบุคคลนั้น เราไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าแต่ละคนมีอารักขเทวดา แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ให้กระทำตาม พระประสงค์ของพระองค์


ทูตสวรรค์ของฉันทำอะไร

ทูตสวรรค์เป็นผู้ช่วยของพระเจ้า พวกท่านอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ บ่อยครั้งที่พระเจ้าทรงให้ทูตสวรรค์มาปกป้องมนุษย์ จากความชั่วร้ายของซาตาน ที่มาล่อล่วงพวกเขา   ทูตสวรรค์นำพระประสงค์ของพระเจ้ามาสู่ชีวิตมนุษย์ ทูตสวรรค์ช่วยเราให้กระทำตามสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรากระทำ

ข้อความสำคัญ   

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นคนธรรมดาๆ เหล่านี้คนใดเลย เราบอกท่านทั้งหลายว่า ตลอดเวลาในสวรรค์      ทูตสวรรค์ของเขาเฝ้าชมพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 18:10)

พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง
ปฐมกาล 24:7
พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งสวรรค์และแผ่นดิน ทรงนำฉันออกจากบ้านของบิดาและจากแผ่นดินของญาติพี่น้องของฉัน ทรงสัญญากับฉันโดยทรงปฏิญาณไว้ว่า “จะประทานแผ่นดินนี้ให้แก่ลูกหลานของฉัน” พระองค์จะทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์นำหน้าท่านไป เพื่อท่านจะสามารถหาภรรยาจากที่นั่นให้ลูกชายของฉันได้

กันดารวิถี 22:15-35
ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์มายืนขวางถนนตอนที่แคบระหว่างสวนองุ่น มีกำแพงกั้นอยู่ทั้งสองข้าง  ลาเห็นทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์จึงเดินชิดกำแพง ทำให้เท้าข้างหนึ่งของบาลาอัมเบียดกำแพง เขาจึงตีมันอีก
ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์เดินไปยืนกั้นถนนตรงที่แคบมากจนไม่มีทางเลี่ยงไปได้ทั้งสองข้าง ลาเห็นทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ ก็นอนลงทั้งๆ ที่บาลาอัมยังขี่อยู่ เขาโกรธมาก เอาไม้ตีลา

ดาเนียล 3:28; 6:22; 
กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ตรัสว่า “ขอถวายพระพรแด่พระเจ้าของชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก พระองค์ทรงส่งทูตสวรรค์มาช่วยกอบกู้ผู้รับใช้ที่วางใจในพระองค์ เขายอมละเมิดคำสั่งของเรา และยอมพลีร่างกาย ดีกว่าที่จะรับใช้และนมัสการเทพเจ้าอื่นนอกจากพระเจ้าของตน
พระเจ้าของข้าพเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาปิดปากสิงโตไว้ ไม่ให้มันทำอันตรายข้าพเจ้าได้ เพราะทรงเห็นว่าข้าพเจ้าไม่มีความผิดเฉพาะพระพักตร์ ข้าแต่พระราชา ข้าพเจ้ามิได้กระทำผิดประการใดต่อพระองค์อีกด้วย”

มัทธิว 1:21-24; 4:11;
นางจะให้กำเนิดบุตรชาย ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู เพราะเขาจะช่วยประชากรของเขาให้รอดพ้นจากบาป”  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสผ่านประกาศก จะเป็นความจริงว่า
หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์ และจะคลอดบุตรชาย  
ซึ่งจะได้รับนามว่า “อิมมานูเอล”
แปลว่า พระเจ้าสถิตกับเรา”  เมื่อโยเซฟตื่นขึ้น เขาก็ทำตามที่ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งไว้ คือรับภรรยามาอยู่ด้วย  แต่เขามิได้มีเพศสัมพันธ์กับนาง ต่อมานางให้กำเนิด บุตรชาย โยเซฟตั้งชื่อกุมารนั้นว่า เยซู

ทูตสวรรค์มีลักษณะเหมือนกับอะไร
guardian-angelคำว่าทูตสวรรค์ หมายถึง “ผู้นำสาร”   ทูตสวรรค์เป็นผู้นำสารของพระเจ้า พวกท่านอาจเป็นนักรบของพระเจ้า  ในพระคัมภีร์เราอ่านพบว่า มีบางคนได้พบกับทูตสวรรค์ ซึ่งในบางครั้ง ผู้ที่พบรู้ว่าท่านเป็นทูตสวรรค์  แต่บางครั้งก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร  บางครั้งพระคัมภีร์บรรยายไว้ว่า ทูตสวรรค์มีปีก ทูตสวรรค์เหล่านั้นเรียกว่าเครูบิม แต่ส่วนมากแล้วทูตสวรรค์ที่ถูกกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ มีลักษณะเหมือนมนุษย์ธรรมดา เราไม่รู้ว่าทูตสวรรค์มีลักษณะเหมือนกับอะไรในสวรรค์

ข้อความที่สำคัญ  
ข้าพเจ้ายอห์นได้ยินและได้เห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินและได้เห็นแล้วจึงคุกเข่าลงกราบนมัสการ ทูตสวรรค์ที่สำแดงสิ่งเหล่านี้แก่ข้าพเจ้า  แต่เขากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่าเลย ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเหมือนกับท่านและเหมือนกับพี่น้องของท่าน คือบรรดาประกาศกและผู้ที่ปฏิบัติตามถ้อยคำของม้วนหนังสือนี้ จงนมัสการพระเจ้าเท่านั้น” (วิวรณ์ 22:8-9)

พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง  
ปฐมกาล 19:1;
เมื่อทูตสวรรค์สององค์มาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นเข้า เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับ กราบลงกับพื้นดิน

ฮีบรู 13:2
อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า เพราะเมื่อต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว

 kamsonbkk.com



วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คริสตชนคือใครและทำไมทุกคนจึงไม่เป็นคริสตชน



คริสตชนคือใคร
1. คำ “คริสตชน คริสเตียน คริสตัง (คริสต+องค์) มาจากคำ “คริสต์” คริสตชนจึงแปลว่า ผู้นับถือพระคริสตเจ้า เมื่อพูดว่าใครผู้หนึ่ง “ดำรงชีวิตแบบคริสตชน” ย่อมหมายความว่าผู้นั้นตัดสินใจแน่วแน่เด็ดขาดที่จะจงรักภักดี และเดินตามพระฉบับแบบของพระคริสตเจ้า นับเป็นการมีชีวิตร่วมสนิทกับพระองค์ ผู้เป็นพระเชษฐาพระผู้ไถ่ และเจ้านายของมนุษย์ทั้งหลาย

2. พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้กระตุ้นปลุกชีวิตของคริสตชน เป็นแบบฉบับของคริสตชนไม่ว่าในกิจการใดๆในเหตุการณ์ต่างๆของชีวิต ไม่ว่าเวลายินดีหรือขัดสน ไม่ว่าเวลาทำงานหรือหยุดพักผ่อน รวมถึงเวลาเสี่ยงภัยและประจญภัย ตลอดเวลากระสับกระส่ายใกล้จะตาย คริสตชนสามารถมองดูพระเยซูคริสตเจ้า ผู้เสด็จมาก่อนและสอนว่า ต้องไปหาพระเป็นเจ้าอย่างไร คริสตชนเมื่ออ่านพระวรสารบ่อยๆจนคุ้น ก็จะพบพระวาจาและพระฉบับของพระคริสตเจ้า ซึ่งทรงแนะให้ประพฤติอย่างไรในภาวะการณ์ต่างๆ

3. การถือตามพระฉบับแบบของพระคริสตเจ้าทุกๆเวลานั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการเอาอย่างในข้อปลีกย่อยภายนอกเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นการลอกแบบสภาพจิตใจ ซึ่งพระคริสตเจ้าได้สำแดงให้เห็นประจักษ์ในพระชนม์ชีพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์ของพระบิดาและความรักต่อมนุษย์ด้วยน้ำใจกว้างขวาง ตามที่พระองค์ตรัสว่า “เราไม่ได้มาเพื่อให้คนอื่นรับใช้ แต่เพื่อรับใช้ผู้อื่นและอุทิศชีวิตเป็นค่าไถ่มนุษย์ทั้งหลาย” (มธ.20.28) อัครธรรมทูตเปาโลก็เขียนไว้ว่า “ขอให้พวกท่านมีความรู้สึกแบบเดียวกับที่มีอยู่ในองค์พระเยซูคริสตเจ้าเถิด” (ฟป.2.5)

4. ความพยายามของคริสตชนที่จะถือตามพระคริสตเจ้านี้ พระจิตเป็นผู้ปลุกให้เกิดขึ้นและบำรุงให้คงอยู่ พระจิตเป็นผู้เปลี่ยนแปลงภายในคริสตชน และดลใจให้มีความรู้สึกเหมือนกับพระคริสตเจ้า คือให้มีความจงรักภักดีเยี่ยงบุตรต่อพระบิดาและให้มีน้ำใจดีต่อมนุษย์ คริสตชนที่มีผู้นำทางเช่นนี้ย่อมปฏิบัติการต่างๆได้เยี่ยงบุตรของพระเป็นเจ้า และเดินตามรอยพระยุคลบาทของพระคริสตเจ้าอย่างอิสระ

ทำไมทุกคนจึงไม่เป็นคริสตชน

มิใช่ทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นคริสตชน และพระเจ้าไม่ทรงปรารถนาจะบังคับให้ผู้ใดติดตามพระเยซูเจ้า   มีบางคนมิใช่แต่เพียงปฏิเสธพระคริสตเจ้าเท่านั้น แต่ยังกระทำการเลวร้ายต่อคริสตชนอีกด้วย นั่นเป็นเพราะว่า พวกเขาไม่เข้าใจถึงความรักที่พระเจ้ามีต่อพวกเขา  เราต้องพยายามบอกพวกเขาให้ทราบถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา

ข้อความสำคัญ   
พระเยซูเจ้าภาวนาว่า “แต่บัดนี้ ข้าพเจ้ากำลังกลับไปเฝ้าพระองค์ ข้าพเจ้ากล่าววาจานี้ ขณะที่ยังอยู่ในโลก เพื่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้าจะมีความยินดีบริบูรณ์พร้อมกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามอบพระวาจาของพระองค์ให้เขาเหล่านั้นแล้วและโลกเกลียดชังเขาเพราะเขาไม่เป็นของโลก เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าไม่เป็นของโลก ข้าพเจ้าไม่ได้วอนขอพระองค์ให้ทรงยกเขาออกจากโลกแต่วอนขอให้ทรงรักษาเขาให้พ้นจากมารร้าย เขาไม่เป็นของโลกเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าไม่เป็นของโลก” (ยอห์น 17:13-16)
  
พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง   
มัทธิว 7:14;
ประตูและทางซึ่งนำไปสู่ชีวิตนั้นคับแคบ คนที่พบทางนี้มีจำนวนน้อย

ยอห์น 15:9
พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น จงดำรงอยู่ในความรักของเราเถิด

kamsonbkk.com


วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

นรก มีไว้สำหรับใคร


นรกคืออะไร
    ตามความเชื่อของเรา เราเรียกสภาพการถูกตัดขาดจากพระเจ้าตลอดไปว่า “นรก” ผู้ใดก็ตามที่มองเห็นความรักชัดเจนเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแต่ไม่ต้องการความรักนี้ เขาก็ตัดสินใจที่จะมีสภาพนรกนี้อย่างอิสระเอง  

    พระเยซูเจ้าผู้ทรงทราบว่านรกเป็นเช่นไร ได้ตรัสถึงนรกว่าเป็น “ความมืดภายนอก” (มธ 8:12) ในความรู้สึกนึกคิดของคนทางตะวันตก มักพูดถึงนรกที่หนาวเยือกเย็นมากกว่าร้อน เป็นสภาพความเข้มงวดร้ายแรงและการถูกแยกอย่างสิ้นหวังออกจากกทุกสิ่งที่สามารถนำความช่วยเหลือ การปลดปล่อย ความชื่นชมยินดีและความบรรเทามาสู่ชีวิตของผู้นั้นได้ -161-162
  
“ทุกสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนย่อมไร้คุณค่าใดๆ ในนิรันดรภาพ” C.S. Lewis

นรก มีไว้สำหรับใคร 

นรกเป็นสถานที่ที่ซึ่งพระเจ้าลงโทษซาตานและสมุนของมัน และทุกคนที่ปฏิเสธจะติดตามพระเจ้า เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครจะลงไปอยู่ในนั้น เพราะเราไม่ใช่เป็นผู้ตัดสิน พระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสิน แต่พระเจ้าทรงกระทำให้เป็นไปได้ สำหรับทุกคนที่จะหนีจากการลงนรก พระองค์ทรงให้โอกาสทุกคนที่จะไปสวรรค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงส่งพระเยซูเจ้าลงมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทนทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์นั้น พระองค์ทรงจ่ายค่าไถ่โทษของเรา ดังนั้นถ้าเรามีความไว้วางใจในพระเยซูเจ้า เราสามารถหลีกหนีนรกและไปสวรรค์ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเพื่อนๆสมาชิกในครอบครัว และบุคคลต่างๆ ที่เรารู้จักจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ ให้เราบอกพวกเขาว่าจะไปสวรรค์ต้องทำอย่างไร
  
ข้อความสำคัญ
ผู้ใดไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในหนังสือแห่งชีวิตก็ถูกโยนลงในทะเลไฟ (วิวรณ์ 20:15)

พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง   
ยอห์น 3:16-18;
พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร เพราะพระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาในโลกนี้มิใช่เพื่อตัดสินลงโทษโลกแต่เพื่อโลกจะได้รับความรอดพ้นเดชะพระบุตรนั้น ผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่ถูกตัดสินลงโทษแต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้วเพราะเขามิได้มีความเชื่อในพระนามของพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้า

ยอห์น 1:9
พระองค์ทรงซื่อสัตย์และทรงเที่ยงธรรม ถ้าเราสารภาพบาป พระองค์จะทรงอภัยบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้สะอาดจากความอธรรมทั้งปวง

ทำไมนรกจึงมืดถ้ามีไฟ
พระคัมภีร์ใช้ภาพพจน์มากมาย เพื่อให้เรามีความคิดว่าสวรรค์และนรกเหมือนกับอะไร ไฟ หมายถึงการเผาไหม้และความเจ็บปวด เด็กๆ คงจำได้เมื่อเธอเป็นไข้และเจ็บปวด เธอจะรู้สึกเหมือนตัวกำลังไหม้ แต่ไม่มีไฟ ความมืด หมายถึง ความโดดเดี่ยว เธอลองนึกภาพตัวเองที่นั่งอยู่คนเดียวในที่มืดสนิท ไม่มีอะไรเลย สิ่งที่พระเจ้าบอกเราคือ นรกเป็นสถานที่น่าหวาดกลัว แน่นอนว่าเราไม่อยากไป

ข้อความที่สำคัญ
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “แต่บุตรแห่งอาณาจักรจะถูกขับไล่ออกไปในที่มืดข้างนอก ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง” (มัทธิว 8:12)

พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง   
ลูกา 16:28;
 เพราะลูกยังมีพี่น้องอีกห้าคน ขอให้ลาซารัสเตือนเขาอย่าให้มายังสถานที่ทรมานแห่งนี้เลย

วิวรณ์ 20:15
ผู้ใดไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในหนังสือแห่งชีวิตก็ถูกโยนลงในทะเลไฟ

kamsonbkk.com





วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เราทำอะไรเพื่อพระเจ้าได้บ้าง


  ในพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวาจาของพระเจ้า บอกเราว่า พระองค์ประสงค์ให้เราทำอะไร ทรงต้องการให้เรามีชีวิตอย่างไร แม้ในพระคัมภีร์จะมีข่าวสาร และความรู้มากมาย พระเจ้าทรงมีคำสอนหลักสี่ประการ คือ



    1. ให้เรามีความเชื่อ และไว้วางใจในพระเยซูเจ้าทุกวัน
    2. ให้เราเชื่อฟังพระเยซูเจ้าและกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสอน
    3. ให้เรารักพระเจ้าและรักผู้อื่น
    4. ให้เรามีความยุติธรรมและซื่อสัตย์ และดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้าด้วยความสุภาพ
  
ข้อความสำคัญ
เขาเหล่านั้นจึงทูลว่า “พวกเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้กิจการของพระเจ้าสำเร็จ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “กิจการของพระเจ้าก็คือให้ท่านทั้งหลายเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา” (ยอห์น 6:28-29)

พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง   
 ปัญญาจารย์ 12:13-14;
เมื่อลูกได้ฟังเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว จงยำเกรงพระเจ้าและปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ เพราะสิ่งนี้เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน พระเจ้าจะทรงพิพากษาทุกสิ่งที่เราทำ ทั้งกิจการดี กิจการเลว และกิจการที่ซ่อนเร้น

มีคาห์ 6:6-8;
“ข้าพเจ้าจะต้องนำสิ่งใดเมื่อเข้ามาเฝ้าพระยาห์เวห์
และกราบนมัสการพระเจ้าผู้สูงสุด
ข้าพเจ้าจะต้องนำเครื่องเผาบูชา
โคหนุ่มอายุหนึ่งปีหลายตัวเข้ามาเฝ้าพระองค์หรือ
พระยาห์เวห์จะพอพระทัยแกะเพศผู้นับพันตัว
พอพระทัยลำธารน้ำมันนับหมื่นสายหรือ
ข้าพเจ้าจะต้องถวายบุตรคนแรกเพื่อชดเชยความผิดของข้าพเจ้า
ถวายบุตรจากกายของข้าพเจ้าเพื่อชดเชยบาปที่ข้าพเจ้าได้ทำหรือ”
“มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงบอกท่านไว้แล้วว่าอะไรดี
และพระยาห์เวห์ทรงประสงค์สิ่งใดจากท่าน
คือให้ท่านปฏิบัติความยุติธรรมและรักความดีงาม
และดำเนินชีวิตอย่างถ่อมตนกับพระเจ้าของท่าน”

มัทธิว 19:1922:39
จงนับถือบิดามารดา จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง
บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง

– พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยรักและพระเมตตา ทรงปรารถนาให้เราผู้เป็นประชากรของพระองค์ สำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่น ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
มากจนกระทั่ง แม่แต่วันสะบาโตเองซึ่งเป็นวันที่หยุดทำสิ่งอื่นๆ ก็ยังไม่ควรหยุดสำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่น
 วันนี้ เราจะทำอะไรบ้างดีนะ ? เพื่อเป็นการสำแดงความรักและเมตตาต่อผู้อื่น อย่างที่พระเยซูปรารถนาให้เรากระทำ
 อาจมีเหตุผลมากมาย ที่จะทำให้เราเลิกทำสิ่งดี แต่ วันนี้เรารู้แน่แล้วว่า พระเจ้าอยากให้เราทำสิ่งดีต่อไป
“อย่าหยุดทำสิ่งดี ที่เป็นการสำแดงความรักแก่ผู้อื่น”

พระเยซูตรัสว่า “อนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต”
– นั่นคือ แปลว่า การทำดีต่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ถือเป็นการทำงาน และเป็นสิ่งเราควรทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้แต่ในวันสะบาโตเองก็ไม่ควรหยุดทำสิ่งนี้

kamsonbkk.com
gracezone.org

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความซื่อสัตย์ในชีวิตแต่งงาน




สิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคู่
 ความซื่อสัตย์.
ปัจจุบันนี้ปัญหาการหย่าร้างพบได้บ่อยครั้ง จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมเลยทีเดียว ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้ชีวิตคู่เดินทางมาถึงจุดจบหรอก ใคร ๆ ต่างก็อยากให้ชีวิตแต่งงานยั่งยืนยาวนานด้วยกันทั้งนั้น จนทำให้หลายคู่พยายามประคับประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวที่สุด ด้วยการพยายามทุ่มเททำสิ่งต่าง ๆ เช่น ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา พูดจาเอาใจเขา หรือหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ... แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้ชีวิตแต่งงานยืนยาวกลับไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นเลย มันคือ "ความซื่อสัตย์" ต่างหาก

          หากคุณหวังจะได้อยู่กับคนที่คุณรักจนแก่เฒ่า ก็ควรจำไว้ว่าความ ซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในชีวิตคู่ของคุณ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของคุณเอาไว้ให้มั่นคง เพราะหากคุณไม่ซื่อสัตย์ต่อกันแล้ว ก็คงยากที่จะเชื่อใจกันได้ และความไม่เชื่อใจนั้นเองที่จะทำให้คุณทั้งคู่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงกันใน ทุก ๆ เรื่อง จนทำให้ไม่มีความสุข และเป็นสาเหตุให้ต้องแสวงหาความรู้สึกเหล่านั้นจากคนอื่น

          ดังนั้นเพื่อให้ชีวิตคู่ของคุณมั่นคง คุณควรแสดงความจริงใจ ความซื่อสัตย์ต่อกันและกันในทุก ๆ เรื่อง หากคุณเคยนอกใจคนรักของคุณ ควรบอกเขาตามตรง เพราะความลับนั้นไม่มีในโลก ไม่ว่าอย่างไรสักวันหนึ่งเขาหรือเธอก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี และการรู้ความจริงจากปากของคุณเองย่อมดีกว่าการที่คนอื่นมาเล่าให้ฟังอย่าง แน่นอน ที่สำคัญการรับรู้จากคนอื่นมักทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกมา ตลอด จนยากที่จะกลับมาเชื่อใจคุณได้อีก

          นอกจากนี้หาก คุณเกิดรู้สึกถูกใจคนอื่นจนหยุดคิดถึงเขาไม่ได้ ก็ควรสารภาพกับสามีของคุณตามตรง เพราะแม้ว่าจะยังไม่ใช่การนอกใจโดยตรง แต่การที่คุณมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่เขา ก็สามารถนำมาสู่ปัญหาในชีวิตคู่ของคุณได้ ดังนั้นคุณควรพูดคุยปรึกษากัน อาจพยายามเจอเขาคนนั้นให้น้อยลง หรือลองไปเที่ยวกันสองต่อสองเพื่อเติมความหวานให้ชีวิตคู่ของคุณอีกครั้ง เผื่ออะไร ๆ จะดีขึ้นได้ ก่อนที่ความรู้สึกถูกใจที่คุณมีให้คนอื่น จะกลายเป็นความรักไปโดยไม่รู้ตัว

          และ สิ่งที่สำคัญคือคุณควรเปิดอกพูดคุยกันในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทะเลาะกันเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม จะได้ไม่มีปัญหาคาใจเก็บไว้ให้ต้องมาทะเลาะกันทีหลัง ไม่อย่างนั้นปัญหานั้น ๆ ก็จะวนเวียนอยู่ในชีวิตคู่ของคุณไม่จบสิ้น และคุณคงไม่อยากอยู่กับชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุขอย่างแน่นอน

ความสุขในครอบครัวเราส่วนใหญ่จะบรรลุได้เมื่ออยู่บนพื้นฐานคำสอนของพระเยซู นั่นหมายถึงการเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์ ภักดี และมีคุณธรรมอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้ความพยายามมาก ครอบครัวที่รักกันและมีความสุขไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

ลองนึกถึงครอบครัวเราเอง หลายครั้งที่มีความสุขและหลายครั้งที่ไม่มีความสุข ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดคือเมื่อใด ส่วนใหญ่คือเมื่อเรารู้สึกถึงความรัก

“เมื่อใดที่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด เมื่อนั้นความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด” คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า “ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่นอกใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง” ดังนั้น หากว่าสามีคนใดรู้สึกว่า การไม่นอกใจต่อภรรยาเป็นเรื่องยากที่สุด เวลานั้น ความซื่อสัตย์ต่อเธอเป็นเรื่องจำเป็นมากที่สุด หรือหากว่าพนักงานคนใดรู้สึกว่าการไม่คดโกงบริษัท หรือหน่วยงานเป็นเรื่องยากที่สุด เวลานั้น ความซื่อสัตย์นับเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด
ในภาษาอังกฤษ ซื่อสัตย์ คือ Faithful เป็นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายน่าสนใจดังนี้

1.จงรักภักดีอย่างต่อเนื่อง = การวางใจและภักดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ต่อบุคคล คำสัญญา หรือหน้าที่
2. ไม่นอกใจ = การไม่มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสของตน
3. มีสติรู้ผิดชอบ = การสำแดงผลจากความรู้สำนึกในความรับผิดชอบหรืออุทิศตนทุ่มเทต่อหน้าที่
4. ถูกต้อง = ความแม่นยำ ถูกต้อง แน่นอน
5. เชื่ออย่างไม่หวั่นไหว = เชื่ออย่างมั่นคงในบางสิ่ง หรือในบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนา

หากคำนี้เป็นคำนามก็หมายความว่า บุคคลหรือสิ่งที่สามารถไว้วางใจและพึ่งได้ คริสตชนในยุคแรกก็ถูกเรียกว่าเป็นพวก Faithful

ดังนั้น หากคุณได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือเป็นคนของพระเจ้า คุณจะต้องดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อตลอดเวลาให้สมกับชื่อนั้น คุณต้องไม่ทำให้พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติเพราะความไม่ซื่อสัตย์ผ่านคำพูดหรือการกระทำของคุณ
อย่างไรก็ตาม แม้บางครั้งหรือบ่อยครั้ง คุณจะไม่สัตย์ซื่อหรือสัตย์จริงกับองค์พระเจ้าก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังทรงสัตย์ซื่อและสัตย์จริงต่อคุณเสมอไป ดังที่เปาโลกล่าวยืนยันไว้ว่า “ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ พระองค์ก็ยังทรงซื่อสัตย์ต่อไป เพราะพระองค์ทรงปฏิเสธพระองค์ไม่ได้” (2ทธ 2:13)

ดังนั้น หากว่าวันนี้ ความเชื่อ (Faith) ขอบคุณที่มีต่อพระเยซูคริสต์มีอยู่เต็ม (Full) ก็จะเกิดสมการฝ่ายวิญญาณขึ้นดังนี้ Faith + Full = Faithful ความเชื่อวางใจ + เต็มที่ = คนซื่อสัตย์

หากคุณไม่มีความเชื่อศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในพระเยซูคริสต์ ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคุณที่จะเป็นคนสัตย์ซื่ออย่างที่พระองค์ทรงปรารถนา แต่หากคุณมีความเชื่อศรัทธาวางใจในพระเจ้าอย่างเต็มล้น คุณจะเป็นคนสัตย์ซื่อได้ไม่ยากเลย ด้วยเหตุนี้เอง หากว่าวันนี้คุณรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะเป็นคนสัตย์ซื่อและยืนหยัดในความถูกต้อง หรือความจงรักภักดีต่อผู้ใดหรือสิ่งใด คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบพึ่งพิงใกล้ชิดพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อในทันที พร้อมกันนั้นคุณต้องบังคับใจของคุณให้เชื่อฟังพระองค์ และทูลขอพระองค์ให้เพิ่มเติมความเชื่อวางใจให้แก่คุณ เพื่อคุณจะได้กลายเป็นคนสัตย์ซื่อ (Faithful) อย่างที่พระองค์ทรงพอพระทัย และทำให้คนรอบข้างคุณพอใจ แล้วคุณจะกลายเป็นบุคคลสัตย์ซื่ออย่างที่พระเจ้าและคนอื่นๆ คาดหวังให้คุณเป็น และอย่างที่ตัวคุณเองควรจะเป็น
  
ที่มา: นิตยสารแม่พระยุคใหม่
และ thirdage.com และ peace-wealth.com




ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...