วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562

ขุมพลัง "แห่งการอธิษฐาน" แบบท่านดาเนียล



เมื่อ​ท่าน​ทั้งหลาย​อธิษฐาน อย่า​เป็น​เหมือน​คน​หน้าซื่อใจคด เพราะ​เขา​ชอบ​ยืน​อธิษฐาน​ใน​ธรรมศาลา​และ​ตาม​ถนน เพื่อ​จะ​ให้​คน​ทั้งปวง​ได้​เห็น เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ว่า​เขา​ได้​รับ​บำเหน็จ​ของ​เขา​แล้ว ฝ่าย​ท่าน​เมื่อ​อธิษฐาน​จง​เข้า​ใน​ห้อง​ชั้นใน และ​เมื่อ​ปิด​ประตู​แล้ว จง​อธิษฐาน​ต่อ​พระบิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​ที่​ลี้ลับ และ​พระบิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​เห็น​ใน​ที่​ลี้ลับ​จะ​ทรง​โปรด​ประทาน​บำเหน็จ​แก่​ท่าน

แต่​เมื่อ​ท่าน​อธิษฐาน​อย่า​พูด​พล่อยๆ​ซ้ำ​ซาก เหมือน​คน​ต่าง​ชาติ​กระทำ​เพราะ​เขา​คิด​ว่า​พูด​มาก​หลาย​คำ พระ​จึง​จะ​ทรง​โปรด​ฟัง อย่า​ทำ​เหมือน​เขา​เลย เพราะว่า​สิ่ง‍ใด​ซึ่ง​ท่าน​ต้องการ พระบิดา​ของ​ท่าน​ทรง​ทราบ​ก่อน​ที่​ท่าน​ทูล​ขอ​แล้ว ท่าน​ทั้งหลาย จง​อธิษฐาน​ตาม​อย่าง​นี้​ว่า

ข้าแต่​พระบิดา​แห่ง​ข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์
ขอ​ให้​พระนาม​ของ​พระองค์​เป็น​ที่​เคารพ​สักการะ
ขอ​ให้​แผ่นดิน​ของ​พระองค์​มา​ตั้ง​อยู่
ขอ​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระทัย​ของ​พระองค์ ใน​สวรรค์​เป็น​อย่างไร​ก็​ให้​เป็น​ไป​อย่าง​นั้น​ใน​แผ่นดิน​โลก
ขอ​ทรง​โปรด​ประทาน​อาหาร​ประจำ​วัน แก่​ข้าพระองค์​ทั้งหลาย​ใน​กาล​วันนี้
ขอ​ทรง​โปรด​ยกบาป​ผิด​ของข้าพระองค์ เหมือน​ข้าพระองค์​ยก​โทษ​ผู้​ที่​ทำ​ผิด​ต่อ​ข้าพระองค์​นั้น
และ​ขอ​อย่า​นำ​ข้าพระองค์​เข้าไป​ใน​การ​ทดลอง แต่​ขอ​ให้​พ้น​จากซึ่ง​ชั่วร้าย
เหตุ​ว่า​ราชอำนาจ และ​ฤทธิ์เดช และ​พระสิริ​เป็น​ของ​พระองค์​สืบๆ​ไป​เป็น​นิตย์ อาเมน

— มัทธิว 6:9-13
เพราะว่า​ถ้า​ท่าน​ยก​ความ​ผิด​ของ​เพื่อน​มนุษย์ พระบิดา​ของ​ท่าน​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​จะ​ทรง​โปรด​ยก​ความ​ผิด​ของ​ท่าน​ด้วย แต่​ถ้า​ท่าน​ไม่​ยก​ความ​ผิด​ของ​เพื่อน​มนุษย์ พระบิดา​ของ​ท่าน​จะ​ไม่​ทรง​โปรด​ยก​ความ​ผิด​ของ​ท่าน​เหมือน​กัน[2]

ขุมพลังที่เรามักจะละเลย
เป็นประจำสม่ำเสมอ...
ก็คือขุมพลัง "แห่งการอธิษฐาน"

2 เปโตร 2:9
 ทั้ง​หมด​นี้​แสดง​ว่า​พระ​ยะโฮวา*รู้​วิธี​ช่วย​คน​ที่​เลื่อมใส​พระองค์​ให้​ผ่าน​การ​ทดสอบ แต่​เก็บ​คน​ชั่ว​ไว้​ทำลาย​ใน​วัน​พิพากษา

ดาเนียล ไม่ได้เป็นเช่นนั้น...
แต่ท่านอธิษฐานเสมอ

เมื่อได้ยินว่ากษัตริย์ดาริอัส
ลงชื่อในหนังสือสำคัญ...
ห้ามไม่ให้ใครอธิษฐานต่อพระของตน
เว้นไว้แต่ต่อกษัตริย์

ดาเนียลเปิดหน้าต่างห้อง...
อย่างที่เคยทำและอธิษฐาน

จงให้ความกลัวมนุษย์....
เล็กน้อยกว่าความกลัวพระเจ้า
และจงให้ความเกรงกลัวพระเจ้า
ยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง!!!!!

เมื่อดาเนียลถูกนำตัวไป
โยนลงในถ้ำสิงห์...ที่หิวโหย
คนมองว่าที่นั่นท่านคงตาย....
แต่เรารู้ว่าไม่ใช่....

เพราะการช่วยกู้ของพระเจ้า
ไม่จำเป็นต้องมาอย่างที่เรากำหนด
พระเจ้าสามารถทำให้ดาเนียล
ไม่ต้องเข้าถ้ำสิงห์...เลยก็ได้
แต่พระองค์ทรงพอพระทัย
ให้เขาไปสู่สิ่งที่...ยิ่งใหญ่กว่านั้น

เพื่อคนทั่วบาบิโลนจะรู้ว่า
ไม่ใช่ด้วยอำนาจของกษัตริย์ที่กู้ดาเนียล
แต่โดยฤทธานุภาพของพระเจ้า
ผู้ที่ดาเนียลเคารพและยำเกรง....

ถ้าพระเจ้าตรัสห้าม
ใครก็ไม่อาจอนุญาตได้...
ถ้าพระเจ้าอนุญาต
ใครก็ไม่อาจขัดขวางได้...

ไม่ว่า "คน" หรือ "สิงห์"
ไม่ว่าสิ่งใดๆ หรือใครๆ!!!!

ภาระที่แสนหนัก...
พักบ้างนะ....อย่าแบกนาน
ไม่มีใครเคยผ่อนคลาย
ด้วยการแบกภาระหนักไว้บนบ่า

พระเยซูคริสต์เจ้าเรียกร้องให้.....
"ผู้ลำบากและเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา"

เพราะในพระองค์เท่านั้น...
มีการหยุดพักอย่างแท้จริง

เมื่อท่านเอลียาห์ลำธารเครีธ
สู่บ้านของหญิงม่ายชาวเศราฟัท...
ท่านไม่ได้ถูกใช้ให้ไปหาคนร่ำรวย...
เพื่อให้ช่วยเลี้ยงดูแล

แต่ไปหาหญิงหม้าย
ที่กำลังรอความตาย
พร้อมกับลูกชายของนาง

แป้งกำมือหนึ่ง
น้ำมันเพียงเล็กน้อยที่เขาเก็บไว้...
กินก่อนตาย

แต่ท่านสั่งนางว่า.....
"ให้เอามาให้ฉันกินก่อน
แล้วเจ้ากับลูกค่อยกินทีหลัง"

เช่นกัน....
กับความยากลำบากที่เราแบก
นำมาให้พระเจ้าก่อน
เพราะพระองค์เท่านั้น ที่จะรู้ว่า...
จะทำอย่างไรกับมัน..

ถ้าพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
เธอจะเหนื่อยเกินกำลังจะทำไหว

หญิงม่ายชาวเศราฟัทและลูกชาย
ไม่ได้ตาย...แต่เขาทั้งสองเป็นอยู่
เพราะปัญหาใดๆ
ไม่ว่าจะหนักหนาสักเพียงไหน...

ถ้ามอบไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า...
สิ่งที่เราเห็นและได้รับ...ก็คือ "พระพร"
เพราะนั่นคือสิ่งที่พระเจ้า
เตรียมไว้ให้ผู้ที่รักพระองค์

หลายครั้ง...
ที่ปัญหามาหาเรา
เพียงเพื่อจะให้เราได้พิสูจน์ตัวเราเอง
ถึงความแข็งแกร่งภายใน
ถึงสติปัญญา ถึงความเชื่อ...

เมื่อเธอยอมให้ปัญหาข่ม
เธอก็จะจมอยู่ในความทุกข์
แต่เมื่อไรที่ลุกขึ้นต่อสู้กับมัน
เธอจะรู้ถึงพละกำลังในตัวเธอ

พระเยซูตรัสถึง...
"ผู้ที่อยู่ในโลก หรือจะสู้...ผู้ที่อยู่ในท่าน"

ดังนั้น
เมื่อพระองค์บอกว่า "อย่ากลัวเลย"
ก็จงอย่ากลัว...

เมื่อบรรดาสาวกคิดว่า
"พวกเขากำลังจะจมน้ำตายอยู่แล้ว"
พระเยซูทรงบรรทมหลับอยู่ที่ท้ายเรือ..

ไม่ใช่ไม่ทรงห่วงใย
แต่เพราะทรงรอให้พวกเขา
ใช้ความสงบสยบความฟุ้งซ่าน

ด้วยความกลัวใช่ไหม
ที่ทำให้เราจิตใจว้าวุ่น...วิ่งไปทั่ว
ด้วยความกลัวใช่ไหม
ที่ทำให้เราหวั่นไหวแคลงใจในพระเจ้า
ด้วยความกลัวใช่ไหม
ที่ทำให้ลืมไปว่าพระองค์อยู่ในเรือกับเรา

จำไว้นะว่า ปัญหามาหาเรา
เพียงเพื่อให้เราพิสูจน์ตัวเราเอง...
และอย่าลืมนะว่า....
พระองค์ผู้ทรงอยู่ในเรา
เป็นใหญ่ยิ่งกว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก

เมื่อไม่ยอมออกกำลังกาย....
ก็อย่าคาดหวังว่าตัวเองจะแข็งแรง
เมื่อไม่ออกแรงผลัก....
ก็อย่าคาดหวังว่ามันจะเคลื่อน

สิ่งใดๆ...
ย่อมมีเงื่อนไขในตัวของมันเอง
ฉันใดก็ฉันนั้น...
เมื่อหว่านก็จะได้เก็บเกี่ยว

อย่ากลัวความยากลำบาก....
เพราะโดยความยากลำบาก
จึงมีความสำเร็จ

อย่ากลัวการลงทุนลงแรง....
เพราะนั่นจะนำพาคุณไปสู่...
ผลกำไร

เมื่อคุณทูลขอ "แรง"
พระเจ้าทรงให้คุณต้อง "ผลัก"
เมื่อคุณทูลขอ "ปัญญา"
พระเจ้าให้ "ปัญหา" มาให้คิดแก้
(ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจากเพจคุณเจิม ซัม)

พระเจ้าทรงทำบางสิ่ง เพื่อให้เราถ่อมใจ
และทรงทำอย่างอื่นอีก เพื่อรักษาเราไว้ในความถ่อมใจ
และทรงทำบางสิ่งบางอย่างอีก…
เพื่อให้แน่ใจว่า…เรายังคงนอบน้อมถ่อมใจ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆดวงใจที่สละเวลามาอ่านบทความหนุนใจดีๆนี้และได้นำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในชีวิต อย่าลืมใช้เวลาในแต่ละวันอธิญฐานกันบ่อยๆนะคะ

วิธีการอธิษฐาน
การอธิษฐานไม่ใช่การสวดมนต์หรือพูดซ้ำ ๆ แต่เป็นการพูดคุยกับพระเจ้า เหมือนลูกคุยกับพ่อ เป็นการทูลขอสิ่งที่เรามีความจำเป็นต่อพระเจ้า คริสตชนจะขึ้นต้นคำอธิษฐานด้วยคำว่า "ข้าแต่พระบิดาเจ้า" และลงท้ายด้วยคำว่า "ขอในพระนามของพระเยซูคริสต์ อาเมน" ส่วนเนื้อความตรงกลางผู้อธิษฐานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละครั้ง

การเริ่มต้นคำอธิษฐานว่า พระบิดาเจ้า ก็เพราะเชื่อว่าพระเจ้าทรงฟังผู้อธิษฐาน จบลงด้วยคำว่า ขอในพระนามของพระเยซูคริสต์ หมายความว่า ผู้อธิษฐานเป็นคนบาปซึ่งไม่มีสิทธิ์คุยกับพระเจ้า แต่เพราะพระคุณของพระเยซูคริสต์ จึงกล้าทูลหรือพูดกับพระเจ้าได้ ส่วนคำว่า อาเมน หมายความว่า ขอให้เป็นดังนั้น

ส่วนท่าทางในการอธิษฐานนั้น มีได้หลายแบบ แต่ต้องมีท่าทีหรือท่าทางที่เหมาะสมกับสถานที่ ถ้าอยู่ในที่ประชุมหรือคริสตจักร คริสตชนจะนั่งอธิษฐานเหมือนกับคนอื่น ๆ ถ้าอยู้ห้องนอน จะนอนหรือคุกเข่าอธิษฐานก็ได้[3]

ข้อความในพระคุมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการอธิษฐานของ ดาเนียล
ดาเนียล 9 Thai New Contemporary Bible (TNCV)
คำอธิษฐานของดาเนียล
9 ในปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลกษัตริย์ดาริอัสโอรสของเซอร์ซีส[a] (ทรงมีเชื้อสายมีเดีย) ซึ่งได้ครองอาณาจักรบาบิโลน[b] 2 ในปีแรกแห่งรัชกาล ข้าพเจ้าดาเนียลเข้าใจจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งตรัสกับผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่ากรุงเยรูซาเล็มจะเริศร้างอยู่เจ็ดสิบปี 3 ข้าพเจ้าจึงขะมักเขม้นอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยการถืออดอาหาร สวมเสื้อผ้ากระสอบ และคลุกขี้เถ้า

4 ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้าและทูลสารภาพบาปว่า

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่และน่าครั่นคร้าม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาแห่งความรักต่อบรรดาผู้ที่รักพระองค์และเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ 5 ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำผิดทำบาป ทำชั่วและกบฏต่อพระองค์ หันหนีจากบทบัญญัติและพระบัญชาของพระองค์ 6 ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เชื่อฟังเหล่าผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งกล่าวในพระนามของพระองค์แก่บรรดากษัตริย์ เจ้านาย บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดจนประชากรของแผ่นดิน

7 “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงชอบธรรม แต่ทุกวันนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องอับอายขายหน้า ไม่ว่าชาวยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และปวงชนอิสราเอลทั้งใกล้และไกลในประเทศต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกระจัดกระจายไป เพราะเราไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ 8 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดจนบรรดากษัตริย์ เจ้านาย และบรรพบุรุษต้องอัปยศอดสูเพราะได้ทำบาปต่อพระองค์ 9 องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและทรงให้อภัย แม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายกบฏต่อพระองค์ 10 ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เชื่อฟังพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย และไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่พระองค์ประทานผ่านทางผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ 11 อิสราเอลทั้งปวงได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติของพระองค์ และหลงเตลิดไป ไม่ยอมเชื่อฟังพระองค์

“ฉะนั้นคำสาปแช่งและโทษทัณฑ์ทั้งปวงซึ่งบันทึกไว้ในบทบัญญัติของโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าจึงตกแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ 12 พระองค์ทรงทำตามที่ตรัสไว้แล้วว่าจะนำภัยพิบัติยิ่งใหญ่มายังข้าพระองค์ทั้งหลายและผู้ครอบครอง ทั่วใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเสมอเหมือนที่เกิดกับเยรูซาเล็ม 13 ภัยพิบัติทั้งปวงนี้เกิดกับข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามที่บันทึกไว้แล้วในบทบัญญัติของโมเสส ถึงกระนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายก็ไม่ได้แสวงหาความเมตตาจากพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายโดยหันกลับจากบาป และไม่ได้ใส่ใจในความจริงของพระองค์เลย 14 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงรีรอที่จะนำภัยพิบัตินี้มายังข้าพระองค์ทั้งหลายเพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงชอบธรรมในทุกสิ่งที่ทรงกระทำ ถึงเพียงนี้แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายยังไม่ยอมเชื่อฟังพระองค์

15 “ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงนำประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงอานุภาพและผู้สถาปนานามของพระองค์ซึ่งยืนยงตราบเท่าทุกวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำผิดทำบาปไปแล้ว 16 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้สอดคล้องกับการกระทำอันชอบธรรมทั้งปวงของพระองค์ ขอโปรดทรงหันเหพระพิโรธจากเยรูซาเล็มเมืองของพระองค์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพราะบาปของข้าพระองค์ทั้งหลายและความชั่วช้าของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นเหตุให้เยรูซาเล็มและประชากรของพระองค์กลายเป็นที่เหยียดหยามของคนทั้งปวงที่อยู่โดยรอบ

17 “ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอทรงสดับคำอธิษฐานวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเห็นแก่พระองค์เอง โปรดเหลียวแลสถานนมัสการอันเริศร้างของพระองค์ด้วยความโปรดปรานเถิด 18 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเอียงพระกรรณสดับฟัง โปรดทอดพระเนตรความเริศร้างของกรุงซึ่งใช้พระนามของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลวิงวอนต่อพระองค์ ไม่ใช่เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายชอบธรรม แต่เพราะพระเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์ 19 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าขอทรงสดับ! ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าขอทรงอภัย! ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าขอทรงสดับและทรงช่วย! ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขออย่าทรงล่าช้าเพื่อเห็นแก่พระองค์เอง เพราะนครของพระองค์และประชากรของพระองค์ใช้พระนามของพระองค์”

เจ็ดสิบของ
20 ขณะข้าพเจ้าอธิษฐานสารภาพบาปของตัวเองและของชนอิสราเอลพี่น้องร่วมชาติและทูลอ้อนวอนพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้าเพื่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ 21 ขณะที่ข้าพเจ้ายังอธิษฐานอยู่นั้น กาเบรียลผู้ซึ่งข้าพเจ้าเห็นในนิมิตครั้งก่อนเหาะมาหาข้าพเจ้าอย่างรวดเร็วในเวลาถวายเครื่องบูชายามเย็น 22 เขากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “ดาเนียลเอ๋ย เรามาเพื่อให้ท่านประจักษ์แจ้งและเข้าใจ 23 ทันทีที่ท่านเริ่มอธิษฐาน พระเจ้าก็ประทานคำตอบซึ่งเราได้นำมาบอกท่านเพราะท่านเป็นผู้ที่ทรงรักยิ่ง ฉะนั้นจงใคร่ครวญเนื้อความและเข้าใจนิมิตนั้น

24 “เจ็ดสิบของ ‘เจ็ด’[c] ทรงกำหนดไว้แล้วสำหรับพี่น้องร่วมชาติและนครศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ให้เลิกการล่วงละเมิด เลิกทำบาป ลบล้างความชั่ว และนำความชอบธรรมอันมั่นคงนิรันดร์มาให้ เพื่อประทับตรานิมิตและคำพยากรณ์และเพื่อเจิมสถานที่บริสุทธิ์ที่สุด[d]

25 “จงรับรู้และเข้าใจข้อนี้เถิด คือตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกา[e]ให้กอบกู้และสร้างเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จวบจนผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งให้เป็นผู้ครอบครองนั้นจะมาถึง จะมีเจ็ดของ ‘เจ็ด’ และหกสิบสองของ ‘เจ็ด’ จะมีการสร้างถนนหนทางและคูเมือง แต่ทำในช่วงทุกข์ยากลำบาก 26 หลังจากหกสิบสองของ ‘เจ็ด’ ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้จะถูกประหารและจะไม่เหลืออะไร[f] ประชาชนของผู้ครอบครองจะมาทำลายกรุงนั้นและสถานนมัสการ วาระสุดท้ายจะมาเหมือนน้ำท่วม สงครามจะขับเคี่ยวกันไปจนถึงจุดจบ และมีวิบัติตามที่กำหนดไว้ 27 ผู้นั้นจะยืนยันคำมั่นสัญญากับคนเป็นอันมากเป็นเวลาหนึ่งของ ‘เจ็ด’ แต่กลางของ ‘เจ็ด’ นั้นเอง เขาจะสั่งยุติการถวายเครื่องบูชาและของถวายต่างๆ แล้วผู้ที่ก่อให้เกิดวิบัติจะตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนอันเป็นต้นเหตุของวิบัติไว้ที่ด้านหนึ่งของพระวิหารซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเริศร้าง จวบจนวาระสุดท้ายมาถึงเขา[g]ตามที่กำหนดไว้”




วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง สารพัดอนิจจัง


อย่าโอ้อวดเรื่องของวันพรุ่งนี้ เพราะเจ้าไม่รู้ว่าในวันหนึ่งจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
 สุภาษิต 27:1, TNCV

ปัญญาจารย์ 1:2 “ปัญญาจารย์กล่าวว่า อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง สารพัดอนิจจัง”


ปัญญาจารย์    “ภายใต้ดวงอาทิตย์...ทุกสิ่งมีวาระ ”

          ปัญญาจารย์ได้กล่าวไว้ว่าชีวิตภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งต่างๆจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระ  ตามฤดูกาล  เวลาไม่ได้เห็นแก่หน้าใคร ทุกคนล้วนได้เวลาแต่ละวันที่เท่ากันหมด เราไม่สามารถควบคุมเวลาได้ ดูเหมือนเวลาจะเป็นผู้ควบคุมเรามากกว่า ชีวิตมีการผันแปรอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆให้เป็นไปตามแผนการณ์ของเรา แต่ก็เป็นความจริงว่ามีไม่น้อยครั้งที่เราต้องปล่อยให้เป็นไปตามวาระ ตามกาลเวลาของมัน อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้เกิด อย่างไรก็ตามพระเจ้าได้ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจมนุษย์เพื่อมนุษย์จะเข้าใจชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้มนุษย์ขณะอยู่บนโลกนี้ต้องยำเกรงพระเจ้าและชื่นชมยินดีกับชีวิตที่พระเจ้าทรงประทานให้


หลายปีมานี้
ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกกลัว เพราะยิ่งอายุมากขึ้น คนที่เรารัก และห่วงใย ก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยและล้มหายตายจากไป
การสูญเสียบุคคลที่เรารกไป ได้บอกกับข้าพเจ้าว่า “ชีวิตของเราเป็นอนิจจัง” ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ดังที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้
ข้าพเจ้าเริ่มคิดได้มากขึ้นๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา ข้าพเจ้าปล่อยให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามวาระ  ได้มาก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นไป เพราะในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งอย่างต่างก็มีวาระของมัน รวมถึงตัวเราเองด้วยเช่นกัน

หลายปีมานี้
การดำเนินชีวิตบอกกับข้าพเจ้าว่า “จิตที่ให้ร้ายผู้อื่นไม่ควรมีและ จิตปกป้องตนเองไม่ควรหายไป”
การดำเนินชีวิตยังบอกกับข้าพเจ้าอีกว่า “นอกเสียจากคนในครอบครัว อย่าไว้ใจคนอื่นให้มากนัก”

หลายปีมานี้
ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า ข้าพเจ้าควรดีต่อทุกคน ไม่ใช่ดีแต่กับคนที่ดีกับเรา เพราะพระคัมภีร์สอนให้เรารู้จักรักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง รักเขาและพยายามมองข้ามความไม่น่ารักของเขา เราต้องฝึกทำ ของแบบนี้ไม่ใช่เปลี่ยนกันได้ในวันสองวัน มันต่างก็ต้องใช้เวลา และ โดยเฉพาะคนที่ดีต่อเรา เราต้องยิ่งใส่ใจ ให้เวลา เขาให้มากที่สุด
ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า วันเวลาอาจไม่ช่วยให้เราผูกพันกับใคร แต่มันช่วยให้เราเข้าใจคนๆนั้น หรือเหตุการณ์นั้นๆ มากยิ่งขึ้น
ข้าพเจ้ารู้ซึ้งแล้วว่า นอกเสียจากพ่อและแม่ ก็ไม่เห็นมีใครที่จะให้อภัยข้าพเจ้าได้เหมือนท่านทั้งสองคน และพระพรอีกข้อคือ คู่ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ว่าเราทุกคนจะเจอ แต่ถ้าเรามีคนแบบนี้ เราก็ควรรู้จักถนอมเขาไว้นานๆ จนตายจากกันไป พระคัมภีร์สอนเอาไว้ว่า อยากได้รับการปฏิบัติแบบไหน เราก็ต้องเป็นฝ่ายเริ่มทำ ก่อน

หลายปีมานี้
ข้าพเจ้าเปลี่ยนไป ความทุกข์ที่ข้าพเจ้าได้เจอ มันทำให้ข้าพเจ้าแกร่งมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนต้นกระบองเพชรไม่ว่าจะถูก โยนลงไปที่ไหนก็มีชีวิตได้ในทุกที่ ความทุกข์ทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้วิธีเอาตัวรอด
ข้าพเจ้ายกระดับจิตได้มากยิ่งขึ้น ต่อเรื่องราวต่างๆที่ไม่ถูกตา ไม่ถูกใจ ข้าพเจ้าสามารถรับรู้และเห็นมันได้ แต่ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่ไม่นำมันมาใส่ใจได้อย่างสบายๆ ของแบบนี้ต้องใช้เวลาฝึก เพราะเราไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนที่ใจของเรา

หลายปีมานี้
ในชีวิตจริงที่เคยพบเจอมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ต่อให้ข้าพเจ้ามีภาพลักษณ์ภายนอกที่ เก่งดีพร้อม ทุกอย่าง สำหรับคนที่ไม่ชอบข้าพเจ้า ทำอย่างไรเขาก็ไม่มีทางชอบข้าพเจ้าอยู่ดี
ในชีวิตจริงที่เคยพบเจอมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ต่อให้ข้าพเจ้ามีรูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนไป มีข้อเสียบ้าง  คนที่ชอบ และรัก อย่างจริงใจ คอยช่วยเหลือ คอยสนับสนุนข้าพเจ้า ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่มีทางทิ้งข้าพเจ้าอยู่ดี
ในชีวิตจริงที่เคยพบเจอมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ไม่ใช่ว่าใครๆเขาจะอยู่ยินดีและยืนหยัดสู้กับข้าพเจ้าตลอดไป เพราะทุกสิ่งอย่างมีวาระของมัน หัดพึ่งพาตนเอง ข้อนี้ข้าพเจ้าต้องพยายามทำอย่างมาก เพราะข้าพเจ้ามีคู่ชีวิตที่ดีมาก เรายืนหยัด ต่อสู้ เคียงข้างกันมาตลอด ไม่ถึงขั้นตัวติดกันแต่เป็นหนึ่งเดียวกันในหลายๆเรื่อง  ข้าพเจ้าก็แอบเกิดความกลัว ความกังวลขึ้นมาในใจ ว่าจะทำอย่างไร เพราะเขาคือคนที่คอยทำทุกสิ่งอย่างเพื่อข้าพเจ้าเสมอมา ความจริงข้อนี้  ข้าพเจ้าพยายามฝึกฝนตนเองอยู่ ในเรื่องของ หัดพึ่งพาตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ข้อนี้ข้าพเจ้าสวดขอพรจากพระเจ้าให้ข้าพเจ้า ฉลาดพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตัวเอง 
ในชีวิตจริงที่เคยพบเจอมาบอกกับข้าพเจ้าว่า เมื่อเราไม่คิดอิจฉาในสิ่งที่คนอื่นมี ชีวิตของเราก็จะเป็นสุขมากยิ่งขึ้น สุขในทุกที่ที่เราอยู่ สุขกับทุกสิ่งที่เรามี
ในชีวิตจริงที่เคยพบเจอมาบอกกับข้าพเจ้าว่า เมื่อชะตาลิขิตมาย่อมมีเกิด มีดับ หากไม่ได้ลิขิตมาก็ยอมรับมัน เพราะหากพยายาม ยื้อไว้อย่างไรก็ไม่มีทางรักษาเอาไว้ได้ (ไม่ว่าเรื่องคน เรื่องหน้าที่การงานหรือทรัพย์สินเงินทอง)

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงบอกกับตัวเองว่า
เรื่องที่ถูกเรา ต้องยืนหยัด
เรื่องที่ผิดเรา ต้องเลิกทำ
วันวานไม่อาจหวนกลับให้เราปล่อยมันไป
วันนี้เป็นของเรา จงทำให้ดีที่สุด
วันพรุ่งนี้มีไว้เพื่อแก้ไข ต้องรู้จักรักษาโอกาสที่ผ่านเข้ามาให้จงดี
เพราะมันไม่ได้มีมาตลอด

ชอพระเจ้าอวยพรทุกท่านนะคะ อย่ามัวแต่โอ้อวดถึงวันพรุ่งนี้ อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น อยู่กับสิ่งที่มี และรู้จักขอบคุณพระเจ้าในทุกๆสถานการณ์กันนะคะ

ขอบคุณบทความดีๆที่เป็นแรงบันดาลใจจากหนังสือ นุสนธิ์บุคส์

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เราจะค้นพบความสุขในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?


การมีชีวิตที่ดี

พระเยซูบอกเราพระองค์ต้องการให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ นั่นเป็นข่าวดี! นั่นหมายความว่าพระองค์มีแผนการที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา เราอาจยังไม่ทราบว่าแผนการของพระองค์คืออะไร และจะออมาแนวไหน แต่ให้เราเริ่มต้นด้วยการใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในวันนี้! โดยการเริ่มจาก รักครอบครัวและเพื่อนของเราอย่างสุดความสามารถ มองหาหนทางที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยอย่างไร หาวิธีที่จะสนุกสนานในทุกงานแม้กระทั่งการทำงานในบ้าน หรืองานนอกบ้านของเรา! ถ้าชีวิตของเราเต็มไปด้วยความสุข  เราก็พร้อมสำหรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้สำหรับเรา

 ขโมยนั้นมาเพียงเพื่อลัก ฆ่า และทำลาย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะมีชีวิตและมีชีวิตอย่างครบบริบูรณ์


ยอห์น 10:10 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับ พระอตมธรรมร่วมสมัย)

เราจะค้นพบความสุขในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?
ความสุข เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน สำหรับบางคนแล้ว ความสุขอาจหมายถึงความสำเร็จในชีวิต หรือความสำเร็จในเป้าหมายที่ตัวเองเคยตั้งเป้าไว้ และการได้รับค่าตอบแทนสูงๆ หรือสำหรับบางคนอาจเป็นเพียงแค่ความพึงพอใจกับการได้จิบกาแฟอุ่นๆ สักแก้วในยามเช้าที่อากาศเย็นสบาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขในรูปแบบไหน การที่จะ “ค้นหา” มันให้พบนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้นิยามให้ได้ก่อนว่าสิ่งไหนในชีวิตที่จะทำให้เรามีความสุขที่สุด จากนั้นจึงค่อยไขว่คว้า และโอบกอดช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้

เราแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราอาจมีความสุขกับสิ่งหนึ่ง แต่คนอื่นอาจมีความสุขกับอีกสิ่งหนึ่ง และเมื่อเวลาผ่านไปเราก็เปลี่ยนไปด้วย เห็นได้ชัดว่าคนเราจะมีความสุขแท้ได้ต้องมีปัจจัยอื่นด้วย เช่น รู้สึกพอใจในชีวิต ไม่อิจฉาริษยา รักคนอื่น พร้อมจะปรับเปลี่ยนและมีจิตใจที่เข้มแข็ง ให้เรามาดูว่าทำไมเรื่องเหล่านี้จึงสำคัญ

1.พอใจในชีวิต
“ถ้าคุณมีสิ่งจำเป็นในชีวิตแล้ว แม้จะมีเงินมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นไปด้วย” 
ที่จริง จากผลวิจัยพบว่า
การมีวัตถุสิ่งของเพิ่มขึ้นโดยไม่สนใจว่าจะต้องเสียอะไรไปไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขจริง ๆ
คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล:
 “จงให้วิถีชีวิตของพวกท่านปราศจากการรักเงิน และจงพอใจในสิ่งที่พวกท่านมีอยู่”—ฮีบรู 13:5

2. ไม่อิจฉาริษยา
ความอิจฉาริษยาคือ “ไม่พอใจหรือเจ็บใจที่เห็นคนอื่นได้ดีและอยากได้อยากมีอย่างเขาบ้าง” ความอิจฉาริษยาเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่สามารถทำลายชีวิตและความสุขของคนเราได้
ความอิจฉาริษยาสามารถทำให้คนเราหมดความยินดีและไม่เห็นค่าสิ่งดี ๆ ในชีวิต
เราเอาชนะนิสัยขี้อิจฉาได้โดยพัฒนาความอ่อนน้อมถ่อมตนจากใจจริง คุณลักษณะนี้จะช่วยให้เรารู้สึกยินดีและเห็นคุณค่าความสามารถของคนอื่นรวมทั้งสิ่งดี ๆ ที่เขามี คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ไม่ทำอะไรด้วยน้ำใจชิงดีชิงเด่นหรือด้วยความถือดี แต่ให้ถ่อมใจถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว”ฟีลิปปี 2:3
คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล:
 “ขอให้เราอย่าถือดี อย่ายั่วยุให้มีการแข่งขันชิงดีกัน อย่าอิจฉากัน”—กาลาเทีย 5:26

3. พัฒนาความรักต่อคนอื่น
การมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้ผู้คนมีความสุขในชีวิตมากกว่าการมีงาน มีรายได้ มีสังคม หรือแม้แต่มีสุขภาพที่ดีด้วยซ้ำ” พูดง่าย ๆ ก็คือ คนเราจะมีความสุขแท้ต้องมีทั้งให้และได้รับความรัก คัมภีร์ไบเบิลเขียนว่า “ถ้าข้าพเจ้า . . . ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย”—1 โครินท์ 13:2

ความ​รักอด​กลั้นและ​เมตตา​กรุณา ความ​รัก​ไม่​อิจฉา​ริษยา ไม่​โอ้อวด ไม่​คิด​ว่า​ตัว​เอง​เหนือ​กว่า​คน​อื่น  1 โครินธ์ 13:4 
คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล:
 “จงสวมความรัก เพราะความรักเป็นสิ่งที่ผูกพันผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์”โคโลสี 3:14

4. มีจิตใจเข้มแข็ง
มีใครบ้างที่ไม่มีปัญหาในชีวิตเลย? คัมภีร์ไบเบิลบอกไว้ว่า มี “เวลาร้องไห้” และ “เวลาไว้ทุกข์” ปัญญาจารย์ 3:4 การมีจิตใจเข้มแข็งช่วยเราให้คิดบวกและก้าวเดินต่อไปแม้เจอปัญหา
ให้เราพยายามอย่าจมอยู่กับปัญหาของตัวเอง แม้ว่าบางครั้งเรารู้สึกสงสารตัวเอง แต่แทนที่จะคิดอย่างนั้น ให้เราเรียนรู้ที่จะรักผู้คนและให้กำลังใจคนอื่น และ ให้เราขอบคุณพระเจ้าที่เรายังทำอะไร ๆ ได้และทำเพื่อคนอื่นได้ด้วย”
เมื่อคนที่มีจิตใจเข้มแข็งทำผิดพลาด เขาจะไม่เอาแต่โทษตัวเองหรือพูดจาดูถูกตัวเอง เช่น “ฉันมันไม่เอาไหน” หรือ “ฉันมันไม่ได้เรื่องเลย” คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “จิตใจชอกช้ำทำให้กระดูกแห้ง” (สุภาษิต 17:22, ฉบับมาตรฐาน ) หนังสือ The Power of Resilience กล่าวว่าถ้าคุณอยากเป็นคนเข้มแข็ง “คุณต้องจำไว้ว่าความผิดพลาดและความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เสมอ . . . คุณเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น”
การมองชีวิตในแง่บวกและแสดงความขอบคุณที่คนอื่นมีน้ำใจต่อเราจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล:
“ผู้ที่ทนการทดสอบเรื่อยไปก็มีความสุข เพราะเมื่อพระองค์พอพระทัยเขา เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต”—ยากอบ 1:12

คำอธิษฐานวันนี้
 พระเจ้าที่รัก ลูกรู้ว่าพระองค์ทรงต้องการให้ลูกมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ 
ขอพระองค์โปรดทรงช่วยให้ลูกได้พบความสุขในทุกๆที่ที่ลูกอยู่! ด้วยเทอญ เอเมน

ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆท่านที่สละเวลาอ่านและภาวนาร่วมกันนะคะ

เริ่มต้นในช่วงแรกของวันโดยการแสวงหาพระเจ้า ให้พระองค์มาเป็นที่หนึ่งของวัน


ในทุกๆวันถ้าเราสามารถแสวงหาพระเจ้าได้ก่อนที่เราจะทำอย่างอื่นในวันนั้นซึ่งจะเป็นการดีมากสำหรับตัวเราเอง, เป็นการดีที่เราจะเริ่มต้นให้เวลาเช้าๆของเราแต่ละวันเต็มด้วยพระเจ้าก่อนที่เราจะถูกเติมเต็มไปด้วยสิ่งอื่น เช่น คุยแชท /เล่นline /เช็คFacebook /ดูTV /คุยโทรศัพท์ /เช็คโทรศัพท์ /กิน . ทุกคนมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปหลายคนบอกว่าพวกเขาชอบที่จะอธิษฐานเฉพาะในเวลากลางคืน แต่โดยส่วนตัวเราเชื่อในพระคัมภีร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า”เราควรจะเริ่มต้นในช่วงแรกของวันโดยการแสวงหาพระเจ้า ให้พระองค์มาเป็นที่หนึ่งของวัน”

เราเชื่อว่าถ้าเราให้เวลากับพระทุกๆเช้า พระองค์จะให้สิ่งที่ดีที่สุดที่เราต้องการ นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ทั้งหมดที่เราอยากได้ แต่พระเจ้าจะเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดที่เราต้องใช้ในชีวิตของเรา และเราก็รู้สึกดีมาก😊เมื่อเราได้ใช้เวลาเช้าๆอยู่กับพระเจ้า คำอธิษฐานของเราในเกือบทุกเช้าก็คือ

ข้าแต่พระบิดาบนสวรรค์ ลูกรักพระองค์และลูกต้องการพระองค์ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ลูกจะไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยหากปราศจากการนำพาของพระองค์  ชัยชนะที่ลูกมีจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อมีพระองค์. พระองค์ได้ให้ในสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมีในชีวิต ลูกขอขอบพระคุณพระองค์สำหรับทุกๆพระพรที่ลูกได้รับ. ขอพระองค์ทรงช่วยชี้นำให้ลูกดำเนินชีวิตในแบบที่พระองค์ต้องการ เพราะลูกอยู่ที่นี่เพื่อสรรเสริญและโมทนาคุณแด่พระองค์ นี่คือสิ่งที่ลูกอยากบอกและใช้เวลากับพระองค์ในทุกๆเช้าเพื่อบอกว่าพระองค์มีความหมายกับลูกมากเพียงใด

เรารู้สึกว่าเราปลอดภัยหลังจากที่เราได้อธิษฐาน🌻
ทุกเช้าเราพยายามทำให้ตัวเองพร้อมสำหรับการนี้และเราต้องการแบ่งปันกับเพื่อนสนิท พ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอา ทุกคน เราเชื่อว่าใครบางคนต้องการที่จะได้ยินมันและเราเชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้เราแบ่งปันสิ่งนี้เช่นกัน
KC
ขอบคุณ Joce Myers ที่มอบแรงบันดาลใจนี้ให้เรามีความกล้าที่จะมาพูดและโพสต์แบ่งปันเรื่องราวดีๆนี้. เพราะนอกจากกินอาหารเพื่อให้ร่างกายเติบโตแล้วตัวเราเองก็อยากจะเรียนรู้พระวจนะพระวาจาในพระคัมภีร์ให้มากๆ เพื่อที่เราจะได้เติบโตในฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน

ขอพระเจ้าอวยพรทุกทุกท่านที่สละเวลาอ่านจนจบ

ข้อคิดหนุนใจประจำวัน ทำไมการเชื่อฟังจึงเหนือกว่าอารมณ์เสมอ

  คุณไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าทุกอย่างจะดูสมบูรณ์แบบหรือรอให้ มี อารมณ์รู้สึกตื่นเต้นกระตือรือร้นเสียก่อนจึงจะเชื่อฟังพระเจ้า จงลงมือทำตามที่พระ...