วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความหมายของ เกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก



 มัทธิว 5:13-16
เกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก

(13)ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะถูกทิ้งให้คนเหยียบย่ำ (14) ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะไม่ถูกปิดบัง (15) ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอามาวางไว้ใต้ถังแต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน (16) ในทำนองเดียวกัน แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์

 “เกลือ” และ “แสงสว่าง” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เราใช้เกลือในการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย ดังสำนวนที่ว่า “ฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ” เกลือจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ถึงขนาดที่บางเผ่าในแอฟริกากำหนดให้ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าสินสอดเป็นเกลือ มิฉะนั้นจะไม่ยกลูกสาวให้ ขณะที่กองทัพโรมันใช้เกลือเป็นค่าจ้างจ่ายให้ทหารในแต่ละเดือน อันเป็นที่มาของคำว่า “Salary” ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า เงินเดือน

ส่วน “แสงสว่าง” ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ และเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ และมนุษย์ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตจำพวกพืชที่ใช้แสงแดดในการสังเคราะห์แสง  เพื่อการเจริญเติบโต ชาวโรมันมีสำนวนว่า “ไม่มีสิ่งไหนมีประโยชน์มากเท่ากับดวงอาทิตย์และเกลือ” (Nil utilius sole et sale) เพราะหากไม่มีดวงอาทิตย์ เราจะไม่เห็นแสงสี ความสวยงาม และการเปลี่ยนแปลงในชีวิต หากไม่มีเกลืออาหารจะเน่าเสียและขาดรสชาติไป

พระเยซูเจ้าทรงใช้ภาพพจน์ของ “เกลือ” และ “แสงสว่าง” ที่ชาวยิวคุ้นเคยและเข้าใจดีเพื่อสอนศิษย์ของพระองค์ “เกลือ” หมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ควรแก่การยกย่อง เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน” จึงเป็นการเน้นให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ ที่ศิษย์ของพระองค์พึงตระหนักอยู่เสมอ ดุจเกลือซึ่งมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ อาทิ ทำให้บริสุทธิ์ ถนอมอาหาร และเพิ่มรสชาติ

ส่วน “แสงสว่าง” พระเยซูเจ้าได้อธิบายให้เห็นภาพ “เมืองที่ตั้งบนภูเขา” ไม่สามารถปิดบังได้ และตรัสถึง “ตะเกียงที่ใช้จุดภายในบ้าน” เมื่อจุดแล้วย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียงเพื่อส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน มิใช่เอาถังครอบไว้ เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ท่านเป็นแสงสว่างส่องโลก” เราต้องเป็น แหล่งพลังสำหรับคนอื่นและฉายแสงให้คนอื่นได้เห็นกิจการดีในตัวเรา ดุจแสงอาทิตย์ที่มีหน้าที่ส่องสว่าง นำทาง และทำให้เจริญเติบโต

พระเยซูเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า “ท่านเป็นเกลือและแสงสว่าง” เราต้องทำให้ความเชื่อของเราเกิดผลในภาคปฏิบัติคือ “ความรัก” ที่กลายเป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก เราต้องดำเนินชีวิตเป็นพยานถึงองค์พระคริสตเจ้า ฉายแสงเพื่อนำความสว่างไปสู่ชีวิตของผู้อื่น ช่วยให้พวกเขามีชีวิตชีวา มีคุณค่า และความชื่นชมยินดี “แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อให้คนทั้งหลายได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ 5:16)

ดังนั้น ชีวิตของเรา สิ่งที่เราทำ และวิธีการที่เราใช้ ต้องเป็นเกลือและแสงสว่างที่มีความหมายสำหรับผู้อื่น กิจการที่เรากระทำต้องเป็นเครื่องหมายที่มองเห็นได้แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าในโลก คริสตชนต้องโดดเด่นต่อหน้าผู้อื่นผ่านทางการกระทำและชีวิตของเรา เป็นต้น ในความรักต่อกัน การให้อภัยกัน ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปันสิ่งที่เรามีแก่ผู้อื่น เช่นนี้เอง เราจะได้ชื่อว่าเป็น “เกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก”
(คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์)

“เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”

1.    กิจการดี  ในภาษากรีกมีคำว่า “ดี” อยู่ 2 คำคือ agathos (อากาธอส) ซึ่งบ่งบอกว่าสิ่งหนึ่งมีคุณภาพดี  อีกคำหนึ่งคือ kalos (คาลอส) ซึ่งนอกจากจะ “ดี” แล้ว ยังมี “เสน่ห์ สวยงาม และดึงดูด” อีกด้วย  และคำที่ใช้ ณ ที่นี้คือ kalos
เพราะฉะนั้นกิจการที่คริสตชนทำนอกจากจะต้อง “ดี” แล้วยังต้อง “ดึงดูด” อีกด้วย  แต่น่าเศร้าที่ความดีของหลายคนมาพร้อมกับความแข็งกระด้าง ความเย็นชา หรือความเคร่งขรึมแบบหน้าตาบอกบุญไม่รับ
กิจการดีจึงมีทั้งที่ดึงดูด หรือผลักดันผู้อื่นให้ถอยห่างจากเรา  สำหรับคริสตชนแล้วกิจการที่ดีจริงต้องดึงดูดเท่านั้น

2.    สรรเสริญพระเจ้า  กิจการดีของเราต้องดึงดูดผู้อื่นไม่ใช่ให้เข้ามาหาตัวเราเอง แต่มาหาพระเจ้า
ในการสัมมนาระดับชาติครั้งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมประชุมต่างร้อนรนและสวดภาวนาตลอดคืน  รุ่งเช้าประธานถามสมาชิกว่าได้ทำอะไรกันบ้างเมื่อคืนที่ผ่านมา พวกเขาตอบว่า “ดูหน้าพวกเราสิ มันส่องแสงแล้วนะ” แต่ประธานกลับตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “โมเสสไม่รู้นะว่าหน้าตัวเองส่องแสง”
ตราบใดที่เราทำทุกอย่างโดยคิดถึงความชื่นชม ชื่อเสียง การยกย่องสรรเสริญ หรือคำขอบคุณที่ตัวเราจะได้รับ ตราบนั้น เรายังไม่ได้เริ่มต้นเดินตามหนทางเยี่ยงคริสตชนด้วยซ้ำ !
kamsonbkk.com

โป๊ปฟรังซิส - คริสตชนต้องปฏิเสธการโกง การเห็นแก่ตัว การอิจฉา และการนินทา 

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงสอน การที่คริสตชนจะเป็นแสงสว่างส่องโลกและเป็นเกลือดองแผ่นดิน เราต้องเป็นอิสระจากการโกง 

การหลีกหนีจากการโกง ต้องทำต่อเนื่องทุกวัน เพราะการโกงไม่มีวันจบสิ้น 

นอกจากนี้ เรายังต้องปฏิเสธเมล็ดพันธุ์สกปรกที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ความอิจฉา และการนินทาเพราะสิ่งนี้ทำลายสังคมของเรา 

พระสันตะปาปาตรัสแบ่งปันว่า

- คริสตชนได้รับกระแสเรียกให้มอบรสชาติที่ดีให้กับชีวิตของตน และในเวลาเดียวกัน เรายังต้องหลีกหนีจากเมล็ดพันธุ์สกปรกอันเนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว ความอิจฉา และการนินทา เมล็ดพันธุ์สกปรกเหล่านี้ทำลายโครงสร้างสังคมของเรา ทั้งที่สังคมนี้ควรจะเป็นสถานที่ซึ่งต้อนรับทุกคน ร่วมแบ่งปันความเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำให้เกิดการคืนดีกัน

- การจะเติมเต็มพันธกิจนี้ อันดับแรกเลย เราต้องเป็นอิสระจากซากเน่าเปื่อยอันเนื่องจากการโกงตามจิตตารมณ์ทางโลก การชำระตัวเองให้บริสุทธิ์จากการโกงไม่มีวันสิ้นสุด มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำทุกๆ วัน


- พระเยซูทรงสอนว่าไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วนำไปไว้ใต้ถัง ดังนั้น เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ต่อพระพรที่เราได้รับ กล่าวคือ เราต้องอย่าดูแลแสงแห่งความเชื่อซึ่งอยู่ในตัวเราว่าเป็นเหมือนสมบัติของเราคนเดียว เพราะนี่คือผลงานของพระคริสตเจ้าและพระจิต ตรงกันข้าม เราถูกเรียกมาเพื่อทำให้แสงนี้ส่องสว่างในโลก และมอบแสงนี้ให้ทุกคนผ่านทางกิจการดีงามที่เรากระทำ

mcpswis.mcp.ac.th

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

ธรรมบัญญัติคืออะไร




ธรรมบัญญัติคืออะไร
ทั้ง ๆ ที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “พระคริสตเจ้าคือจุดจบของธรรมบัญญัติ” (รม 10:4) แต่ทำไมพระเยซูเจ้าเองจึงบอกว่าธรรมบัญญัติจะคงอยู่ทุกตัวอักษรตราบใดที่ฟ้าและดินยังไม่สูญสิ้นไป

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อพูดถึง “ธรรมบัญญัติ” (The Law) ชาวยิวหมายถึง 4 อย่างคือ

1.    บัญญัติสิบประการ

2.    หนังสือพระธรรมเก่าห้าเล่มแรกที่เรียกกันว่า ปัญจบรรพ (Pentateuch)

3.    ใช้ในสำนวน The Law and the Prophets เพื่อหมายถึงพระคัมภีร์ทั้งครบ (ขณะนั้นคือ Old Testament เท่านั้น)

4.    ธรรมประเพณี (Oral and Scribal Law)

สิ่งที่ทั้งพระเยซูเจ้าและนักบุญเปาโลต่างประณามคือธรรมบัญญัติตามความหมายสุดท้าย
เราจะพบว่าในพระธรรมเก่ามีกฎระเบียบอยู่น้อยมาก แม้บัญญัติสิบประการเองก็ไม่ใช่กฎระเบียบ แต่เป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ อันยิ่งใหญ่ที่แต่ละคนจะต้องตีความและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของตน โดยอาศัยคำแนะนำหรือการดลใจของพระเจ้า

แต่ชาวยิวสมัยหลังเห็นว่าลำพังหลักการเท่านี้ไม่เพียงพอ พวกธรรมาจารย์จึงพยายามดึงกฎเกณฑ์หยุมหยิมมากมายจากหลักการข้างต้น เพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

กฎเกณฑ์หยุมหยิมที่พวกธรรมาจารย์พยายามคิดค้นขึ้นมานี่แหละเรียกว่า “ธรรมประเพณี”

ยกตัวอย่างเช่น บัญญัติสิบประการกำหนดเป็นหลักการไว้ว่า “จงทำวันสับบาโตให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ และห้ามทำงานในวันสับบาโต”

ปัญหาของพวกธรรมาจารย์ก็คือ “อะไรคืองาน ?”  พวกเขาจึงต้องระดมความคิดและเวลามากมายเพื่อช่วยกันกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วย “งาน”

ประการแรก งานคือ “การแบกของ” แต่ปัญหาต่อมาคือ “ของอะไรบ้างที่แบกได้หรือไม่ได้ ?” พวกเขาก็ได้กฎเกณฑ์ออกมาว่า สิ่งที่แบกได้ในวันสับบาโตคือ อาหารที่มีน้ำหนักเท่ามะเดื่อแห้งหนึ่งผล เหล้าองุ่นไม่เกินหนึ่งถ้วย น้ำนมหนึ่งอึก น้ำจำนวนพอผสมยาป้ายตา กระดาษพอเขียนประกาศหนึ่งใบ หมึกพอเขียนอักษรสองตัว ต้นอ้อพอทำปากกาหนึ่งด้าม ฯลฯ  พวกเขาใช้เวลายาวนานเพื่อถกเถียงกันว่าในวันสับบาโตจะเคลื่อนตะเกียง จะอุ้มเด็กทารก จะใส่ฟันปลอม ขาเทียม เข็มกลัดผม หรือผมปลอมได้หรือไม่  หรือแม้แต่ช่างตัดเสื้อที่ลืมเข็มติดไว้กับเสื้อจะเป็นบาปหรือไม่ ?

ประการที่สอง งานคือ “การเขียน” การเขียนที่ถือว่าผิดคือ เขียนมากกว่าสองตัวอักษร ถ้าเกินสองตัวอักษรแต่เขียนด้วยวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดรอยถาวรเช่น เขียนด้วยของเหลวสีดำ น้ำผลไม้ หรือเขียนบนฝุ่นหรือทราย เหล่านี้ไม่ถือว่าผิด  ถ้าเขียนบนกำแพงที่มีมุมติดกันหรือเขียนบนสมุดบัญชีสองหน้าชนิดที่ทำให้อ่านพร้อมกันได้ก็ถือว่าผิด แต่ถ้าต้องเดินไปดูกำแพงอีกด้านหรือพลิกสมุดไปอีกหน้าหนึ่งจึงจะอ่านได้ความ แบบนี้ถือว่าไม่ผิด
ประการที่สาม งานคือ “การรักษา” อนุญาตให้กระทำได้เมื่อมีอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับหู คอ และจมูก แต่ทั้งนี้อนุญาตให้ทำได้เพียงเพื่อไม่ให้อาการเลวร้ายลงเท่านั้น ห้ามทำการใด ๆ เพื่อให้อาการนั้นดีขึ้น

นี่คือตัวอย่างอันน้อยนิดของผลงานของบรรดาธรรมาจารย์  ช้ำร้ายยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่าพวกฟารีสีซึ่งแปลว่า “ผู้ที่แยกตัวออกมา” พวกเขาเพียรพยายามจะปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้อย่างเคร่งครัดและครบถ้วนทุกกระบวบความ

ประมาณกลางศตวรรษที่ 3 ธรรมประเพณีเหล่านี้ได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า Mishnah มีความหนาประมาณ 800 หน้า และประมาณศตวรรษที่ 5 ก็มีผู้รวบรวมคำอธิบายกฎระเบียบต่าง ๆ ในหนังสือ Mishnah เป็นเล่มเรียกว่า Talmud

Talmud ของกรุงเยรูซาเล็มประกอบด้วยหนังสือ 12 เล่มพิมพ์  และ Talmud ของกรุงบาบิโลนประกอบด้วยหนังสือ 60 เล่มพิมพ์

แก่นแท้ของธรรมบัญญัติ
หลักการอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งคือ “มนุษย์ต้องพยายามแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง และเมื่อพบแล้วเขาต้องทุ่มเทอุทิศตนตลอดชีวิตเพื่อปฏิบัติตามน้ำพระทัยนั้น”  พวกธรรมาจารย์และฟารีสีทำถูกที่พยายามแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า และยิ่งถูกเข้าไปใหญ่เมื่อพยายามอุทิศตนปฏิบัติตามน้ำพระทัยนั้น  แต่พวกเขาผิดที่ดันไปพบน้ำพระทัยในกฎระเบียบมากมายที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
   
ถ้าเช่นนั้นอะไรคือแก่นแท้ของน้ำพระทัยของพระเจ้า ?  อะไรคือแก่นแท้ของธรรมบัญญัติ ?

เมื่อพิจารณาบัญญัติสิบประการอย่างใกล้ชิด เราจะพบว่าแก่นแท้ของธรรมบัญญัติทุกข้อสรุปได้เพียงคำเดียวคือ “เคารพ” (Respect)

เราต้องเคารพยำเกรงพระเจ้าและพระนามของพระองค์  เราต้องเคารพยำเกรงวันของพระเจ้า

เราต้องเคารพพ่อแม่  ชีวิต  ความเป็นบุคคลของตนเอง  ทรัพย์สิน  ความจริงและชื่อเสียงของผู้อื่น  และสุดท้ายเราต้องเคารพตัวเองเพื่อว่าความปรารถนาผิด ๆ จะได้ไม่เป็นนายเหนือเรา

กล่าวง่าย ๆ คือ เราต้องเคารพยำเกรง (Reverence) พระเจ้า และเคารพ (Respect) เพื่อนมนุษย์รวมถึงตัวเองด้วย

นี่คือแก่นแท้และเป็นพื้นฐานของธรรมบัญญัติตลอดจนกฎหมายทั้งปวง

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงตรัสว่า “จงอย่าคิดว่าเรามาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติ แต่มาเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์” พระองค์จึงต้องการบอกเราว่า ความเคารพยำเกรงและความเคารพที่เป็นพื้นฐานของบัญญัติสิบประการนั้นจะไม่มีวันสูญสิ้นไป



และพระองค์เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพื่อแสดงให้เราเห็นว่า “ความเคารพยำเกรงต่อพระเจ้า และความเคารพต่อมนุษย์” ที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร

พระเยซูเจ้าต้องการสอนอะไร ?
1.    อดีตและปัจจุบันมีความต่อเนื่องกัน
บางคนชอบตำหนิอดีตที่ผิดพลาดแล้วพยายามลืมหรือสลัดมันทิ้งไป  แต่ถ้าเราทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเรากำลังต่อสู้กับอดีต และเมื่อเราต่อสู้กับอดีตเราก็จะไม่มีอนาคต !  เพราะปัจจุบันนั้นเติบโตมาจากอดีต และอนาคตก็เติบโตมาจากปัจจุบัน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงมิได้ลบล้างธรรมบัญญัติในอดีตแม้แต่ตัวอักษรหรือจุดเดียว

ก่อนจะมีพระวรสารจำเป็นต้องมีธรรมบัญญัติก่อนเพื่อว่าเรามนุษย์จะได้สามารถแยกความแตกต่างระหว่างถูกกับผิด  รู้จักบาป  รู้จักความอ่อนแอ และเรียนรู้ว่าเราต้องการพระเจ้าพร้อมกับความช่วยเหลือของพระองค์

2.    การดำเนินชีวิตคริสตชนไม่ใช่เรื่องง่าย
บางคนอ้างว่าเมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาก็เป็นอันสิ้นสุดของธรรมบัญญัติ ต่อจากนี้ไปเขาจะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้

ไม่ใช่เลย !



เพราะพระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า “ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ดีไปกว่าความชอบธรรมของบรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีแล้วท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย”

พวกธรรมาจารย์และฟาริสีดำเนินชีวิตโดยมีบทบัญญัติต่าง ๆ เป็นทั้งแรงผลักดันและเป็นทั้งแรงจูงใจ

แต่แรงผลักดันและแรงจูงใจของการดำเนินชีวิตแบบคริสตชนคือ “ความรัก”

พระเจ้าทรงรักมนุษย์จนยอมส่งพระบุตรแต่องค์เดียวมาช่วยให้มนุษย์พ้นบาป  มนุษย์จึงพยายามตอบแทนบุญคุณนี้ด้วยความรักเช่นกัน

เป็นไปได้ว่าเราอาจไม่เคยละเมิดกฎหมาย ไม่เคยถูกตำรวจจับ ซึ่งแปลได้ว่าเราอาจถือตามบทบัญญัติหรือกฎหมายต่าง ๆ ได้ครบ

แต่กับความรัก เราไม่อาจพูดได้เลยว่าเราแสดงความรักพอแล้ว.....

ถ้าเรารักใครสักคน ต่อให้เอาดวงจันทร์มาประเคนให้ได้ เราก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ

นี่คือพันธะผูกพันอันยิ่งใหญ่ของความรักที่มีเหนือกฎหมายอันมีข้อจำกัด

ความชอบธรรมของเราจึงต้องดีกว่าความชอบธรรมของบรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสี
kamsonbkk.com




วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

จงรักศัตรู


จงรักศัตรู
มธ 5:43-48
(43)“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า จงรักเพื่อนบ้าน จงเกลียดศัตรู (44)แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า จงรักศัตรู จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน (45)เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม (46)ถ้าท่านรักแต่คนที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จรางวัลอะไรเล่า บรรดาคนเก็บภาษีมิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ (47)ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของท่านเท่านั้น ท่านทำอะไรพิเศษเล่า คนต่างศาสนามิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ (48)ฉะนั้น ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่าน ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด

จงรักศัตรู

เป็นมาตรฐานใหม่
เป็นศูนย์กลางของบทเทศน์บนภูเขา (มธ 5-7)
เป็นสุดยอดบัญญัติเอก
(36)“พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า  (37)“ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน (38)นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก  (39)บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง  (40)ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้” (มธ 22:36-40)

รักมีหลายแบบ

ภาษากรีกมีคำว่า “รัก” 4 คำ
erōs  (เอรอส) เป็นความรักระหว่างชาย-หญิงที่มีกิเลสและเซ็กซ์รวมอยู่ด้วย
storgē  (สตอร์เก) เป็นความรักภายในครอบครัว เช่นพ่อแม่รักลูก  ลูกรักพ่อแม่
philia  (ฟีเลีย) เป็นความรักอันอบอุ่นที่มีต่อมิตรสหายและคนใกล้ชิดที่สุด
agapē  (อากาเป) เป็นความปรารถนาดีแบบไม่มีวันเสื่อมคลาย และไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายได้

จง “รัก - อากาเป” ศัตรู

พระเยซูเจ้าไม่ได้สั่งให้เรารักศัตรูแบบเดียวกับรักพ่อแม่ ภรรยา ลูกหลาน หรือมิตรสหายของเรา
เรา “ตกหลุมรัก” ศัตรูไม่ได้
การรักศัตรูเป็นเรื่องของ “น้ำใจ” มากกว่า “หัวใจ”  เราต้องบังคับน้ำใจของเราให้เอาชนะสัญชาติญาณตามธรรมชาติ
เราสามารถบังคับน้ำใจของเราให้มีความเมตตาและความปรารถนาดีแบบไม่มีวันเสื่อมคลายและแบบไม่มีสิ่งใดทำลายได้  แม้ว่าเราจะไม่ชอบหน้าผู้นั้น หรือผู้นั้นจะไม่ชอบหน้าเราด้วยก็ตาม

แนวทางปฏิบัติ

ต้องระลึกว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อนอื่นใดหมด  ไม่ใช่เป็นเรื่องลอย ๆ ระดับชาติ
การรักศัตรูไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ  เราต้องพร้อมว่ากล่าวตักเตือน ยับยั้ง หรือลงโทษเพื่อให้เขาบรรลุความดีสูงสุด โดยมีความรักเป็นแรงจูงใจ
เนื่องจากเป็นคำสั่งสูงสุดของพระเยซูเจ้า จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระองค์จึงจะปฏิบัติตามได้สำเร็จ
“จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน” (มธ 5:44)

ทำไมต้องรักศัตรู

ทำให้เรา “เหมือน” พระเจ้าผู้ “โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม” (มธ 5:45)
ทำให้เรา “เหมือน” พระเจ้าผู้ “ทรงความดีอย่างสมบูรณ์” (มธ 5:48)
พระเจ้าตรัสว่า “เราจงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของเรา ให้มีความคล้ายคลึงกับเรา”  พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ (ปฐก 1:26-27)

kamsonbkk.com


วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สมบัติแท้ในสวรรค์



สมบัติแท้
มธ 6:19-21
(19)“ท่านทั้งหลายจงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติบนแผ่นดินนี้เลย ที่นี่ทรัพย์สมบัติทั้งหลายถูกสนิมและขมวนกัดกิน และถูกขโมยเจาะช่องเข้ามาขโมยไปได้ (20) แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด ที่นั่นไม่มีสนิมหรือขมวนกัดกิน และขโมยก็เจาะช่องเข้ามาขโมยไปไม่ได้ (21) เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย”

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่จะเลือกซื้อเลือกหาสิ่งของที่มีคุณภาพดี แข็งแรงและคงทน  พระเยซูเจ้าเองทรงปรารถนาให้เราเลือกสมบัติที่คงทนยาวนานเช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงยกตัวอย่างของทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากในสมัยของพระองค์ 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1.    สิ่งที่ถูก(สนิม)กัดกิน
ภาษากรีก brw/sij, ewj หมายถึง “การกินจนหมดไป”  ไม่เคยพบว่าใช้ในใจความของ “สนิม”
ในสมัยของพระเยซูเจ้า ชาวยิววัดความมั่งคั่งกันที่จำนวนข้าวโพดหรือข้าวสาลีที่อยู่ในยุ้งฉาง  ถ้ามีเต็มหรือมีหลายยุ้งฉางก็แสดงว่าร่ำรวยมาก
แต่ทั้งเมล็ดข้าวโพดและข้าวสาลีอาจถูกหนู ขมวน หรือสัตว์อื่น ๆ แทะกินจนเสียหายใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรืออาจถูกกินไปจนหมดยุ้งฉางก็ได้

2.    สิ่งที่แมลงกินผ้ากัดกินได้
คำภาษากรีก sh,j, shto,j, o` หมายถึงแมลงกินผ้า (moth, a small butterflylike insect whose larva feeds on cloth) ไม่ใช่ขมวน ซึ่งเป็นแมลงพวกด้วงปีกแข็งที่กินปลาแห้ง เนื้อแห้ง และอาหารแห้งอื่น ๆ โดยทิ้งรอยให้เห็นเป็นขุยเล็ก ๆ ออกมา
นอกจากวัดฐานะกันที่จำนวนเมล็ดข้าวแล้ว ชาวยิวยังถือว่าเสื้อผ้าเป็นของมีค่าที่ใช้วัดความมั่งคั่งของผู้สวมใส่อีกด้วย  ตัวอย่างเช่น
- เกหะซีซึ่งเป็นคนใช้ของประกาศกเอลีชา แอบไปขอรางวัลจากนาอามาน แม่ทัพของซีเรีย เป็นเงินหนึ่งตะลันต์ และเสื้อเที่ยวงาน 2 ตัว (2 พกษ 5:22)
- อาคานจากตระกูลยูดาห์ได้ยักยอกเสื้อคลุม  จนถูกหินทุ่มและถูกไฟเผาตายในที่สุด (ยชว 7:21)

3.     สิ่งที่ขโมยเจาะเข้ามาเอาไปได้
ชาวยิวมักซ่อนทรัพย์สมบัติมีค่าเช่นทองไว้ในบ้าน ซึ่งกำแพงส่วนใหญ่ทำด้วยดินตากแห้ง ไม่มีความมั่นคงแข็งแรง  ขโมยจึงสามารถเจาะช่องเข้ามาขโมยสมบัติไปได้โดยง่าย

จะเห็นว่าทรัพย์สมบัติที่ถือว่ามีค่าที่สุดของชาวยิวในสมัยนั้น ล้วนหาความมั่นคงถาวรไม่ได้  และจากตัวอย่างสมบัติทั้ง 3 ประเภท พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราดังนี้

1.    เมล็ดข้าวที่เก็บไว้นาน ๆ ย่อมเสีย หรือถูกหนูและแมลงกัดกิน  แปลว่าสมบัติในโลกนี้ถ้าไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน ก็สามารถ “ร่วงโรยไปตามกาลเวลา” ได้  ยิ่งเก็บนานก็ยิ่งเสื่อมคุณค่าหรือเสียไป
ความสุขหรือความพึงพอใจก็เช่นเดียวกับสมบัติ  สิ่งของอย่างหนึ่งอาจให้ความสุขแก่เราในวัยเด็ก แต่เมื่ออายุมากขึ้นเราอาจไม่สนใจ หรือสังขารของเราไม่เหมาะกับสิ่งที่ครั้งหนึ่งเราเคยคลั่งไคล้หลงใหลก็เป็นได้
เราจึงไม่ควรใส่ใจกับความสนุกสนานร่าเริงที่กาลเวลาสามารถช่วงชิงไปได้  แต่ควรแสวงหาความสุขที่กาลเวลาไม่อาจบ่อนทำลายได้

2.    สมบัติบางอย่างเป็นเหมือนเสื้อผ้า  แม้จะรอดจากการถูกแมลงกัดกิน แต่หากเราใส่เสื้อผ้าชุดนั้นบ่อย ๆ คุณค่าของเสื้อผ้าชุดนั้นก็จะ “ร่วงโรยไปเพราะความซ้ำซากจำเจ”ความสนุกสนานตื่นเต้นครั้งที่สองย่อมน้อยกว่าครั้งแรก และจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ในครั้งต่อ ๆ ไป เราจะเป็นคนโง่สักปานใด หากเรามุ่งมั่นแสวงหาความสนุกตื่นเต้นในโลกนี้ที่มีแต่จะลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ

3.    ทรัพย์สมบัติที่เป็นวัตถุทุกชนิด อาจถูกขโมยหรือสูญหายหรือถูกทำลายไปได้ทุกเวลา  ไม่มีสิ่งใดมั่นคงถาวรเลย
หากเราสร้างความสุขบนพื้นฐานของวัตถุสิ่งของ เช่นเงินทอง บ้าน รถยนต์ เกิดวันหนึ่งไฟไหม้ หรือเราล้มละลาย  ความสุขของเราก็พลอยสูญสิ้นไปพร้อมกับทรัพย์สมบัตินั้นด้วย
ผู้ที่ชาญฉลาดย่อมสร้างความสุขบนพื้นฐานของสิ่งที่ไม่อาจสูญหาย หรือถูกเซาะทำลายไปเพราะกาลเวลา
สิ่งนั้นคือ ทรัพย์สมบัติในสวรรค์
ถ้าเราให้คุณค่ากับสิ่งของของโลกนี้ จิตใจของเราจะยึดติดอยู่กับโลกนี้ และไม่อยากจากโลกนี้ไป
แต่ถ้าเราให้คุณค่ากับสมบัติสวรรค์ ใจเราจะยึดติดกับสวรรค์และเราจะพร้อมจากโลกนี้ไปด้วยความยินดี

kamsonbkk.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประทีปของร่างกายคือดวงตา


ปัญหาอยู่กับเราไม่ยาวนาน
แต่รางวัลจากพระเจ้าที่เราจะรับนั้น
จะอยู่กับเรานิจนิรันดร์กาล...

จงอย่าจดจ่ออยู่กับชีวิตชั่วคราว
แต่จงจดจ่อที่ "ชีวิตนิรันดร์"

.................................

จงให้ความคิดของท่านจดจ่อ...
อยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก

โคโลสี 3:2




มธ 6.22-23 ประทีปของร่างกาย 

ประทีปของร่างกายคือดวงตา ดังนั้น ถ้าดวงตาของท่านเป็นปรกติดี สรรพางค์กายของท่านก็จะสว่างไปด้วย  แต่ถ้าดวงตาของท่านไม่ดี สรรพางค์กายของท่านก็จะมืดไปด้วย ฉะนั้น ถ้าความสว่างในท่านมืดไปแล้ว ความมืดจะยิ่งมืดมิดสักเพียงใด (มธ 6:22-23)

ความหมาย
ตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของบ้าน

คุณภาพและปริมาณของแสงที่ส่องเข้ามาในบ้าน ย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระจกหน้าต่าง

แสงสว่างที่ส่องจิตใจและวิญญาณของเรา ย่อมขึ้นอยู่กับดวงตาฝ่ายจิตของเราแต่ละคนเช่นเดียวกัน
  
สถานะฝ่ายจิตที่ดีของดวงตา
“ถ้าดวงตาของท่านเป็นปรกติดี สรรพางค์กายของท่านก็จะสว่างไปด้วย”

คำ “ปรกติดี” ตรงกับภาษากรีก a`plou/j (haplous หรือคำนาม haplotēs )

[UBS] a`plou/j, h/, ou/n = sound, healthy; generous  (ใจกว้าง, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

 ตัวอย่างการใช้คำ haplous ในพระคัมภีร์
ท่านใดขาดปรีชาญาณ จงขอปรีชาญาณนั้นจากพระเจ้าเถิด พระองค์ประทานให้ทุกคนด้วยพระทัยกว้าง (a`plw/j) ยากอบ 1:5

ผู้ที่ได้รับพระพรที่จะตักเตือน ก็จงตักเตือน ผู้ที่บริจาค ก็จงบริจาคด้วยความเอื้อเฟื้ออย่างจริงใจ (a`plo,thti) โรม 12:8

ท่านจะมั่งคั่งบริบูรณ์ทุกประการ เพื่อจะแจกจ่ายได้อย่างใจกว้าง (a`plo,thta) ทานบริจาคของท่านซึ่งเราจะจัดแจกนี้จะทำให้มีการขอบพระคุณพระเจ้า 2 คร. 9:11

เราจะเพิ่มสมรรถภาพของดวงตาได้อย่างไร?

1. ใจกว้างในการตัดสินผู้อื่น
ธรรมชาติของมนุษย์คือชอบคิดถึงผู้อื่นในทางร้าย
ชอบซ้ำเติมความผิดพลาดของผู้อื่น
กี่ครั้งที่เราทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นในแต่ละวัน
โลกจะน่าอยู่มากกว่านี้สักเพียงใด หากเราช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของกันและกันด้วยการคิดถึงผู้อื่นและตัดสินการกระทำของเขาในทางที่ดี

2. ใจกว้างในการกระทำ
ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สมบัติของโลกนี้ และเห็นพี่น้องของตนขาดแคลน แต่ยังมีใจแคบต่อเขา ความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่ในผู้นั้นได้อย่างไร (1 ยน. 3:17)

เขาขายที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ แบ่งเงินให้ทุกคนตามความต้องการ(กจ. 2:45)

ตัวอย่างของพระศาสนจักรเริ่มแรก
ในกลุ่มของเขาไม่มีใครขัดสน ผู้ใดมีที่ดินหรือบ้านก็ขายและมอบเงินที่ได้ให้บรรดาอัครสาวก เพื่อแจกจ่ายให้ผู้มีความเชื่อแต่ละคนตามความต้องการ (กจ. 4:34-35)

ชาวมาซีโดเนียและชาวอาคายาต้องการทำบุญช่วยเหลือคนยากจนในกลุ่มคริสตชนที่กรุงเยรูซาเล็ม (รม. 15:26)

สถานะฝ่ายจิตที่ไม่ดีของดวงตา
“ถ้าดวงตาของท่านไม่ดี สรรพางค์กายของท่านก็จะมืดไปด้วย”
คำว่า “ไม่ดี” ตรงกับ ponhro.j (ponēros)
[UBS] ponhro,j, a,, o,n evil, bad, wicked, sinful; (noun evil person; Evil One [of the Devil]; to. pÅ what is evil, evil); guilty (of conscience); unsound (eye); bad, worthless (of fruit); malignant or painful (of sores); ovfqalmo.j pÅ envy, jealousy (Mk 7.22)

สาเหตุที่ทำให้ดวงตาไม่ดี
1. อคติ
 เป็นอันตรายต่อการ “ตัดสินใจ” มากที่สุด
ทำให้มองไม่เห็นข้อเท็จจริง  หรือถ้าเห็นก็ไม่เข้าใจ
ฉันทาคติ – ลำเอียงเพราะรัก
โทสาคติ – ลำเอียงเพราะโกรธ
ภยาคติ – ลำเอียงเพราะกลัว
โมหาคติ – ลำเอียงเพราะเขลา
หนทางแก้คือหมั่นพิจารณาตนเอง

2. อิจฉา
ความอิจฉาทำให้ความเป็นมนุษย์สับสนอลหม่าน และเป็นการปลดปล่อยสัตว์ร้ายในตัวมนุษย์ออกมา
ที่ใดมีความอิจฉาริษยาและความทะเยอทะยาน ที่นั่นย่อมมีแต่ความวุ่นวายและความชั่วร้ายนานาชนิด (ยากอบ 3:16)

ตัวอย่างเช่น คาอินฆ่าอาแบล เพราะ “พระเจ้าทรงพอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา แต่คาอินกับเครื่องบูชาของเขานั้น  พระองค์ไม่พอพระทัย” (ปฐก. 4:4-5)

3. ทะนงตน
ก่อให้เกิดความเสียหายเป็น 2 เท่า

มองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
มองไม่เห็นคนอื่นอย่างที่เขาเป็น
อันตรายของคนขี้อิจฉา หรือขี้เหนียว
อยู่ร่วมกับตัวเองไม่ได้
อยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้
อยู่ร่วมกับพระเป็นเจ้าไม่ได้
ถ้าความสว่าง (ความใจกว้าง) ในท่านมืดไปแล้ว ความมืดจะยิ่งมืดมิดสักเพียงใด
kamsonbkk.com

ชีวิตอาจจะยาก น่าสับสน เจ็บปวด และท้อแท้ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่า แสงสว่างของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์จะส่องผ่านความสับสน ความเจ็บปวด และความมืดมน ไม่ว่ามาในรูปแบบกระทันหันน่าทึ่งหรือในขั้นตอนที่อ่อนโยน พลังอำนาจทางวิญญาณที่รุ่งโรจน์จะให้การรักษาด้วยความรักและการปลอบโยนสู่การกลับใจ จิตวิญญาณที่บาดเจ็บ ขจัดความมืดด้วยความสว่างแห่งความจริง และขับไล่ความท้อแท้สิ้นหวังด้วยความหวังในพระคริสต์ เราจะเห็นพรเหล่านี้ และเราจะรู้จากการเป็นพยานของพระวิญญาณว่า พระเจ้าพระเยซูคริสต์กำลังทำงานในชีวิตเรา ภาระของเราจะถูก “กลืนเข้าไปในปีติของ [พระผู้ไถ่ของเรา]” อย่างแท้จริง19

ข้าพเจ้ารู้ว่าหากเรารับพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา และดำเนินชีวิตตามความจริงที่แจ้งชัดและเรียบง่ายของพระกิตติคุณของพระองค์ เราจะได้ความสุขในการเป็นเพื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะมีของขวัญล้ำค่าของตาที่มองเห็นและหูที่ได้ยิน ข้าพเจ้าเป็นพยานในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน
(โดยเอ็ลเดอร์คิม บี. คลาร์ก)






วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

การมีเงินมากไม่ใช่ปัญหา...
แต่การโลภหลงเงินต่างหากที่เป็นปัญหา

จงบอกตัวเองเสมอว่า...
คนเรานั้นเข้ามาในโลกตัวเปล่า
ก็จะต้องกลับไปตัวเปล่าด้วยเช่นกัน

สิ่งใด ๆ ที่เราทำในโลกแม้จะมากขนาดไหน
แต่ก็เอาไปไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

เตือนตัวเองไว้เสมอว่า...
ไม่ใช่คนร่ำรวยทุกคนที่จะมีความสุข
สันติสุขที่พระเยซูให้ย่อมยิ่งใหญ่กว่า...
ความสุขที่คุณจะสามารถหาได้จากโลกนี้

ใจที่รู้จักพอ มือที่รู้จักแจกจ่าย...
ทำให้ความสุขถูกแบ่งปันกันไปมา
ตรงกันข้ามกับการกักเก็บไว้คนเดียว

ชีวิตในโลกนี้...สั้นนัก
อย่าจมปลักแต่กับการสะสมทรัพย์ในโลก
จนลืมที่จะสะสมทรัพย์เอาไว้ในสวรรค์
      //////////////////////////////////////
อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ สำหรับตัวในโลก…
แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์
– มัทธิว 6:19-20

เจิม ซัม


พระเจ้าและเงินทอง

มธ. 6:24
 ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

เพื่อจะเข้าใจพระวรสารตอนนี้ได้อย่างลึกซึ้ง  เราควรเข้าใจความหมายของคำศัพท์บางคำที่ใช้ในสมัยของพระเยซูเจ้า คำว่า “ข้า” ตรงกับภาษากรีก douleu,ein (ดูแลวเอน) ซึ่งหมายถึงการ “การรับใช้เยี่ยงทาส” ในทางกฎหมาย “ทาส” ไม่ใช่ “คน” แต่เป็น “สิ่งของ”  เพราะฉะนั้น นายจะขาย  จะเฆี่ยนตี จะทิ้ง  หรือจะฆ่าก็ได้  พูดง่าย ๆ คือ นายทำอะไรกับทรัพย์สมบัติของตนได้ ก็กระทำกับทาสของตนได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้น “ทาส” ยังไม่มีเวลาเป็นของตัวเองแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  ซึ่งต่างจากเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว  เรายังมีอิสระที่จะหางานพิเศษทำนอกเวลา หรือจะไปพักผ่อน หรือทำอะไรก็ได้ตามใจเรา แต่ทาสในสมัยพระเยซูเจ้าต้องขึ้นกับนายทั้งวันและทั้งคืน

คำว่า “นาย” ตรงกับภาษากรีก kuri,oij (คูรีออส) หมายถึง “ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เหนือผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” พูดง่าย ๆ คือเป็น “เจ้าของ” มากกว่าเป็น “เจ้านาย”

คำว่า “เงินทอง” ตรงกับภาษากรีก mamwna (มาโมนา) ซึ่งมาจากภาษาอาราไมอิก an"Amm' ตามรากศัพท์หมายถึง การไว้ใจ การมอบหมาย เพราะฉะนั้นมาโมนาจึงหมายถึงสิ่งที่เราไว้ใจผู้อื่นให้ดูแล เช่น นายธนาคาร รปภ. ฯลฯ และในตัวมันเองถือว่าเป็นสิ่งดี เป็นพระพรของพระเจ้าที่ประทานแก่ผู้มีความประพฤติดี

ต่อมาความหมายเพี้ยนเป็น สิ่งที่ตัวเราเองมอบความไว้วางใจให้ทั้งหมด เมื่อเราไว้วางใจว่าเงินทองมีอำนาจที่จะช่วยเหลือเราให้พ้นทุกข์และมีความสุขได้  คำว่าเงินทองในภาษากรีกจึงเขียนนำด้วยอักษรตัวใหญ่  Mamon (มาโมน) ซึ่งหมายถึงพระเจ้านั่นเอง  และชาวซีเรียก็ใช้ชื่อนี้เรียกเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยของตน

จากคำศัพท์ทั้ง 3 คำ บ่งบอกว่า เราต้องเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าทุกลมหายใจ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดเหนือชีวิตของเรา

การรับใช้พระเจ้าแบบ part-time เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้ายินยอมไม่ได้  หรือการเป็นคริสตชนเฉพาะเวลาฟังมิสซาวันอาทิตย์  ส่วนเวลาที่เหลือถือว่าเป็นเวลาอิสระจากการดำเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชน ก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้เช่นกัน
  
การมีเงินทองไม่ใช่สิ่งผิด  แต่การไว้วางใจในเงินทองแทนพระเจ้าเป็นสิ่งที่ผิดอย่างแน่นอน  และเพื่อช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของพระเจ้าและเงินทองได้อย่างถูกต้อง พระเยซูเจ้าทรงให้หลักไว้ยึดปฏิบัติ 3 ประการด้วย กล่าวคือ
  
1.     ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นของพระเจ้า

ความคิดที่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นของพระเจ้า มีอยู่ทั่วไปในพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น

“เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด เรารู้จักบรรดานกแห่งภูเขาทั้งหลาย และบรรดาสัตว์ในนาเป็นของเรา ถ้าเราหิว  เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่อยู่ในนั้นเป็นของเรา”  (สดด. 50:10, 12)

หรือในพระธรรมใหม่ เป็นพระเจ้าเองที่ทรงมอบทรัพย์สมบัติ ความสามารถ หรือแม้แต่สวนองุ่นให้แก่เราหรือให้เราเช่าใช้ เช่น

“ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว   ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป” (มัทธิว 25:15)

“จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า  ยังมีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่นแล้วล้อมรั้วไว้รอบ  เขาได้สกัดบ่อย่ำองุ่นในสวน  และสร้างหอเฝ้า  ให้ชาวสวนเช่า  แล้วก็ไปต่างประเทศเสีย” (มัทธิว 21:33)

เมื่อทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงให้เรา “ยืม” ใช้ เราจึงต้องพยายามใช้ทรัพย์สมบัติและเงินทองตามที่เจ้าของ คือพระองค์ทรงปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การแลกเปลี่ยน การแก้ไขดัดแปลง หรือการปรับปรุงต่าง ๆ ก็ตาม
  
2.    มนุษย์สำคัญกว่าสิ่งของ

ในหนังสือปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ตรัสแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ  กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน” (ปฐก 1:26-28)

จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มสร้างโลก พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับมนุษย์จนถึงกับสร้างมนุษย์ตามฉายาของพระองค์เอง และให้มีอำนาจปกครองทุกสิ่ง

เมื่อมนุษย์มีความสำคัญเช่นนี้ การใช้แรงงานมนุษย์ราวกับว่าพวกเขาเป็นสิ่งของ เครื่องมือ หรือเครื่องจักรเพื่อให้ได้มาซื่อผลผลิตและความมั่งคั่ง จึงเป็นสิ่งที่ขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และเป็นสิ่งที่ผิด

ตรงกันข้าม เราควรใช้เงินทองและทรัพย์สมบัติที่ได้มา  เพื่อผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้สมกับความสำคัญที่พระองค์ทรงสร้างมา
  
3.    เงินทองต้องเป็นรองจากพระเจ้า

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเงินทองเป็นของชั่วร้าย แต่ “การรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย” (1 ทธ 6:10)

การรักเงินทองทำให้เราหลงผิดคิดว่า เงินคือพระเจ้าที่สามารถดลบันดาลทุกสิ่งให้แก่เราได้  เมื่อเรารักเงินทอง เราก็โลภอย่างได้เงินทองมากขึ้น  ที่สุดเงินทองจะเข้ามาบงการชีวิตของเราทั้งหมด ซึ่งจะนำเราไปสู่ความชั่วร้ายและความทุกข์อีกมากมาย

ผู้เดียวที่สามารถดลบันดาลความสุขแท้จริงแก่เราได้คือพระเจ้า  เราจะปล่อยให้เงินทองก้าวขึ้นมาเป็น “คู่ปรับ” กับความรอดในองค์พระเจ้าไม่ได้เด็ดขาด
  
เมื่อเราวางตำแหน่งของเงินทองและทรัพย์สมบัติได้อย่างถูกต้อง เราจะรู้จักใช้ความมั่งคั่งที่พระเจ้าประทานให้อย่าง “พอเพียง” และ “เพื่อผู้อื่น” เพื่อเราจะได้ครอบครองสมบัติสวรรค์ที่คงอยู่ชั่วนิรันดร
  
และเมื่อเรารู้บทบาทของเงินทองและทรัพย์สมบัติแล้ว เราควรคิดคำนึงถึงวิธีการได้มาของทรัพย์สมบัติด้วย

เราอาจได้เงินทองมาโดยแลกกับความซื่อสัตย์หรือศักดิ์ศรีของเรา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ โกงเขามา  ถ้าเราทำเช่นนี้ เราอาจมีสมบัติมั่งคั่งขึ้น แต่วิญญาณของเรายิ่งวันยิ่งจนลง และคงถึงขั้นล้มละลายในที่สุด

บางคนอาจได้เงินทองมาโดยการกำจัดคู่แข่งที่อ่อนแอกว่า  ซึ่งในทางธุรกิจอาจถือว่าประสบความสำเร็จที่ไม่มีคู่แข่ง  แต่เราจะนอนเสวยความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างไร

บางคนอาจสะสมทรัพย์สมบัติบนภาระของผู้อื่น เช่น ผ่อนรถยนต์ราคาแพงเกินฐานะ จนลูก ๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ เป็นต้น

จะมีประโยชน์อะไรหากเราได้ทรัพย์สมบัติมาด้วยต้นทุนราคาแพงเช่นนี้ ?
  
นอกจากนี้ เรายังต้องคำนึงถึงวิธีการใช้ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอีกด้วย

บางคนเก็บรักษาสมบัติที่ได้มาไว้เฉย ๆ โดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น  และเราได้ยินคำสอนของพระเยซูเจ้าหลายครั้งที่ตรัสว่า สิ่งที่ไม่มีประโยชน์จะถูกตัดทิ้งและโยนใส่กองไฟ

บางคนใช้ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอย่างเห็นแก่ตัว เช่น เพื่อจะได้มีทีวีเครื่องใหม่ มีบ้านหลังใหม่ ฯลฯ โดยที่ไม่เคยคิดถึงพระประสงค์ของพระเจ้าแต่ประการใด

บางคนซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีก คือใช้สมบัติที่ได้มาในทางที่ผิด เช่น ใช้เพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่ ใช้เพื่อซื้อบริการที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ
  
วิธีที่ดีที่สุดในการใช้ทรัพย์สมบัติและเงินทองที่พระเจ้าประทานให้คือ

-    ใช้อย่างพอเพียง ใช้เท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

-    ส่วนที่เหลือเราต้องแบ่งปันให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา

ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าแสดงให้ท่านเห็นเสมอมาว่า เราต้องทำงานเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอโดยระลึกถึงพระวาจาของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ 20:35)

ตราบใดที่เราใช้ทรัพย์สมบัติเพื่อความดีของ “ผู้อื่น” เรากำลังใช้ทรัพย์สมบัติ และกำลังรับใช้พระเป็นเจ้าอย่างถูกต้อง
 .kamsonbkk.com




ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...