วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

รอคอยพระเจ้า

 


รอคอยพระเจ้า

จงรอคอยพระยาห์เวห์

จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด

เออ จงรอคอยพระยาห์เวห์

สดุดี 27:14

เมื่อเรา "รอ" พระเจ้า ไม่ได้หมายความว่ากำลังเกียจคร้านหรือเฉยเมย แต่จริงๆแล้วเราพยายามกระตือรือร้นอย่างมากในฝ่ายวิญญาณ คนอื่นอาจมองว่าเราไม่ได้ "ทำ" อะไรเลย แต่เราเลือกที่จะวางใจให้พระเจ้าทำในสิ่งที่ต้องทำ เรากำลังพูดว่า "ข้าแต่พระบิดาที่รักลูกจะไม่พยายามทำสิ่งนี้ด้วยกำลังของลูกแต่ลูกจะรอให้พระองค์ช่วยลูกและลูกจะมีความสุขกับชีวิตของลูกในขณะที่ลูกรอพระองค์"

มารซาตานต้องการให้เราหงุดหงิด อารมณ์เสียจากการพยายามแก้ปัญหาของตัวเอง พวกมันเกลียดความสุขของเรา พวกมันต้องการเห็นเราทุกข์ใจ กระวนกระวายใจมากกว่าเห็นเรามีความสุขหรือมีสันติสุขในใจได้ การเลือกที่จะวางใจในพระเจ้าทำให้เราสามารถมีความสุขได้ “เพราะความชื่นบานของตนในพระเจ้าเป็นกำลังของท่าน”(เนหะมีย์ 8:10) ความกังวลปล้นเอาพลังไปจากเรา แต่ความสุขทำให้เรามีพลัง

บ่อยครั้งเราถูกล่อลวงให้หลงคิดว่าเรายังไม่ได้ทำในส่วนของเราถ้าเราไม่แสดงออกถึงความกังวลหรือพยายามหาคำตอบสำหรับปัญหาของเรา แต่สิ่งนี้จะขัดขวางการช่วยกู้ของเรา ดังนั้นแทนที่เราจะกังวลกับปัญหาที่เกินความสามารถของมนุษย์อย่างเรา ให้เราใช้เวลาในการอธิษฐานและมีความสุขกับชีวิตในขณะที่เรารอคอยพระเจ้าและคาดหวังให้พระองค์ทำในสิ่งที่เราไม่รู้จะทำอย่างไร! ทำในส่วนที่เราทำได้ให้ดีที่สุดก็พอ

ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกหงุดหงิดกับการที่พระเจ้าไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของเราเสียทีให้เราจำไว้ว่า พระองค์ทรงต้องการพัฒนาให้เราเป็นคนที่มีความเชื่อและความเพียร (ยากอบ 1:2-4) จงรอคอยพระเจ้า

 ข้อคิด

อย่ากลัวไปเลย เพราะการต่อสู้ไม่ใช่ของคุณ แต่เป็นของพระเจ้า  พระองค์ทรงมีแผนสำหรับชีวิตของเราทุกคน จะช้าหรือเร็วอยู่ที่ตัวเรา และปัญหาที่เข้ามาสู่ชีวิตของเราแต่ละครั้งเราได้เรียนอะไรจากมันบ้าง? เมื่อเราเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ เราเคยคิดหรือไม่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เป็นของพระเจ้า หากเรามีความสัมพันธ์สนิทใกล้ชิดกับพระเจ้าจะช่วยให้เราได้ยินเสียงของพระองค์ชัดเจนขึ้น เวลาที่เราเดินออกทางของพระองค์ พระองค์จะทรงผลักเราให้กลับเข้าทางที่ถูกที่ควร เมื่อเราชนะแล้วเราจะแข็งแกร่งขึ้น และโตขึ้น เราสามารถวางใจคำตอบของพระองค์ แม้ว่าคำตอบนั้นจะไม่ได้มาในเวลาที่เราหวังไว้

  ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณ JOYCE MEYER

thaiodb.org

bangkokfellowship.com

คุณเป็นที่รัก

 


คุณเป็นที่รัก

ฉะนั้นเราจึงรู้ และวางใจในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงอยู่ในคนนั้น

1 ยอห์น 4:16

 เราถูกสร้างขึ้นโดยความรัก ความรักและการถูกรักคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีค่า ทำให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมายและมีความหมาย แต่ถ้าเรายอมให้บาปและการไม่ให้อภัยและอดีตมาแยกเราจากความรักของพระเจ้ามันจะทำให้เราโหยหาความรักและไม่มีความสุข

 หลายคนไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีให้ยั่งยืนไว้ได้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะได้รับความรักอย่างไร? ความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นมักจะนำไปสู่ความพินาศของชีวิตสมรสและการบาดหมางในมิตรภาพ

 พระคัมภีร์สอนเราว่าพระเจ้าทรงรักอย่างสมบูรณ์แบบหรือโดยไม่มีเงื่อนไข ความรักที่สมบูรณ์แบบสำหรับเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แบบของเรา พระเจ้ารักเราเพราะพระองค์ต้องการจะรัก! พระองค์ทรงรักคุณเหมือนกับว่าคุณเป็นเพียงคนเดียวในโลกนี้! พระเจ้าคือความรัก (1 ยอห์น 4: 8) ความรักคือสิ่งที่พระองค์เป็น พระเจ้ารักคุณเสมอ สิ่งที่คุณต้องทำคือรับความรักนั้นและใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในแต่ละวันโดยรู้ว่าความรักของพระองค์ทำให้ชีวิตของเรามีจุดมุ่งหมายและมีความหมาย

ข้อคิด

เราก็ต้องจดจำว่า เราเป็นที่รักตลอดไป เราถูกแยกไว้เป็นพิเศษ และพระเจ้าทรงรักเราเหมือนที่ทรงรักพระบุตรของพระองค์ พระองค์ทรงเรียกเราให้เป็นลูกของพระองค์ตลอดนิจนิรันดร์ 

วันนี้คุณมอบความรักของคุณให้กับพระเจ้าบ้างหรือยัง? คุณให้เวลากับพระองค์มากน้อยแค่ไหน?  เราต้องพิสูจน์มันด้วยการลงทุนเวลาในความสัมพันธ์เหล่านั้น คำพูดอย่างเดียวไม่มีค่าและเวลาที่ดีที่สุดที่จะรัก ก็คือเวลานี้ ตอนนนี้!

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

thaiodb.org

คุณ JOYCE MEYER

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

การวางใจในพระเจ้า

 


การวางใจในพระเจ้า

พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “งานของพระเจ้าคือการวางใจในผู้ที่พระองค์ทรงใช้มา”

ยอห์น 6:29

 เด็กเล็ก ๆ มักจะเชื่อในสิ่งที่พ่อแม่บอกโดยอัตโนมัติและนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราเป็น พระองค์ต้องการให้เราเชื่อฟังพระองค์  เชื่อมั่นและวางใจในพระคำของพระองค์!  

คุณเป็นผู้เชื่อแบบไหน มีความเชื่อที่มั่นคงหรือเป็นผู้เชื่อที่ไม่มีความแน่ใจ? ศรัทธาที่เรียบง่ายเหมือนเด็กก่อให้เกิดผลดีมากมาย ตัวอย่างเช่นพบความสุขและสันติในการเชื่อ (โรม 15:13) ความสงสัยการให้เหตุผลความกังวลและความกลัวก่อให้เกิดความทุกข์ยากทุกรูปแบบ แต่ทุกอย่างสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการตัดสินใจที่จะเชื่อพระวจนะของพระเจ้า เชื่อว่าสิ่งดีๆกำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ เชื่อว่าเมื่อคุณกลับใจบาป  เชื่อว่าคุณจะได้รับการอภัยอย่างสมบูรณ์ เชื่อว่าพระเจ้าต้องการตอบสนองทุกความต้องการของคุณ พระองค์รักคุณและเต็มใจที่จะช่วยเหลือคุณเสมอ

ข้อคิด

เมื่อเราเชื่อและวางใจในพระเจ้าเราก็จะมีความสุขกับชีวิตในแต่ละวัน เราสามารถใช้ชีวิตได้ทีละวันและเชื่อมั่นว่าอนาคตของเรามั่นคงในพระเจ้า เราอาจไม่สามารถรู้สึกถึงอ้อมแขนของพระเจ้าได้ตลอด แต่พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา (ฮบ.13:5) เมื่อเราพักสงบในการดูแลและพระสัญญาของพระองค์ พระองค์จะช่วยให้เรารู้จักไว้วางใจในความสัตย์ซื่อของพระองค์ พระองค์ยกชูเราอยู่เหนือความวิตกกังวลเพื่อจะค้นพบสันติสุขใหม่ในพระองค์

 ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

thaiodb.org

คุณ JOYCE MEYER

การอธิษฐานก่อให้เกิดการพักผ่อน

 


การอธิษฐานก่อให้เกิดการพักผ่อน

บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก

มัทธิว 11:28

 เรามักจะพูด "โอ้ฉันเชื่อในพระเจ้าและฉันไว้วางใจพระเจ้า" แต่จริงๆแล้วบางครั้งเราไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยเพราะว่าเรายังคงเป็นคนขี้กังวล-หงุดหงิดแทบจะตลอดเวลา ไม่ยอมปล่อยวางความคิดในใจ ถ้าเรายังไม่สงบนิ่งนั่นแสดงว่าเรายังไม่เชื่อและวางใจอย่างแท้จริงเพราะผลของความเชื่อคือการพักผ่อนการได้พักสงบ 

 การพักผ่อนทางกายอาจจะหมายถึง การได้หยุดพักร่างกาย ได้หย่อนใจ หยุดพักเอาแรง แต่การพักสงบสำหรับจิตวิญญาณ หมายถึงการมีอิสรภาพจากความคิดความวุ่นวายใจ การหลุดพ้นจากความกังวลในชีวิต นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องอยู่อย่างทรมานเพื่อที่จะค้นหาเหตุผลหรือคำตอบที่เราไม่สามารถหาได้อีกต่อไป   เพราะเรารู้ว่าเราสามารถอยู่ในสถานที่สงบเงียบและพักผ่อนได้จริงด้วยการสวดอธิษฐานแล้วไว้วางใจให้พระองค์จัดการแทน

 ถ้าเราเชื่อพระเจ้าและวางใจพระเจ้าอย่างแท้จริงเราก็เข้าสู่การพักผ่อนของพระองค์แล้ว เมื่อเราได้สวดอธิษฐานและเอาใจใส่พระองค์ก็เท่ากับเราอยู่ในความสงบสุขที่สมบูรณ์แบบของพระองค์

ข้อคิด

พระเจ้าทรงปรารถนาจะช่วยเราให้หยุดพักจากการคิดกังวลถึงวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แล้วไว้วางใจให้พระองค์จัดการแทน พระองค์สามารถ “ประทานความชื่นบานให้แก่จิตใจของข้าพระองค” (สดุดี 4:7) เพื่อที่เราจะได้“เอนกายลงนอนหลับในความสันติข้าแต่พระเจ้าเพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย”

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

 thaiodb.org

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563

Mindset ของคุณเป็นแบบไหน?

 


Mindset  ของคุณเป็นแบบไหน?

จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลก

โคโลสี 3: 2

 Mindset บางคนก็บอกว่ามันคือ "ชุดความคิด" พูดให้เข้าใจง่ายๆอีกอย่างก็คือ ทัศนคติ วิธีคิดและความเชื่อของคนแต่ละคน ที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของคนผู้นั้น เราสามารถมีชุดความคิดที่ถูกและผิดได้ หาก Mindset ดีก็จะส่งผลให้ตัดสินใจได้ดี ชีวิตก็จะดีและก้าวต่อไปอย่างมั่นคง หากตัดสินใจแย่ชีวิตก็พังได้ง่าย ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าเราสามารถกำหนดชุดความคิดของเราไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

 บางคนมองชีวิตในแง่ลบเพราะพวกเขาประสบกับสถานการณ์ที่ไม่มีความสุขมาตลอดชีวิตและนึกไม่ออกว่าจะมีอะไรดีได้ไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดมุมมองเชิงลบทำให้บุคคลนั้นมีความทุกข์ยากและไม่น่าจะเติบโตฝ่ายวิญญาณ การที่เราจะสามารถเพลิดเพลินไปกับแผนการดีที่พระเจ้าที่ไว้สำหรับเราได้ ตัวเราจะต้องเห็นด้วยกับพระองค์ก่อนและแน่นอนว่าพระองค์ไม่เคยมีความคิดเชิงลบ!

 ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ว่าคุณจะต้องทำงานหนักหรือต้องเจอกับการดูถูกเหยียดหยามคุณจะสามารถทำลายความคิดเชิงลบและนิสัยเดิม ๆ ที่พยายามทำให้คุณออกห่างไกลไปจากพระเจ้า  แต่ตรงกันข้ามปีศาจไม่ต้องการให้คุณคิดบวกเพราะพวกมันรู้ดีว่าถ้าคุณทำได้คุณจะมีความสุขกับชีวิตและเป็นพรแก่ผู้อื่น ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปซึ่งจะทำให้อีกหลายชีวิตเปลี่ยนไป หากคุณตั้งจิตไปในทิศทางที่ถูกต้องมันจะทำให้คุณใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นและช่วยให้คุณบรรลุพระประสงค์ที่พระเจ้ากำหนด

 สุดท้ายคุณควรดำรงคุณค่าในตนเองและมีความนับถือตนเอง โดยมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า ศึกษาพระวจนะของพระองค์ จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลก  คุณสามารถรู้ว่าตัวคุณมีคุณค่าเพราะราคาแพงที่พระเจ้าทรงไถ่เราไว้ ผ่านทางพระโลหิตของพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะเห็นและเข้าใจได้อย่างชัดเจนในตอนนี้ แต่หากคุณได้เริ่มต้นแสวงหาพระเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงเปิดเผยพระประสงค์ในชีวิตของคุณให้กับคุณได้รู้ พระองค์ต้องการช่วยคุณจริงๆ และในวันนี้ขอให้คุณได้เข้ามาหาพระองค์

 ข้อคิด

ฝึกตนเองให้เป็นคนคิดเชิงบวกมีความหวังในพระเจ้าคาดหวังว่าสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและต่อให้ต้องเจอกับปัญหา คุณก็ยังมั่นใจว่ามันจะผ่านพ้นไปได้โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า!  ดังนั้นชีวิตจะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับการมี Mindsetที่ถูกต้อง.

Mindset (วิธีคิด) คนเราสามารถเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ประสบการณ์ชีวิตจะค่อย ๆ หล่อหลอมให้วิธีคิดของคนนั้น ๆ เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม จงพัฒนา Mindset ของเราให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน โดยการแสวงหาพระเจ้าและให้พระองค์เป็นศูนย์กลางในทุกด้านของชีวิตคุณ 

 ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

 nuuneoi.com

 knowgod.in.th

แบบอย่างแห่งความกล้าหาญของคาเลบและโยชูวา

 


แบบอย่างแห่งความกล้าหาญของคาเลบและโยชูวา

ที่นั่นเราเห็นคนเนฟิล(คนอานาคนั้นมาจากคนเนฟิล) ในสายตาของเรา เราเป็นเหมือนตั๊กแตน และเราก็เป็นเช่นนั้นในสายตาของพวกเขา”

กันดารวิถี 13:33

 ชาว​อิสราเอล​เดิน​ทาง​จาก​ภูเขา​ซีนาย​ผ่าน​ที่​กันดาร​ปาราน​จน​มา​ถึง​คาเดช แล้ว​พระ​ยะโฮวา​ก็​บอก​โมเสส​ว่า ‘ให้​ส่ง​คน​สอดแนม 12 คน​จาก 12 ตระกูล​ไป​สืบ​ดู​แผ่นดิน​คานาอัน​ที่​เรา​จะ​ยก​ให้​ชาว​อิสราเอล’ โมเสส​จึง​เลือก​คน​สอดแนม 12 คน​และ​สั่ง​ว่า ‘ไป​สืบ​ดู​แผ่นดิน​คานาอัน​ว่า​อุดม​สมบูรณ์​ไหม คน​ที่​นั่น​แข็งแรง​หรือ​อ่อนแอ พวก​เขา​อยู่​ใน​เต็นท์​หรือ​ใน​เมือง’ แล้ว​คน​สอดแนม 12 คน​ซึ่ง​รวม​โยชูวา​กับ​คาเลบ​ก็​ออก​เดิน​ทาง​ไป​คานาอัน

 ผ่าน​ไป 40 วัน คน​สอดแนม​ก็​กลับ​มา พวก​เขา​เอา​ลูก​มะเดื่อ ทับทิม และ​องุ่น​กลับ​มา​ด้วย พวก​เขา​รายงาน​ว่า ‘แผ่นดิน​นั้น​อุดม​สมบูรณ์​ดี แต่​คน​ที่​นั่น​แข็งแรง​มาก​และ​เมือง​ต่าง ๆ ก็​มี​กำแพง​สูง’ แล้ว​คาเลบ​ก็​พูด​ว่า ‘ไป​กัน​เลย! พวก​เรา​เอา​ชนะ​พวก​นั้น​ได้​แน่’ รู้​ไหม​ว่า​ทำไม​คาเลบ​ถึง​พูด​อย่าง​นั้น? เพราะ​เขา​กับ​โยชูวา​มั่น​ใจ​ว่า​พระเจ้า​จะ​ช่วย​พวก​เขา แต่​คน​สอดแนม​อีก 10 คน​พูด​ว่า ‘อย่า​ไป​เลย! คน​พวก​นั้น​ตัว​ใหญ่​เหมือน​ยักษ์ เทียบ​กัน​แล้ว​พวก​เรา​ก็​เหมือน​ตั๊กแตน’

 ชาว​อิสราเอล​หมด​กำลังใจ พวก​เขา​เริ่ม​บ่น​และ​พูด​กัน​ว่า ‘ให้​เรา​หา​หัวหน้า​คน​ใหม่​แล้ว​กลับ​ไป​อียิปต์​กัน​เถอะ ทำไม​ต้อง​ไป​ให้​พวก​ยักษ์​ฆ่า​ด้วย?’ โยชูวา​กับ​ คาเลบ​จึง​พูด​ว่า ‘พวก​คุณ​ต้อง​เชื่อ​ฟัง​พระเจ้าและ​อย่า​กลัว พระเจ้าจะ​ปก​ป้อง​พวก​เรา’ แต่​ชาว​อิสราเอล​ไม่​ฟัง แถม​ยัง​อยาก​ฆ่า​โยชูวา​กับ​คาเลบ​ด้วย!

 ความกลัวที่พวกเขามีต่อยักษ์ทำให้คนของพระเจ้าไม่กล้าเข้าไปในดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้พวกเขา จริงๆแล้วไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ที่คนเหล่านั้นจะต้องเอาชนะแต่มันคือภาพลักษณ์ของคนที่ขาดความเชื่อ ในสายตาของคนที่ขาดความเชื่อมีที่ไหนบ้างที่ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าที่ทะเลแดง หรือในถิ่นทุรกันดาร หรือคานาอัน ฯลฯ ความไม่เชื่อทำให้สายตาของพวกเขามองเห็นแต่ปัญหาในทุกเรื่อง รู้สึกตัวว่าจนตรอกไปซะทุกเรื่อง ทุกข์ทรมานไปซะทุกเรื่อง กลัว วิตกไปซะทุกเรื่อง

 โยชูวาและคาเลบเป็นคนเดียวที่มีทัศนคติที่ถูกต้อง คาเลบพูดกับโมเสสและประชาชนว่า "ให้เราขึ้นไปพร้อมกันและครอบครองมันเราสามารถพิชิตมันได้" (กันดารวิถี 13:30) พวกเขามีทัศนคติที่พระเจ้าต้องการให้พวกเขามี พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้

 พระเจ้ามีอนาคตอันรุ่งโรจน์ที่วางแผนไว้สำหรับชาวอิสราเอลทุกคนเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา แต่มีเพียงคนที่มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อพระเจ้าและต่อตัวเองเท่านั้นที่จะอยู่ในนั้นและมีความสุขกับมัน

 คาเลบและโยชูวาเป็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญ และมีทัศนคติที่ถูกต้อง เขาคิดต่างไปจากประชาชนส่วนใหญ่ เขาสองคนรู้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่จะยกแผ่นดินให้แก่พวกเขา ดังนั้นเขาเลือกที่จะเชื่อวางใจพระเจ้าว่าพระเจ้าจะให้ชัยชนะแก่เขา ถึงแม้ว่าคนในแผ่นดินนั้นจะตัวใหญ่และแข็งแรงกว่าเขาก็ตาม 

ในชีวิตจริงคุณเคยรู้สึกกลัวไหม คุณกลัวอะไรบ้าง เมื่อคุณกลัว คุณสามารถคิดถึงสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อคุณได้ พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะไม่ละหรือทอดทิ้งคุณเลย(ฮีบรู 13:5) พระองค์ยังสัญญาว่าพระองค์เป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลัง เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก (สดุดี 46:1-2)

ข้อคิด

คาเลบและโยชูวา มองเห็นชัยชนะตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบ เขาบอกให้ขึ้นไปทันทีเพื่อยึดเมืองนั้น เพราะสำหรับเขา สิ่งใดๆ ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะให้ พระองค์ก็จะให้ สิ่งที่พระเจ้าอนุญาตแล้ว ใครจะขัดขวางได้   นี่แหละคือความเชื่อ!!!

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

เฟสบุคทานตะวันแห่งเอเชีย

 jw.org

 wonderfulwordproject.org

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563

เมื่อคุณรู้สึกเครียด

 


เมื่อคุณรู้สึกเครียด

แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์

ฟิลิปปี 4: 7

 คุณเคยไปหาหมอเพราะป่วยอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า? หลายคนป่วยและมีอาการซึ่งเป็นผลมาจากการอยู่ภายใต้ความเครียด    บางคนเกิดความเครียด เพราะจากการทุ่มเท ผูกพันตัวเองกับหน้าที่การงาน-กับความคิด,คำพูดคนอื่น-กับความสำเร็จมากเกินไป บางคนเครียดจากการมีนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนคิดมาก หรือมีนิสัยชอบคิดไปเอง ความเครียดเป็นภาวะของอารมณ์ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ คับข้องใจ หรือถูกบีบคั้น กดดันจนทำให้เกิดความรู้สึกทุกข์ใจ สับสน โกรธ หรือเสียใจ ความเครียดที่มีไม่มากนัก จะเป็นแรงกระตุ้นให้คนเราเกิดแรงมุมานะที่จะเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ คนที่มีความรับผิดชอบสูงจึงมักหนีความเครียดไปไม่พ้น

 ความเครียดเป็นเรื่องปกติของชีวิตของทุกคน พระเจ้าได้สร้างเราให้ทนต่อแรงกดดันและความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวข้ามขีดจำกัด และเพิกเฉยต่อคำเตือนที่ร่างกายของเราบอกกับเรา นั่นคือเมื่อมันเกิดเจ็บป่วยเจ็บปวดหรือหมดแรง

 วันนี้ขอให้คุณดูแลตัวเองให้ดีเพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ร่างกายของคุณพังลง  คุณจะไม่สามารถไปที่ร้านสะดวกซื้อและขอซื้อมันใหม่ได้ หลายสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในชีวิต อาจทำให้เรามีความเครียดมากเกินไปทั้งที่เรารู้ตัวบ้างและไม่รู้ตัวบ้าง แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยให้เราซื่อสัตย์กับตัวเอง ให้สำรวจตนเองว่ามีอะไรบ้างที่เราควรหยุดทำมัน?และทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยคุณตัดสิ่งที่ทำให้ร่างกาย-จิตใจของคุณเสื่อมโทรมรวมถึงทุกสิ่งที่ไม่เกิดผลดี ออกไปจากชีวิตของคุณ

 ในฐานะผู้เชื่อ ความเครียดก็มาในหลายรูปแบบ แต่กล่าวโดยทั่วไป สำหรับเราส่วนใหญ่ก็คือ การขาดความวางใจในพระเจ้า ในพระเยซูเราพบมรดกแห่งสันติสุขที่เป็นของเราเอง และเป็นของขวัญจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระองค์จะประทานเมื่อเราดำเนินชีวิตโดยการเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ ดังนั้น เมื่อความเครียดเข้าควบคุมชีวิตของเรา จึงอาจพูดได้ว่านั่นเป็นเวลาที่เรากำลังขาดความวางใจในพระเจ้านั่นเอง

 มีหลักการทางโลกที่เราสามารถปฏิบัติได้เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียด เช่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่ถูกหลักอนามัย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสมดุลระหว่างงาน กับครอบครัว อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากมุมมองฝ่ายวิญญาณ การผ่อนคลายความเครียดเริ่มต้นและจบลงด้วยหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ  การอธิษฐาน แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือความกระวนกระวายใจและความเครียด พระคัมภีร์แนะนำว่าให้มอบทุกสิ่งไว้กับพระเจ้าโดยการอธิษฐาน  การใคร่ครวญพระวจนะ พระคัมภีร์เต็มไปด้วยพระสัญญาจากพระเจ้า การใคร่ครวญพระคำที่เป็นพระสัญญาจากพระองค์เหล่านี้สามารถขจัดความห่วงกังวล ความสงสัย ความกลัว และความเครียดไปจากจิตใจของเราได้ ลองใคร่ครวญข้อพระวจนะเหล่านี้ดูเมื่อเกิดความเครียด การสรรเสริญพระเจ้า และการนมัสการพระจ้าจะทำให้เราไม่คิดถึงเรื่องไม่สบายใจของเรา ปัญหาหนักที่กำลังรุมเร้าอยู่ และมุ่งความสนใจที่พระเจ้า เมื่อเราเริ่มสรรเสริญและนมัสกรพระเจ้า ปัญหาต่างๆ ของก็เริ่มเล็กลงทันทีเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ดนตรีก็สามารถทำให้จิตใจได้รับการประเล้าประโลมเช่นกัน

ข้อคิด

วิธีรับมือกับความเครียด คือวางใจพระเจ้าให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องรับมือกับความเครียดอีกเลย  แทนที่เราจะมานั่งเครียดและจมอยู่กับความสิ้นหวังเราควรจะเรียนรู้ว่า…พระเจ้าอนุญาตให้เราเผชิญกับปัญหานี้เพราะอะไร?  และพระองค์ต้องการที่จะทำอะไรผ่านชีวิตเรา? นี่คือสิ่งที่เราควรมุ่งหาคำตอบ ให้เราโฟกัสที่พระเจ้า ให้ความคิดของเราเต็มไปด้วยการขอบพระคุณ

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณสิธยา คูหาเสน่ห์

ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จงรับผิดชอบต่อการเลือกของคุณ

  จงรับผิดชอบต่อการเลือกของคุณในวันนี้ คุณไม่อาจเลือกดำเนินชีวิตตามเนื้อหนังแล้วยังคาดหวังให้ทุกอย่างออกมาดีได้ จงเลือกที่จะเชื่อฟังการทรงน...