วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

“ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?”

 


อิสรภาพจากความสงสารตัวเอง

5ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว 6เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นคนนั้นนอนอยู่ และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?”

ยอห์น 5: 5-6

 หลายๆครั้งที่เรายินยอมให้ความขมขื่นเพราะอะไรบางอย่าง หรือกับใครบางคนเข้ามาครอบงำความคิดของเรา แล้วเราก็กักขังตัวเองไว้ในความสงสารตัวเอง และเฝ้าถามหาความยุติธรรมว่าอยู่ที่ไหน?

 จงเลิกยึดติดกับอดีตที่เจ็บปวด หันมายกย่องสรรเสริญพระเจ้าแทนดีกว่า?! รู้ไหม...คนที่เอาแต่ไปพรรณาถึงบาดแผลในอดีตที่เกิดเพราะบางสิ่งหรือกับใครบางคนไม่หยุดนั้น เขาเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ เพราะเขาชอบที่จะเป็น "นักโทษ" มากกว่าที่จะเป็น "อิสระ" จริงๆ  การพูดไป บ่นไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ ... มีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ และที่สำคัญคำพูดของเราในวันนี้ ไม่นานก็จะวนกลับมาทำร้ายเราเองเข้าสักวันแน่ๆ ... จงเข้ามายกย่องและสรรเสริญพระเจ้าดีกว่า อย่าลืมสิ ... เราเป็นลูกใคร?! เราเป็นลูกของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ เรามีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่กว่าฤทธานุภาพของศัตรู [มาร] ไม่มีอะไรจะมาทำอันตรายพวกเราได้เลย

 เมื่อพระเยซูได้พบกับชายผู้ซึ่งนอนอยู่ริมสระน้ำแห่งเบเธสดาเป็นเวลาสามสิบแปดปีเพื่อรอปาฏิหาริย์ พระองค์ถามว่าเขาอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?  เราหลายคนต้องการปาฏิหาริย์ เช่นเดียวกับชายในเรื่องนี้  เขานอนจมอยู่ในสภาพที่สิ้นหวัง เช่นกันในชีวิตของเรา พระเยซูทรงรู้และเข้าใจสถานการณ์ในชีวิตของเรา ทรงรู้ว่าเราปล้ำสู้กับปัญหานี้มานานแค่ไหน ทรงรู้ว่าเราทนทุกข์กับสภาพที่เป็นอยู่นี้เพียงใด คุณพร้อมที่จะละทิ้งชีวิตแบบเดิม ๆ และดำเนินชีวิตในระดับชีวิตใหม่ที่พระเจ้าทรงประทานให้หรือยัง?

 หลายครั้งพระเยซูไม่ใช่แค่ทำการอัศจรรย์เท่านั้น แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ของการทำการอัศจรรย์นั้นด้วย เช่นเดียวกัน ถ้าหากเราต้องการการอัศจรรย์ เรารู้ถึงบทเรียนที่พระองค์ทรงต้องการจะสอนเราหรือไม่? เรารู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์สำหรับการอัศจรรย์หรือไม่?

 พระเยซูทรงถามชายคนนี้ว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?”  นั่นคือ ไม่ใช่แค่การรักษาแต่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่พระเยซูต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน พระองค์ต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณ จะเป็นประโยชน์อะไรหากเราได้รับการรักษาแต่เพียงภายนอก แต่ภายในยังเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยความบาป ซึ่งสุดท้ายความเละเทะภายในก็จะสะท้อนออกมาเป็นความเจ็บป่วยภายนอกเหมือนเดิม พระเยซูต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ

เช่นเดียวกันกับชีวิตของเรา เมื่อเราปรารถนาเห็นการอัศจรรย์ ปรารถนาให้พระเจ้าทรงรักษาเราทั้งภายในและภายนอก เราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือไม่?   เราอยากให้พระเยซูทรงรักษาเรา แล้วเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราหรือยัง? เราพร้อมที่จะละทิ้งทัศนคติเชิงลบหรือเปล่า? เราพร้อมออกจากกความเจ็บปวด ความขมขื่น ความผิดพลาดในอดีตหรือเปล่า? เราพร้อมที่จะยอมรับและให้อภัยตัวเองหรือไม่? เราพร้อมและเต็มใจที่จะเดินไปกับพระเยซูหรือยัง?เราจะตอบคำถามนี้กับพระเยซูอย่างไร?

 ข้อคิด

 วันนี้...เราจะยินยอมให้ความเจ็บปวด ความขมขื่นในอดีต การไม่ยอมให้อภัยอยู่ในเราต่อไป หรือเราจะสั่งมันว่า จงไปเสียให้พ้นเจ้าความเจ็บปวด เจ้าความขมขื่น และการไม่ให้อภัย. เมื่อเราได้พบพระคริสต์แล้วสิ่งสารพัดที่เก่าๆจะหลุดร่วงไป นี่แน่ะจะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งสิ้น (2คร.5:17)

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

 www.siamchristian.com

เฟสบุคพระวจนะที่มีชีวิต

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563

พระเจ้าจะช่วยให้เกิดผลดี

 


 จงทำทุกสิ่งร่วมกันเพื่อความดี

เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

โรม 8:28

 ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีอาชีพอะไรก็ตาม เราทุกคนปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ-หรือวางแผนเอาไว้   เรามักจะชื่นชมยินดีเมื่อชีวิต-หน้าที่การงาน-ความสัมพันธ์เป็นไปได้ดี  แต่บางครั้งเราก็สูญเสียความชื่นชมยินดีได้อย่างง่ายดายด้วยว่าภาระหน้าที่-การงานที่หนักเกินไป -ความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยลงตัวกับคนรอบข้าง -ปัญหาสุขภาพ หรือความยากลำบากที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้

 เมื่อมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเรา เราอาจไม่เข้าใจว่ามันจะเกิดผลดีได้อย่างไร? และบางครั้งเราก็อาจไม่ได้เห็นผลดีในชีวิตนี้ แต่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อันดีและพระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ  ดังนั้นเมื่อต้องเจอกับเรื่องที่ผิดจากความคาดหมาย คุณจำเป็นที่จะต้องวางใจในพระเจ้า ไม่ใช่เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณควรทำ แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้

 การวางใจคือการปล่อยมือจากความต้องการที่จะควบคุมด้วยตนเอง นั่นก็คือ ไม่มีอะไรในชีวิตนี้ที่แน่นอนนอกจากพระเจ้า ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพ ครอบครัว อาชีพการงาน การวางแผนชีวิต การเดินทาง ความสัมพันธ์ หรือเรื่องของลูก-หลาน เราต้องยอมรับให้ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา

 โรม 12:16 ว่า "ให้เราพร้อมปรับตัวให้เข้ากับ [ผู้คน, สิ่งของ,สถานการณ์]" แนวคิดเรื่องนี้ก็คือเราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนประเภทที่รู้จักวางแผนกับสิ่งต่างๆ แต่เราจะต้องไม่หงุดหงิดถ้าแผนนั้นไม่ได้ผล หรือแผนนั้นเกิดผิดพลาด “จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่ยอมสมาคมกับคนต่ำต้อย อย่าถือว่าตัวฉลาด  อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ใครเลย แต่จงมุ่งทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี  ถ้าเป็นได้ เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”

 ทางเลือกของเรามีอยู่สองทางคือเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ หรือเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์นั้น ๆ ได้ คุณจะเลือกสงสารตัวเองแล้วจมอยู่กับทัศนคติเชิงลบ หรือคุณจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และมองหาพระพรที่แอบแฝงมาด้วย แล้วสนุกไปกับสิ่งที่พระเจ้ามีให้คุณไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ลองถามตัวเองว่าคุณจะเลือกแบบไหน?

 คนที่ยิ้มแย้มและชื่นชมยินดีเสมอได้นั้นมักจะเข้มแข็ง ความชื่นชมยินดีและความยิ้มแย้มเป็นยารักษาโรคหลายอย่างโดยการสร้างและเพิ่มเอ็นดอร์ฟิน กลุ่มสารที่เกิดในสมอง ซึ่งช่วยยับยั้งความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจได้ดี

 ข้อคิด

เมื่อใดก็ตามที่เราเผชิญกับปัญหาที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เส้นทางเดียวที่จะนำเราไปสู่อิสรภาพได้ก็คือ การเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยให้เกิดผลดี อย่าจดจ้องอยู่แต่กับเรื่องร้ายจนมองข้ามเรื่องราวดีๆ เล็ก ๆ น้อยรอบตัวเรา เรามีเหตุผลมากมายในแต่ละวันที่จะขอบพระคุณพระเจ้า  งเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อันดีในความทุกข์ยากของเราเสมอ  ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัย

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณ JOYCE MEYER

thaiodb.org

มาร์ธากับมารีย์ชาวมักดาลา

 


เพลิดเพลินกับการเดินทางของชีวิต

แต่มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ จึงมาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว? ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย”

ลูกา 10:40

 ชีวิตควรเป็นการเฉลิมฉลอง และมีความสุข มีผู้เชื่ออีกมากหลายคนที่ไม่ได้สนุกกับชีวิตสักเท่าไหร่ หลายคนรักพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริงและกำลังเดินทางไปสวรรค์ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่มีความสุขกับการเดินในเส้นทางนั้นอย่างแท้จริง แล้วคุณละเป็นเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นหรือเปล่า?

 มาร์ธา >> ก็ตั้งใจอยากจะทำสิ่งที่ “ดีที่สุด” เพื่อมอบให้กับพระเยซู ส่วนมารีย์ >> ก็วางทุกสิ่งที่เธอทำลง และมานั่งอยู่ใกล้ๆ กับพระเยซู  

โลกแบบมาร์ธาหน้าตาเป็นยังไงเหรอ? โลกแบบมาร์ธามีหน้าตาแบบที่เราทั้งหลายต่างคุ้นเคยดี  มันเป็นโลกที่ต้องคอยทำโน่นนี่ เต็มไปด้วยภาระ หน้าที่ พร้อมด้วยความรับผิดชอบ มากมายที่เรียกร้องให้เราต้องจัดการดูแลในแต่ละวัน สิ่งโน้นนี่ที่ต้องทำบ้างก็มาจากภายนอก และบ้างก็มาจากตัวเราเอง

มาร์ธายุ่งอยู่กับการทำหน้าที่ภายนอกซึ่งคุณเองก็อาจเคยทำนั่นคือการวิ่งไปมาเพื่อพยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อสร้างความประทับใจให้พระเจ้าและคนอื่น ๆเพราะคุณคิดว่านี่คือแนวทางที่ถูกต้องตามกฎเพื่อความชอบธรรม  คุณจะรู้สึกดีกับตัวเองเมื่อคุณได้ทำบางอย่างสำเร็จ และคุณเริ่มจะไม่พอใจคนอย่างแมรี่(เพื่อนร่วมงานหรือคนรอบกายคุณ)  คุณคิดว่าพวกเขาควรจะทำงานหนักเหมือนที่คุณกำลังทำงาน

 คุณกำลังมีปัญหาเหมือนอย่างมาร์ธาหรือไม่? คุณบอกว่าคุณรักพระเยซู แต่คุณไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตเรียบง่ายที่พระองค์ต้องการให้คุณมี  คำตอบในเรื่องนี้ที่เราค้นพบได้ก็คือความหมายของการนั่งลงข้างๆที่พระบาทของพระเยซูแล้วตั้งใจฟังคำพูดของพระองค์และวางใจพระเจ้าด้วยสุดใจและวิญญาณของเรา

 ไม่ง่ายนะ ที่จะใช้ชีวิตแบบมารีย์ได้ ในโลกของมาร์ธา การวางทุกสิ่งที่ต้องทำลงก่อนแล้วหันมาใช้เวลากับพระเยซู กลับเป็นสิ่งที่ท้าทายใจ เมื่อต้องทำหลายๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จในเวลาอันจำกัด หรือมีหลายๆ สิ่งทีเราตั้งใจอยากทำ ทำให้หลายครั้ง เสียงของตัวเราเองที่บอกว่า “เดี๋ยวก่อน… พระองค์รอได้” ดังกว่าเสียงของพระองค์ที่บอกว่า “มาเถิด…เรารออยู่ 

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมยิ่งคุณทำๆ ไป ยิ่งดูเหมือนจะเหนื่อยง่ายๆ ท้อใจบ่อยๆ หรือถึงขั้นหมดแรงจะไปต่อ ถ้าเราไม่เข้าไปอยู่ใกล้พระเจ้าและรับกำลังใหม่จากพระองค์ เราจะเอากำลังในการทำสิ่งต่างๆมาจากไหนกันเหรอ!! ลำพังกำลังจากตัวเราเองคงไม่พอ เพราะใช้ๆ ไปเดี๋ยวก็หมด มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราวิ่งระยะไกลในชีวิต ไปบนเส้นทางที่ถูกได้ นั่นก็คือการ “รับกำลังใหม่จากพระเจ้าทุกๆ วัน” ด้วยการวางทุกสิ่งลงก่อน แล้วไปใช้เวลาอยู่ใกล้ๆ พระองค์ เหมือนที่มารีย์ทำนั่นไง!!

ในเรื่องนี้มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงตัดสินว่ามารีย์เป็นฝ่ายถูก เพียงต้องการบอกว่ามารีย์รู้และเข้าใจเป้าหมายแท้จริงของชีวิต ซึ่งต้องหลอมรวมกิจกรรมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งงานหน้าที่ภายนอกและการปฏิบัติศาสนกิจ

ข้อคิด

หากคุณต้องการมีความสุขกับชีวิตจงเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างสมดุล ทำงาน-นมัสการ-เล่น-สนุกสนานกับชีวิตและพักผ่อน หากคุณยกให้หน้าที่ภายนอกเป็นเรื่องสำคัญที่สุดคุณอาจกำลังทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีชีวิตที่ซับซ้อนและไม่มีความสุข  ในเหตุการณ์ครั้งนี้ระหว่างมาธาร์และมารีย์ ภาษารักของพระเยซู คือ “การใช้เวลา” เพราะสิ่งที่พระเยซูเห็นว่าดีคือการใช้เวลาอยู่กับพระองค์

“สิ่งที่จำเป็นมีเพียงสิ่งเดียว” นั่นคือการอยู่กับพระเยซูเจ้า ศิษย์พระคริสต์ต้องลำดับความสำคัญก่อนหลัง พระเจ้าต้องมาก่อนและสำคัญที่สุดในชีวิต สร้างบรรยากาศแห่งการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าท่ามกลางเรา ในความรักต่อกันและทัศนคติเชิงบวกที่มองเห็นพระเยซูเจ้าในผู้อื่น

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณ JOYCE MEYER

medium.com @Wor_Santa

 dondaniele.blogspot.com


วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เอาชนะสงครามภายในใจ

 

  เอาชนะสงครามภายในใจ

 เพราะว่าแม้แต่จะพูดถึงสิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาทำอย่างลับๆ ก็ยังเป็นเรื่องน่าละอาย

 เอเฟซัส 5:12

  มารซาตานทำสงครามกับเราและหนึ่งในกลยุทธ์ของมันคือทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง มันเตือนเราถึงความล้มเหลวและความอ่อนแอทั้งหมดของเรา แต่เราต้องจำไว้ว่าพระเจ้าทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเราและพระองค์ก็รักเราอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 ในชีวิตเราอาจต้องสู้รบอยู่หลายครั้ง แต่การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการที่เราต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเอง เราอาจต่อสู้กับความรู้สึกที่ว่า ฉันควรจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้- ฉันรู้สึกว่าฉันล้มเหลวในหลาย ๆ ด้าน   การจมอยู่กับความผิดหวังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้   อย่าลืมว่าพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงเราได้เมื่อเราวางใจในพระองค์ พระเจ้าจะร่วมต่อสู้กับเรา สู้กับความคิดด้านลบในใจของเราและจะเอาชนะมันได้ ส่วนหน้าที่ของเราคือเชื่อมั่นและร่วมมือกับพระองค์และปฏิบัติตามการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์

  มันเป็นเรื่องยากมากที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจความรักของพระเจ้า ต่อให้เราเป็นคนบาป-มีความล้มเหลว-มีความบกพร่อง-มีความอ่อนแอและมีความผิดพลาดแต่สำหรับพระเจ้าแล้วความบาปบกพร่องของเราเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรักของพระองค์ที่มีต่อเราได้เลย  พระองค์ได้แสดงผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระคริสต์ทรงยอมตายเพื่อเราและเป็นขึ้นมาจากความตาย หากวันนี้ ตอนนี้คุณกำลังทำสงครามกับความคิดในใจของตัวเอง จงรับรู้ว่าคุณเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า และในพระคริสต์ นี่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำเราเข้าถึงสันติภาพและพลังทางพระวิญญาณบริสุทธิ์

 ข้อคิด

 เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เมื่อเรานมัสการและมองไปที่พระเจ้า  ตรงกันข้ามหากเรามองและจดจ่ออยู่แต่กับความต้องการของตัวเอง มันจะเป็นการเพิ่มข้อบกพร่องมากมายให้กับตัวเราเอง ยาที่ดีเลิศใช้แก้พิษแห่งความคิดด้านลบคือการวางใจพระเจ้า

 ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

 

คุณ JOYCE MEYER


พระเจ้าทรงเห็นเรามีค่าเสมอ

 

ไม่ว่าเราจะเป็นคนเล็กน้อยขนาดไหน พระเจ้าทรงเห็นเรามีค่าเสมอ

แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา ตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในท้องฟ้าและฝูงสัตว์ใช้งาน ให้ปกครองแผ่นดินโลกทั้งหมด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินทั้งหมด”

ปฐมกาล 1:26

 ซามูเอลบทที่เก้าได้เล่าเรื่องเมฟีโบเชทหลานชายของกษัตริย์ซาอูลและบุตรชายของโยนาธาน เมฟิลโบเชทเป็นเด็กพิการมีรูปลักษณ์ที่น่าสงสารเท้าทั้งสองข้างของเขาเป็นง่อย แทนที่เขาจะมองว่าตัวเองเป็นทายาทกษัตริย์ที่ถูกต้องสมควรในมรดกของพ่อและปู่เขากลับมองว่าตัวเองเป็นคนที่น่าจะถูกปฏิเสธ

 เมื่อดาวิดสั่งให้เมฟีโบเชทมาหา เขาก็ล้มลงต่อหน้ากษัตริย์ดาวิดและแสดงความกลัว ดาวิดบอกเขาว่าอย่ากลัวเลย ดาวิดตั้งใจจะแสดงความกรุณาของเมฟีโบเชทเพราะพันธสัญญาของดาวิดกับโยนาธานพ่อของเขา  ตามเรื่องแล้วกษัตริย์ซาอูลซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์ก่อนเคยตามล่าเอาชีวิตดาวิด เมฟีโบเชทจึงคิดว่าดาวิดน่าจะคิดแก้แค้น โดยคิดปราบลูกหลานของซามูแอลด้วย

 แต่ดาวิดทำสิ่งที่ตรงกันข้าม   ดาวิดอวยพรเมฟีโบเชทเพราะเห็นแก่โยนาธาน ดาวิดให้เขาร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกับพระองค์ – มอบที่ดินให้เขา และและปฏิบัติเหมือนกับเป็นโอรสของกษัตริย์องค์หนึ่งเพราะเห็นแก่โยนาธานเพื่อนรัก  

 การตอบสนองตอนต้นๆของเมฟีโบเชทเป็นตัวอย่างที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มั่นใจในภาพลักษณ์ของตนเอง(ความแตกต่างในบุคลิกภาพหรือความบกพร่องทางร่างกาย)ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเอาชนะให้ได้ เกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่เป็นความแตกต่างของเรา  เพราะไม่อย่างนั้นมันจะทำให้เราต้องดำเนินชีวิตไปด้วยความกลัวที่คอยคิดว่าตนเองเป็นแค่คนเล็กน้อยที่ด้อยค่าอย่าให้ความกลัวนี้เข้ามาแทนที่ความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ (2 โครินธ์ 5:21) เราทุกคนสามารถดำเนินชีวิตไปในความเป็นจริง(กับสิ่งที่เราเป็น)ได้อย่างมีความสุข

       เมฟีโบเชท รู้สึกประทับใจมาก เขาประหลาดใจที่พระราชาดาวิดทรงห่วงใยเขา ทั้งที่เขากล่าวว่าตนเป็น “สุนัขตาย” (2 ซมอ.9:8) แต่พระราชาทรงปฏิบัติราวกับเขาเป็นพระโอรส (2 ซมอ.9:11)

 ข้อคิด

ให้เราเรียนรู้จากเรื่องของเมฟีโบเชท ที่เขาคิดว่าตนเองเป็นคนที่ไม่สมควรจะได้รับ หรือเป็นคนที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับความห่วงใยจากดาวิด เมฟีโบเชท มองว่าตนเองเป็นเหมือนสุนัขที่ตายแล้ว เรื่องราวนี้ยังสะท้อนไปถึงจอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวงผู้ทรงเริ่มต้นเสาะแสวงหาเราด้วยความรัก พระองค์ทรงรับเราทั้งหลายตามสภาพที่เราเป็นอยู่ และทรงนำเราฟื้นคืนสู่สภาพที่เราควรจะเป็น ไม่ว่าเราจะเป็นคนเล็กน้อยขนาดไหน พระเจ้าทรงเห็นเรามีค่าเสมอ

 ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณ JOYCE MEYER

suthailand.org

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า

 



ก้าวออกไปและรับโอกาสนั้น

พระเยซูทอดพระเนตรดูบรรดาสาวกและตรัสว่า “สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ แต่ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า”

มัทธิว 19:26

 หลายคนต้องการเริ่มต้นชีวิตที่จุดเริ่มต้น และอยากกะพริบตาสักสองครั้งแล้วเห็นตัวเองไปอยู่ที่จุดเส้นชัย พวกเขาหลายคนท้อแท้ที่ไม่รู้ว่าชีวิตของพวกเขาคืออะไร? บางคนกลัวที่จะล้มเหลวและทำผิดพลาดจนทำให้ไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

 เราทุกคนมีศักยภาพมากมายในตัวเองที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา แต่เราจะไม่มีวันได้เห็นมันแสดงออกมาจนกว่าเราจะเชื่อว่าเราสามารถทำในสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าเราทำได้ตามคำพูดของพระองค์ เว้นแต่เราจะก้าวออกไปด้วยศรัทธาโดยเชื่อว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ถ้าพระองค์ทำงานในตัวเรา  พระองค์ต้องการที่จะทำงานในตัวเราเพื่อพัฒนาศักยภาพของเรา  แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือและความเต็มใจของเราผ่านศรัทธาความมุ่งมั่น-การเชื่อฟังและการทำงานหนักเพื่อพัฒนาสิ่งที่พระองค์ทรงมอบไว้ในตัวเราด้วย

 ไม่มีใครสามารถกำหนดแทนเราได้ แต่เราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเราเอง หากเราไม่กำหนดมารซาตานจะขโมยทุกสิ่งที่เรามีไปจากเราขอแนะนำให้คุณเพิ่มศักยภาพของคุณด้วยการทำอะไรบางอย่างกับมัน คุณจะไม่ค้นพบสิ่งที่คุณสามารถทำได้หากคุณไม่เคยลองทำอะไรเลย อย่ากลัวที่จะก้าวออกไปสู่สิ่งที่คุณเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำคุณให้ทำ เมื่อคุณก้าวออกไปคุณจะพบว่าคุณมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย

 ข้อคิด

จงกล้าหาญและเป็นทุกอย่างที่คุณจะเป็นได้!

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณ JOYCE MEYER

การซื่อสัตย์กับตัวเองจะทำให้คุณเป็นอิสระ!

 


การซื่อสัตย์กับตัวเองจะทำให้คุณเป็นอิสระ!

แน่ทีเดียว พระองค์ทรงประสงค์ความจริงในใจ

เพราะฉะนั้น ขอทรงสอนสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ในที่ลี้ลับ

สดุดี 51: 6

 พระเจ้าต้องการให้เราเผชิญกับความจริงในสิ่งที่เป็นอยู่ บางทีเราอาจจะสารภาพหรือพูดความในใจออกไปกับใครสักคนที่เหมาะสม และบางครั้งคนคนนั้นก็อาจจะเป็นตัวเราเองที่ต้องการฟังความจริงมากที่สุด ลอง "ไปดูตัวเองในกระจกและสารภาพปัญหากับตัวเองดู" การซื่อสัตย์กับตัวเองจะทำให้คุณเป็นอิสระ!

 ตัวอย่างเช่นหากปัญหาของคุณคือพ่อแม่ของคุณไม่ได้รักคุณในแบบที่ควรจะเป็นและคุณรู้สึกน้อยใจ-เสียใจและรู้สึกขมขื่น จงเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงสักครั้ง มองตัวเองในกระจกแล้วพูดว่า "ถึงพ่อแม่ของฉันไม่ได้รักฉันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรักฉันมากและนั่นก็เพียงพอแล้ว!"

 คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่ใช้ชีวิตเพื่อพยายามหาสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อน ถ้าคุณปล่อยให้ความจริงที่ว่าคุณไม่ได้เป็นที่รักมาทำลายชีวิตคุณ  อย่าปล่อยให้มันอ้างสิทธิ์ไปตลอดชีวิต คุณสามารถทำในสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดทำ เขาสารภาพกับตัวเอง: "แม้บิดาและมารดาของข้าพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่พระยาห์เวห์จะทรงยกข้าพระองค์ขึ้น(สดุดี 27:10)

 ไม่ว่าปัญหาใดก็ตามที่รบกวนคุณอยู่ในขณะนี้ให้คุณเผชิญหน้ากับมัน พิจารณาถึงเรื่องนั้นและสารภาพเปิดใจพูดคุยกับคนที่คุณสนิทและไว้ใจได้จากนั้นยอมรับกับตัวเองในสิ่งที่คุณเป็นที่สุด

 ข้อคิด

การยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะปรับปรุงแก้ไขทำให้อดีตไม่สามารถยึดเกาะหรือทำลายชีวิตในปัจจุบันของเราได้

ขอขอบคุณ บทความหนุนใจจาก

คุณ JOYCE MEYER

ข้อคิดหนุนใจประจำวัน จดจ่อที่รางวัลแห่งชัยชนะ

  หากเรามัวแต่จ้องมอง " ยักษ์ใหญ่ " ( อุปสรรคปัญหา ) ของเรามากเกินไป ความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นจะเข้าครอบงำจิตใจเรา จงจดจ่อสายตาไ...